ดูภาพรวมของคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับในด้านการสอนภาษาไทยในสถานศึกษา ผลการประเมินทั้งประเทศ ระดับดีเยี่ยม ไม่มีเขตพื้นที่ไหนมีคุณภาพถึงระดับ ระดับดีมาก ๑๗ เขตพื้นที่ (ร้อยละ ๙.๑๙) ระดับดี ๑๑๕ เขตพื้นที่ (ร้อยละ ๖๒.๑๖) และระดับพอใช้ ๕๓ เขตพื้นที่ (๒๘.๖๕)
วันนี้ คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต ๑ ได้นัดประชุม ณ ห้องดอยหนอก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต ๑ เป็นการประชุมครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ และเป็นการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการชุดใหม่ด้วย
สำหรับผู้เขียน เป็นคณะกรรมการทั้งเก่าและใหม่ (ข้อบังคับให้เป็นคณะกรรมการได้ไม่เกินคนละ ๒ วาระ นั้นก็หมายความว่าผู้เขียนอยู่ในวาระที่ ๒ ต่อจากวาระที่แล้ว)
จากการนำเสนอข้อมูลทั่วไปของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต ๑ แล้วจะเห็นว่า เขตพื้นที่นี้มีพื้นที่ต้องรับผิดชอบและให้บริการทางการศึกษาครอบคลุมสี่อำเภอ ประกอบไปด้วย อำเภอเมืองพะเยา อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่ใจ และอำเภอภูกามยาว โดยมีรายละเอียด ดังนี้
๑.โรงเรียนในสังกัด มีทั้งสิ้น ๑๐๙ โรงเรียน คือ
-อำเภอเมืองพะเยา มีจำนวน ๔๕ โรงเรียน (โรงเรียนหลัก ๔๓ สาขา ๒ สาขา)
-อำเภอดอกคำใต้ มีจำนวน ๒๙ โรงเรียน
-อำเภอแม่ใจ มีจำนวน ๒๐ โรงเรียน
-อำเภอภูกามยาว มีจำนวน ๑๕ โรงเรียน
๒.จำนวนโรงเรียนแยกตามขนาด (ในจำนวนนี้มีโรงเรียนที่มีนักเรียนไม่ถึง ๒๐ คน จำนวน ๗ โรงเรียน ที่ต้องค่อย ๆ พิจารณายุบรวมกันในอนาคต)
-โรงเรียนขนาดเล็ก (มีนักเรียน ไม่เกิน ๑๒๐ คน) จำนวน ๘๐ โรงเรียน
-โรงเรียนขนาดกลาง (มีนักเรียน ตั้งแต่ ๑๒๑-๖๐๐ คน) จำนวน ๒๘ โรงเรียน
-โรงเรียนขนาดใหญ่ (มีนักเรียน ตั้งแต่ ๖๐๑-๑,๕๐๐ คน) จำนวน ๑ โรงเรียน
๓.จำนวนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ๒๘ โรงเรียน คือ
-อำเภอเมืองพะเยา จำนวน ๙ โรงเรียน
-อำเภอดอกคำใต้ จำนวน ๑๐ โรงเรียน
-อำเภอแม่ใจ จำนวน ๗ โรงเรียน
-อำเภอภูกามยาว จำนวน ๒ โรงเรียน
๔.จำนวนนักเรียนในสังกัด รวม ๑๒,๐๘๕ คน แยกเป็น
-ระดับปฐมวัย จำนวน ๒,๐๒๗ คน
-ระดับประถมศึกษา จำนวน ๘,๕๓๑ คน
-ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน ๑,๕๒๗ คน
๕.จำนวนข้าราชการครู ๑,๐๘๒ คน แยกเป็น
-ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน ๙๘ คน
-ครูผู้สอน จำนวน ๙๘๔ คน
๖.จำนวนบุคลากรในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต ๑ จำนวน ๒๔๑ คน แยกเป็น
-ผู้บริหาร ๑๑ คน
-ศึกษานิเทศก์ ๒๐ คน
-บุคลากรทางการศึกษาอื่น ๕๕ คน
-พนักงานราชการ ๔๒ คน
-ลูกจ้างประจำ ๘๓ คน
-ลูกจ้างชั่วคราว ๓๐ คน
การประชุมครั้งนี้ เห็นผู้บริหารได้พูดถึงภาพรวมของสถานการณ์ด้านการศึกษาว่า เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต ๑ ผลการศึกษาอยู่ในลำดับที่ ๒ ของภาคเหนือตอนบน ยกเว้นภาษาอังกฤษเท่านั้นที่อยู่ในลำดับที่ ๖
