การศึกษา กับ การเมือง
หากเราให้นิยามของ “การพัฒนาการเมือง” ว่าหมายถึง การยกระดับจิตสำนึกและความรู้ความเข้าใจของประชาชนส่วนใหญ่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ในการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกระดับในกระบวนการทางการเมืองซึ่งได้แก่ การมีส่วนร่วมในการเลือกสรรและกำหนดทิศทางนโยบายการเมือง, การสร้างความผสมกลมกลืนทางการเมือง และความสมานฉันท์ในการดำรงชีวิตร่วมกันของประชาชนส่วนใหญ่ โดยมีเป้าหมายในความเป็นปึกแผ่นมั่นคงและความผาสุกของสังคมโดยรวม
“การศึกษา” คือ ปัจจัยที่ถือเป็นเงื่อนไขของการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพราะการศึกษาเป็น เครื่องมือที่สำคัญที่สุดของ “การพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์”ของประเทศอันเป็นเป้าหมายของการพัฒนาทุกๆด้าน
อย่างไรก็ตาม การยกระดับจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ ที่จะเป็น “ตัวเอื้อหนุน” หรือ “ตัวชะลอรั้ง” การพัฒนาสำนึกทางการเมือง นั่นคือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางวัฒนธรรม ที่จะเป็นตัวเร่งหรือตัวฉุด “ความตื่นตัว” ทางการเมืองของประชาชน
ปัจจัยทาง “เศรษฐกิจ” เป็นตัวกำหนดสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนเรามีโอกาสมากหรือน้อยในการเข้าถึงการศึกษาและโอกาสทางสังคมอื่นๆที่เอื้อให้แต่ละคนได้เรียนรู้และพัฒนาบุคลิกภาพทุกๆด้านของตนเองสำหรับการอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม ความยากจนและการขาดปัจจัยทางวัตถุที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ถือเป็นอุปสรรคสำคัญประการแรกของการพัฒนาการเมือง
ปัจจัยทาง “สังคม” เป็นทั้งเหตุและเป็นผลของปัจจัยทางเศรษฐกิจ โดยรวมๆ ปัจจัยหลังนี้เกี่ยวข้องกับโอกาสในการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีวิต ซึ่งเรียกโดยรวมว่า “โอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน” ซึ่งได้แก่โอกาสในการมีงานทำและการมีรายได้, โอกาสรับบริการสาธารณะด้านการศึกษาและด้านสาธารณสุข, โอกาสในการรับรู้และมีส่วนร่วมในกระบวนการทางสังคมและการเมืองทั้งทางตรงหรือทางอ้อมในระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ
ปัจจัยทาง “วัฒนธรรม” หรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปการด้านความคิด ความรู้และศาสตร์ต่างๆ ความเชื่อ จิตสำนึก ทัศนคติ ค่านิยม รวมไปจนถึงรูปแบบการแสดงออกด้านความรู้สึกนึกคิดของคน
ในการทฤษฏี ปัจจัยหลังสุดนี้ถือเป็นโครงสร้างส่วนบน (superstructure) ที่ถูกกำหนดมาจากปัจจัย 2 ประการข้างต้น และในทางกลับกันยังเป็นปัจจัยชี้นำหรือกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของทั้งสองปัจจัยนี้เช่นกัน
“ความยากจน” เป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกๆด้าน เนื่องจากเป็นจะเงื่อนไขที่ปิดกั้นโอกาสของคนในเกือบทุกด้าน โดยในทฤษฎีของการพัฒนาถือเป็นสิ่งที่นำมาซึ่ง “วงจรอุบาทว์” ที่เป็นทั้งเหตุและผลของปัญหาต่างๆ จากปัญหาหนึ่งไปสู่อีกปัญหาหนึ่ง รวมทั้งปัญหาของคนในรุ่นหนึ่งที่สามารถตกทอดไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง เป็นวงจรต่อเนื่องกันไป
เป้าหมายของการพัฒนาจึงอยู่ที่การแก้ไขปัญหาความยากจน ที่จะต้องทำควบคู่กันไปกับการพัฒนาความรู้ความสามารถและศีลธรรมจริยธรรมของคน ที่จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาด้านอื่นๆตามมา
การพัฒนาที่ผ่านมาของประเทศไทยสร้างผลลัพธ์ของความไม่เท่าเทียมและแยกส่วนที่รับผลกระทบอย่างไม่เท่าเทียมกัน เกิดความแตกต่างด้าน “โอกาส” ของการพัฒนาคุณภาพชีวิตระหว่างคนในภาคเมืองและภาคชนบท รวมทั้งความไม่เท่าเทียมดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบในระหว่างภูมิภาคของประเทศ (ซึ่งยังไม่นับรวมถึงความไม่เท่าเทียมระหว่างกลุ่มชนต่างๆในชาติ)
ความไม่เท่าเทียมข้างต้น สร้างโอกาสในความรับรู้และสร้างความต่างในด้านความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน ซึ่งต้องมองประกอบกับเงื่อนไขทางสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค ในขณะเดียวกัน “ความยากจน” สร้างความรู้สึกสึกพึ่งพิงและสร้างสำนึกที่เห็นแก่ประโยชน์ระยะสั้นในหมู่ประชากร
การพัฒนาการเมืองไทยปัจจุบันมาถึงจุดแบ่งของพลังการเมือง 2 ระดับตามที่นักวิชาการบางคนได้กล่าวถึงกันในทุกวันนี้ คือ พลังการเมืองระดับบน และพลังการเมืองระดับล่าง ซึ่งกลุ่มแรกคือกลุ่มชนชั้นกลางที่ได้รับปัจจัย 3 ด้านที่กล่าวถึงข้างต้นอย่างพอเพียงและมีความเป็นตัวของตัวเองสูง กับ กลุ่มคนระดับล่างในเมืองและชนบท ที่เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้าและการลดแลกแจกแถมจากนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน
ซึ่งทั้งสองกลุ่มกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ในแทบทุกๆส่วนของสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้สภาวะความตึงเครียดทางสังคมการเมืองที่สั่งสมมาภายหลังการขึ้นมาสู่อำนาจทางการเมืองของรัฐบาลของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร.......!