เสียแรง
ซูปิลิ
“ตอนนี้...หวังแค่ว่าจะได้มือเทียม แล้วจะกลับไปพักผ่อนที่บ้าน” เสียงพูดภาษาพม่าเนิบๆเบาๆดังจากปากชายหนุ่มตัวผอมเล็กท่าทาง ขี้อายถ้าไม่ได้สังเกตว่าเจ้าตัวนั่งซุกมือไว้ในกระเป๋าเสื้อตลอดเวลามองเผินๆแล้วเขาก็ดูไม่ต่างคนที่มาขายแรงในต่างบ้านต่างเมือง คนอื่นๆผิวคล้ำกำยำด้วยกล้ามเนื้อ
จะมีคนขายแรงกี่คนที่อยากกลับบ้านไปพักผ่อนเมื่อก่อนความคิดนี้คงไม่มีในหัวของมินจนกระทั่งเมื่อราวสองปีก่อนที่มือขวาของเขา หายไปตอนนั้นมินมีหน้าที่ขนแยกและใส่พลาสติกลงในเครื่องหลอมแล้ววันหนึ่งนิ้วของเขาก็พลาดเข้าไปติดอยู่ในเครื่องจักรขนาดใหญ่นั้น มินรู้สึกตัวอีกทีในโรงพยาบาลเพื่อที่จะรับรู้ว่าหมอต้องตัดมือข้างขวาของเขาออกไปทั้งมือ

ตลอด 26 วันในโรงพยาบาลประจำจังหวัดสมุทรสาครหัวหน้าคนงานมาเยี่ยมมินและจัดการค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวให้หมดทั้งบอกว่าจะยังจ่ายเงินชดเชยในช่วงที่พักรักษาตัวอยู่ให้อีกวันละ100 บาทเขาบอกมินว่านายจ้างให้กลับไปทำงานที่เดิมได้เมื่อรักษาตัวหายดีแล้ว มินรู้สึกดีใจที่มีคนดูแลเขาเคยได้ยินเรื่องคนงานที่ถูกนายจ้างเอามาทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลเฉยๆบ่อยๆและก็ดีใจที่ตัวไม่ต้องเป็นหนึ่งในนั้นแต่เขาจะกลับไปทำงานในสภาพแวดล้อมที่เตือนให้ต้องระลึกถึงฝันร้ายทั้งที่ลืมตาตื่นได้อย่างไรแล้วจะเป็นงานแบบไหนล่ะที่เขาจะทำได้โดยไม่ต้องใช้มือขวาและยังได้ค่าแรงพอเลี้ยงตัวเลี้ยงพ่อแม่ที่รออยู่ที่บ้านและใช้หนี้ค่าบัตรอนุญาตทำงานที่ยังค้างอยู่ได้
แล้วมินก็มีความหวังเพื่อนคนงานที่นอนรักษาตัวอยู่เตียงข้างๆในตึกอุบัติเหตุนั้นแนะนำให้เขาติดต่อขอความช่วยเหลือจากองค์กรเอกชนที่ทำงานด้านสิทธิแรงงานในพื้นที่มินได้รับคำอธิบายจากอาสาสมัครขององค์กรว่าอันที่จริงแล้วเขายังมีสิทธิ์ที่จะได้รับมือเทียมและค่าทดแทนในการสูญเสียอวัยวะสำคัญนั่นอาจไม่ได้ช่วยทำให้สิ่งที่เสียไปแล้วกลับคืนมาแต่มันก็จะเป็นทุนรอนให้เขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ ขายแรงไม่ได้แล้วได้อยู่บ้าง
แต่นั่นคือเหตุการณ์กว่าปีกว่าที่มินจะได้รับเงินชดเชยก้อนแรกทุกอย่างเป็นปัญหาไปหมดแม้แต่การจะบอกใครต่อใครว่าเขาคือนายมิน ผู้ประสบปัญหาคนนี้ก็ยังยากมินไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชื่อของเขาในบัตรอนุญาตทำงานคืออะไรหลักฐานการจ้างงานทั้งหมดอยู่ที่นายจ้าง กว่าอาสาสมัครขององค์กรช่วยเหลือจะรวบรวมหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าเขาคือผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำงานในเมืองไทยและได้รับบาดเจ็บจากการทำงานจนต้องสูญเสียอวัยวะสำคัญไปจริงก็กินเวลาไปนานโขมินต้องพยายามยังชีพด้วยการเป็นคนกลางซื้อข้าวสารมาขายในชุมชนแรงงานซึ่งก็ไม่สามารถทำกำไรพอเลี้ยงตัวได้ดังเดิม