เมื่อรับรายงานดังที่กล่าวมาแล้ว คณะกรรมการทั้งภายในและภายนอกต่างก็อ้างการเตรียมตัวเข้าสู่ชุมชนอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ ที่จะถึงนี้ โดยพยายามยกเรื่อง ไอที และภาษาอังกฤษเป็นตัวชูโรง และเพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลท่าน
แต่ในความคิดของผู้เขียนกลับเห็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม โดยได้เสนอใน ๔ ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ การเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ มันกว้างเกินไป ทำไมเราไม่เอาแค่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบน ๔ ประเทศก่อน ส่วน ๑๐ ประเทศเป็นนโยบายของรัฐก็จริง แต่ก็ไม่ใช่จะต้องรีบทำให้หมด โดยสภาพของพะเยา แม้เก่งแค่ไหนพื้นที่ก็ไม่เกิน ๔ ประเทศนี้ ไม่ต้องวิ่งตามกระแสของภาครัฐ ทำในจุดเล็ก ๆ ก่อนดีกว่า ไม่เหนื่อยมากด้วย
ประเด็นที่ ๒ ภาษาอังกฤษก็จำเป็น แต่ทำไมเราไม่เน้นภาษาไทยก่อนละ เพราะอีก ๕ ปีข้างหน้าแม้ภาษาอังกฤษเด็กพะเยาจะเลอเลิศแค่ไหนก็ยังด้อยค่า เนื่องจากภาษาไทยไม่แข็งแรงพอ เมื่ออัตลักษณ์ไม่มี การต่อสู้กับชุมชนอาเซียน ๑๐ ประเทศก็แพ้ตั้งแต่อยู่ในบ้านแล้ว
ดูภาพรวมของคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับในด้านการสอนภาษาไทยในสถานศึกษา ผลการประเมินทั้งประเทศ ระดับดีเยี่ยม ไม่มีเขตพื้นที่ไหนมีคุณภาพถึงระดับ ระดับดีมาก ๑๗ เขตพื้นที่ (ร้อยละ ๙.๑๙) ระดับดี ๑๑๕ เขตพื้นที่ (ร้อยละ ๖๒.๑๖) และระดับพอใช้ ๕๓ เขตพื้นที่ (๒๘.๖๕)
นี้คือคนไทย ที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ไม่เข้าใจว่าเราจะรีบอยากเป็นฝรั่งกันไปถึงไหน? เมื่อภาษาไทยยังอ่อนแอ
ประเด็นที่ ๓ การกระจายอำนาจให้พื้นที่ระดับเล็กกว่าเขตพื้นที่ เช่น กลุ่มโรงเรียนอำเภอ กลุ่มโรงเรียนในระดับตำบล โดยมีกรมีส่วนร่วมการแก้ปัญหาระดับล่างกันก่อน ทุกวันนี้เหมือนกับคณะกรรมการคิดจากข้างบนแล้วโยนไปข้างล่าง ผู้เขียนเห็นด้วยกับคุณประพันธ์ ที่เสนอว่าโรงเรียนที่จะถูกยุบนั้น น่าจะให้ชุมชนแก้ปัญหาก่อน อาจมีคนที่เกษียณแล้วมาช่วยสอน ปราชญ์ท้องถิ่น หรือเขยฝรั่ง เขยจีน หรือใครก็ได้ที่เก่งในรายวิชานั้น ๆ ที่มีจิตสาธารณะเข้ามาสอน ถ้าชุมชนเขาจะจัดการกันเอง ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วม
ประเด็นที่ ๔ ปีที่แล้วผู้เขียนได้ให้ "รางวัลวชิรปัญญา" ให้กับโรงเรียนที่มีผลการสอบวัดมาตรฐานได้คะแนนดี ๒ รางวัล ปีนี้ก็เช่นกันจะมอบให้ทั้ง ๒ เขตรวมเป็น ๔ รางวัล ส่วนเงินรางวัลขอดูกองทุนก่อนว่าจะให้เท่าไหร่ เพื่อเป็นการยกย่องโรงเรียนที่มีมาตรฐานในการตั้งใจทำงานบริการชุมชนต่อไป
ประเด็นทั้งสี่นั้นไม่ทราบว่าจะมีการตอบรับอย่างไร? เนื่องจากหลังพูดเสร็จผู้เขียนก็ขอตัวไปฉันเพลก่อน
แต่อย่างไรก็ตามรัฐคิดกรอบให้ ท้องถิ่นก็นำกรอบมาดูความเหมาะสมว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน? แล้วจึงวางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์ของแต่ละเขตพื้นที่ ไม่ใช่ว่าเอาแนวคิดของรัฐบาลกลางมาทั้งดุ้น โดยไม่ดูพื้นที่-ศักยภาพของตนเองว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน?
