ปรัชญา/แนวคิดพื้นฐาน Phenomenology เชื่อว่า มนุษย์และสังคมเป็นพลวัต ไม่นิ่ง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะมนุษย์มีระบบคิด วิจารณญาณ โลกทัศน์ ค่านิยม และอุดมการณ์เฉพาะตน ซึ่งเป็นผลจากบริบทและการรับรู้

เมื่อเริ่มต้นเนื้อหาการอบรม อาจารย์ตั้งคำถามว่า “ความจริงคืออะไร?"

ในใจผู้เขียนนั้นบอกกับตัวเองว่า เหมือนตอนสมัยที่ผู้เขียนเรียนเรื่องคุณภาพกับท่าน อ.JJ Ico256 เลย อาจารย์มีโจทย์คำถามตั้งต้นว่า คุณภาพคืออะไร? ตอนนั้นคิดในใจว่า อาจารย์ถามทำไม คำตอบมันเป็นนามธรรมอยู่ในความคิดของคนคนนั้น ยากในการอธิบาย แล้วผู้เขียนก็นั่งฟังแบบ หน้าตึงๆ...เพราะอธิบายไม่ถูก เลยไม่รู้ว่า จริงๆแล้วเพราะตัวเรารู้ไม่จริงหรือไม่รู้แล้วทำฟอร์มกันแน่จึงอธิบายไม่ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ก็ได้เรียนรู้ในภายหลังว่า คำถามตั้งต้นที่ว่านั้นคือหัวใจของการทำงานคุณภาพโรงพยาบาล

คราวนี้ผู้เขียนจึงไม่ปล่อยให้ความคิดเดิมๆครอบงำ...

ผู้เขียนตั้งใจฟัง เปิดสมองและใจให้กว้าง พยายามรับรู้ทุกอย่างที่อาจารย์สอน คิดตาม... แม้รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ตาม จดคำสำคัญเพื่อจะได้นำไปค้นคว้าเองได้ในภายหลัง

...

ผู้เขียนได้อ่านเพิ่มเติม...ทราบว่า มีการกล่าวถึง “ความจริง(truth)" มากมาย

ทัศนะเกี่ยวกับความจริงและสิ่งที่เป็นจริง
ความจริง หรือ “สัจจะ" มีลักษณะเป็นนามธรรม เมื่อเราพูดถึงความจริงของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเรามักหมายถึง หลักการที่มีอยู่แน่นอนมั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลงของสิ่งนั้น เช่น “ชีวิตเป็นทุกข์" “สังขารเป็นของไม่เที่ยง" “ไม่มีอะไรเกิดจากความว่างเปล่า" ล้วนแต่เป็นการบอก “ความจริง" ทั้งสิ้น
ความจริงเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับความรู้ เพราะเมื่อเราบอกว่าเรามีความรู้ ก็คือเรารู้ความจริงหรือเข้าถึงความจริงของสิ่งที่เป็นจริง (แต่อย่าลืมว่า ความจริงก็มีหลายระดับ) ดังนั้น การจะเข้าใจว่า สิ่งที่เป็นจริง หรือ reality คืออะไร และการเข้าถึงสิ่งที่เป็นจริงหรือสิ่งที่มีอยู่จริงนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่มีอยู่ (being) ในจักรวาลมีอยู่ 2 สภาวะ คือ
1. สภาวะที่ปรากฏ (appearance) หรือ มายาภาพ คือ สิ่งที่มนุษย์รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5
2. สภาวะความเป็นจริง (reality) หรือ สัจจะภาวะ คือ สิ่งที่เป็นจริงที่อยู่เบื้องหลังสภาวะที่ปรากฏโดยไม่บิดเบือนหรือผันแปรไปตามการรับรู้ของบุคคล
ดังนั้น การรู้ “ความจริง" ก็คือ การรู้ที่ตรงกับสภาวะความเป็นจริง ไม่ใช่รู้เพียงสภาวะที่ปรากฏ การรู้ความจริงของสภาวะความเป็นจริงเท่านั้นที่จะเรียกได้ว่าเป็น “ความรู้" (ในขณะที่การรู้สภาวะที่ปรากฏ เป็นเพียงการเห็น หรือข้อมูล)
(ที่มา : http://www.baanjomyut.com/10000sword/poem/ )

...

และในปรัชญาสากลว่าด้วยเรื่อง “ความจริง" มีคนกล่าวถึงเรื่องของ “ความจริง"มากมาย อาทิเช่น