“ทีแรกเราเรียกร้องเงินชดเชยเป็นแสนๆ” มินพูดขึ้นมาลอยๆเขาหมายถึงเงินสามแสนกว่าบาทที่สำนักงานประกันสังคมตีราคาให้แก่มือขวาของเขาแต่เงินชดเชยของมินจะไม่ได้มาจากกองทุนทดแทนของสำนักงานประกันสังคมเพราะเมื่อตอนที่ประสบอุบัติเหตุเขาเป็นเพียงแรงงานจดทะเบียนธรรมดาที่ยังคงสภาพเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายยังไม่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติเป็นแรงงานเข้าเมืองถูกกฎหมาย ที่จะมีสิทธิ์ในกองทุนนี้การเรียกร้องเงินชดเชยจึงหมายถึงการเจรจาต่อรองกับนายจ้างรอบแล้วรอบเล่ากินเวลายาวนาน
ความหวังของเขาค่อยๆเหือดแห้งลงเมื่อมินได้รับทราบว่าเงินชดเชยสามแสนกว่าบาทที่ว่านั้นจะต้องผ่อนจ่ายเป็นรายเดือนเดือนละ สามพันกว่าบาทกินเวลาร่วมสิบปีนั่นอาจจะไม่เป็นปัญหาสำหรับแรงงานไทยแต่มินเป็นแรงงานจากประเทศพม่าเขาจะรอรับเงินอยู่ในประเทศไทยเป็นสิบปีได้อย่างไรตอนนี้พอผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วรัฐบาลก็กำหนดให้เขาอยู่ในเมืองไทยต่อไปได้แค่สามปีเท่านั้น
เพื่อให้มินได้รับเงินจริงและเร็วทันการณ์ในที่สุดผลก็ออกมาว่ามินจะได้ค่าชดเชยแก่มือข้างขวาที่หายไปเป็นจำนวนเพียง95,000 บาท และแบ่งจ่ายเป็นสองงวดถึงตอนนั้นมินไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจแล้วเงินหายไปสองในสามแต่เขาไม่มีทางเลือกมากนักเขาต้องการเงินอย่างน้อยก็เอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายระหว่างที่ยังอยู่รอมือเทียมจากหน่วยงานรัฐไทยก็ยังดี
เงินร่วมแสนนั้นมากมายสำหรับมินเป็นจำนวนเงินที่เขาไม่เคยถือในมือมาก่อนแต่เขาก็ยังมองวันข้างหน้าไม่เห็นหกปีแล้วที่เขาทิ้งไร่ทิ้งนามาขายแรงจากเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบสามวัยที่น่าจะลงแรงสร้างฝันสร้างฐานะแต่ตอนนี้เขาเพียงอยากพักผ่อน ด้วยความหวังว่าเขาจะมีแรงขึ้นมาอีกครั้งแม้จะไม่มีมือข้างสำคัญข้างนั้น
ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ..สู้ สู้
เรื่องมันเศร้าและสะเทือนใจมากค่ะ
สวัสดีครับบัวชมพู กลุ่ม "เสียงชาวบ้าน" คือการรวมตัวกันของ "ชาวบ้าน" ปกาเกอะญอชายแดนไทย-พม่าหลากหลายภูมิหลังที่มา เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาและเพื่อนพ้องให้สังคมไทยได้รับรู้ผ่านตัวหนังสือและภาพถ่าย คำติชมและเสียงสะท้อนของคุณ เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ของเรา และนักเขียน "เสียงชาวบ้าน" ทุกคน
คุณโสภณครับ รบกวนอธิบายภาพสักนิดได้ไหมครับ ผมดูแล้วไม่ค่อยเข้าใจครับ ^ ^