เมื่อเทียบกับสถาบันอุดมการศึกษา ซึ่งได้ขับเคลื่อนไปบ้างแล้ว เช่น
นักศึกษาชั้นปีที่ ๔ คณะนาฏศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มาสัมภาษณ์ผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น โดยมีจุดเน้นที่ประวัติพระเจ้าตนหลวงและประเพณีเดือนแปดเป็ง ว่ามีความเกี่ยวโยงกันอย่างไร?
ในการนี้ผู้เขียนถามว่า จุดประสงค์คืออะไร? ซึ่งเด็กได้ให้แนวคิดว่า มีความต้องการเพื่อนำแนวคิดดังกล่าวไปประดิษฐ์ท่าฟ้อนรำถวายพระเจ้าองค์หลวง แห่งวัดศรีโคมคำ อำเภอเมืองพะเยา
สะท้อนให้เห็นว่า เด็กและเยาวชนที่สนใจในงานด้านศิลปวัฒนธรรม มีอยู่จำนวนไม่น้อย แต่ชุดนี้ได้สร้างนวัตกรรมความรู้สู่ภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน และที่สำคัญเยาวชนกลุ่มนี้ยังได้ตอบโจทย์ทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีให้กับประชาคมได้อย่างดี ว่าจะให้วางท่าที่อย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลง
ที่พระคุณเจ้าได้ให้แนวทางไว้นั้น กระผมเห็นด้วยครับ แต่ขออนุญาตนำเสนอความเห็นเพิ่มเล็กน้อยครับ
.
๑. การพัฒนาทุกเรื่อง ควรทำให้ครบรอบด้าน และทุกด้าน แต่อาจจะแบ่งเป็นตามระยะเวลา (สั้น-กลาง-ยาว) และครอบคลุมตามโครงการ (แคบ-กลาง-กว้าง/ทั้งหมด)
๒. แนวทาง "ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง" ควรดำเนินการเป็นลำดับต้น อย่างที่พระคุณเจ้านำเสนอ จัดเป็นระยะสั้น และพื้นที่แคบ / ระยะกลาง และยาว ขยายพื้นที่มากกว่านั้น ค่อยพัฒนาตามลำดับ / บุคลากรบางคนมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ ควรส่งเสริมให้เต็มศักยภาพ
๓. ภาษาไทย หรือภาษาอาเซียน หรือภาษาสากลอื่นๆ ก็ควรส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรของชาติและพระพุทธศาสนาให้สามารถเข้าสู่สมาคมได้ทุกแห่ง อาจดำเนินการได้ตามระยะเวลาและพื้นที่
๔. การมีส่วนร่วมที่พระคุณเจ้าได้ดำเนินการเป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานหรือผู้บริหารฯ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร เป็นโครงการที่ดีที่ส่วนงานอื่นๆ ควรดำเนินการให้ทุกองค์กรได้เตรียมพร้อมในการดำเนินงานของตัวเอง องค์กรพระพุทธศาสนาเป็นต้นที่ควรตระหนักและให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมรองรับงานพระพุทธศาสนาในอนาคต
.
ขอนมัสการครับ
เจริญพรคุณโยมภัทรวดี
รู้สึกว่า "ความเห็น" ยังไม่สมบูรณ์ กรุณาเขียนเข้ามาใหม่นะ
เจริญพรคุณโยมเพชากร แนวทางที่คุณโยมเสนอมาก็น่าสนใจ
การพัฒนาร่วมกันครั้งนี้ เป็นโจทย์ใหญ่สำหรับคนไทย ที่ควรวางท่าทีให้ดี