  • ความจริงแท้ มักไม่มีคนเห็น (เชโนฟาเนส)
  • ไม่มีคนเห็นความจริงทั้งหมด เห็นได้เพียงบางส่วน (เฮ็นรี่ บีชเชอร์)
  • ความจริงอาจจะถูกติเตียน แต่ไม่เคยถูกทำให้น่าละอาย (โทมัส เฮอร์แมน)
  • ความจริงอย่างเดียวกัน แต่คนฉลาดเรียกหลายชื่อแตกต่างกันออกไป (ริกเวด้า)
  • ความจริงแท้ มักไม่ค่อยรื่นเริงนัก (เจมส์ ฮูเนเกอร์)
  • ความเท็จ ต้องมีเสื้อคลุม แต่ความจริงเปลือยเปล่า (โทมัส ฟุลเลอร์)
  • ในที่สุดแล้ว ความจริงก็เป็นผู้ชนะ (จอห์น ไวคลิฟ)
  • ความจริงอยู่เหนือความเท็จ เหมือนน้ำมันอยู่เหนือน้ำ (เชอร์วันเดส)
  • คนที่พูดความจริงตาย แต่ความจริงไม่เคยตาย (โจเซฟเกอร์ลด์)
  • ไม่มีอะไรอยู่ได้นานเท่าความจริง (วอ เว็น นาร์กส์)
  • ความจริงเป็นสิ่งมีเกียรติ และมีคุณภาพถาวร (พลาโต้)
    • คนต้องตาย สมัยของคนต้องผ่านไป แต่ความจริงอยู่เสมอ (โจซาห์ ควินซี)
    • ความจริงแปลกกว่านิยายมากนัก (ออกุสดุส เจสชอป)
    • จากความจริง เรามักไม่รู้อะไร เพราะความจริงมักจะอยู่ลึกๆ (เดโมคริตุส)
    • ความจริงไม่เคยแก่เฒ่า หมุ่นแน่นอยู่เสมอ (โทมัส ฟุลเลอร์)
    • ความจริงทำให้เกิดแสงสว่างแก่โลก (เช็คสเปียร์)
    • จงซื้อความจริง แต่อย่าขายมันไป (พระคัมภีร์เก่า)
      • ต้องให้เสรีภาพแก่ลิ้น เมื่อท่านถามความจริง (พับลิเลียส)
      • วิธีการพูดให้คนรู้สึกตลกของข้าพเจ้า คือการพูดความจริง (เบอร์นาร์ด ชอร์)
      • ความจริงไม่ต้องระบายสีใดๆ ความจริงมีรายละเอียดน้อยกว่าความเท็จ (เจมส์ แม็บเบ้)
      • ความจริงอยู่ที่ไหน ก็มีคุณสมบัติเดียวกัน เหมือนกันหมด (โรเบิร์ต ฮัชชิ่ง)
      • ไม่มีอะไรจริงกว่า ความจริง (จอห์น ลีลี่)
      • เวลามีค่า แต่ความจริงมีค่ากว่า (ดิสราเอลลี่)
(ที่มา : http://www.baanjomyut.com/10000sword/poemworld/poemactual/actual1.html )

...

เอาเข้าจริงแล้ว ในมุมมองของผู้เขียนกลับสรุปได้ว่า “ความจริง คือสิ่งที่ยากที่สุดที่จะอธิบายให้ใครๆรู้ได้เหมือนจริง"... (เฮ้อ!... งงมั้ย?)

อาจารย์กล่าวว่า

“ความจริง" อาจจะหมายถึง Fact (ข้อเท็จจริง)..." ซึ่งก็คือ ณ ช่วงเวลานั้นๆ เรื่องนั้นดูเป็นข้อจริงแต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่องจริงดังว่าอาจเป็นข้อเท็จ เช่น คำว่าอะตอมที่มีกำเนิดจากรากศัพท์ที่มีความหมายถึงอนุภาคที่เล็กที่สุดซึ่งไม่สามารถแบ่งได้อีกต่อไป แต่การใช้งานในทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นั้น อะตอมยังประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม

สุดท้ายอาจารย์สรุปความหมายในเบื้องต้นว่า

Only God Knows The Truth

(อ้าว!... อาจารย์เลยยกให้พระเจ้าไปซะงั้น)

อาจารย์กล่าวว่า...

...เมื่อเราจะมองเรื่อง “ความจริง" ผ่าน Phenomenology (ปรากฏการณ์วิทยา)
ปรัชญา/แนวคิดพื้นฐาน Phenomenology เชื่อว่า มนุษย์และสังคมเป็นพลวัต ไม่นิ่ง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะมนุษย์มีระบบคิด วิจารณญาณ โลกทัศน์ ค่านิยม และอุดมการณ์เฉพาะตน ซึ่งเป็นผลจากบริบทและการรับรู้ ดังนั้นมนุษย์จึงแสดงพฤติกรรมตามที่ตนเห็นว่าเหมาะสมกับบริบท ณ เวลานั้นๆ...
...และด้วยแนวคิดพื้นฐานของ Phenomenology ดังกล่าวข้างต้น หากนำเพียงความจริงที่ได้จากประสบการณ์มาศึกษาโดยไม่นำบริบทที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาร่วมด้วยอาจเกิดข้อผิดพลาดได้...

...

ที่เล่ามาเป็นเพียงน้ำจิ้มในงานวิจัยเชิงคุณภาพที่พอทราบเป็นเบื้องต้นเท่านั้น...

(แต่ก็ออกจะเป็นน้ำจิ้มที่มีรสเผ็ดมากสักหน่อย...ซี๊ดดด...)

...

คราวหน้าคงเป็นการมอง“การวิจัยเชิงคุณภาพ" ในภาพที่ชัดขึ้น