เราเป็นคน เราถึงต้องคิด

บรรยายเรื่องคิดอย่างนักวางแผน

วันที่ 22 มิถุนายน 2554 9.00-12.00น. ณ บ้านทิพย์สวนทองรีสอร์ท จ.สมุทรสาคร

เราถึงต้องคิด เพราะเป็นคนถึงต้องคิด

  • การคิดคือพื้นฐานของมนุษย์ นำประสาททั้ง5มาประมวล เพื่อตีความ ตัดสินใจ และแสดงออกทางร่างกาย
  • การคิดเพื่อต้องการสิ่งแปลกใหม่
  • นักคิดคือกบฏตัวน้อย
  • ทำไมต้องคิด เพื่อความอยู่รอด /หาสิ่งแปลกใหม่ /คลายความสงสัย /แก้ปัญหา
  • ยุทธศาสตร์สำคัญเพราะผลักดันไปสู่ความสำเร็จ

นักวางแผนคิดอย่างไร

  1. มีจินตนาการ = คิดเป็นภาพที่อยากให้เกิดขึ้นในอนาคต อาจเฟ้อฝันหรือมีหลักฐาน เหตุผลมาประกอบ จินตนาการทำให้เห็นช่องว่างความจริงกับจินตนาการ ทำให้เกิดการพัฒนา
จินตนาการที่ดี = ความรู้(Knowledge) +  โลกทัศน์(Worldwide) + ความฝัน(Dream)
 ตำราเอกสาร + ดูงาน ตัวอย่าง ประสบการณ์ + ความฝัน ความหวัง

2.  คิดเชิงระบบ = มองให้ครบองค์ประกอบ โดยมีความสัมพันธ์กันอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน

  • ระบบคือ องค์ประกอบย่อย ๆ มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง
  • คิดในมุมมองเชื่อมโยงความสัมพันธ์เป็นภาพขององค์ประกอบย่อย ๆ ในระบบ
  • ผลอย่างหนึ่งเป็นเหตุอีกอย่างหนึ่ง
  • การพัฒนาความคิดเชิงระบบ มียอมรับการเปลี่ยนแปลง/ สนใจความขัดแย้ง/สนใจหลายด้าน/ ไม่วิตกกังวลกับความคลุมเครือ / ส่งข้อมูลย้อนกลับ / พิจารณาสมมุติฐานที่เกิดขึ้น / ดูความสัมพันธ์สอดรับสิ่งที่เกิดขึ้น / วงจรเหตุผล

3. คิดวิเคราะห์ = จำนวนเป็นส่วน ๆ ย่อย ๆ มีลักษณะอย่างไร มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ต้องอาศัยความคิดเชิงระบบเป็นฐาน

 

เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกทางเดินยุทธศาสตร์ เช่น Mindmapping / ผังก้างปลา / วิเคราะห์แรงผลักต้าน/ SWOT/ ตารางตัดสินใจ/ เป็นต้น

  1. Mindmapping = ใช้จัดการความคิด เชื่อมโยงใน 1 หน้ากระดาษ มีข้อจำกัดคือไม่แสดงเหตุผลความสัมพันธ์ และประเด็นย่อยซ้ำกัน ผู้คิดค้นMindmapping Mr.Tony Puzan โปรแกรมที่แนะนำใช้ชื่อ Imindmap  หลักการทำ 1.ใส่Keywordที่กลางภาพ 2.ใส่ Main Brance Keyword 3.Detel Brance Keyword 4.Cure colour เชื่อมโยงความสัมพันธ์
  2. SWOT = เครื่องมือวิเคราะห์อดีตและปัจจุบัน ดูต้นทุนเพื่อนำไปสู่อนาคต ข้อจำกัด ต้องชัดเจนในปัจจัยว่ามีผลอย่างไรต่อเรื่องที่วิเคราะห์นั้น

 

S  มาจาก Strengths หมายถึง จุดเด่นหรือจุดแข็ง ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายใน

W มาจาก Weaknesses หมายถึง จุดด้อยหรือจุดอ่อน ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายใน

O  มาจาก Opportunities หมายถึง โอกาส ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก เป็นผลจากการที่  สภาพแวดล้อมภายนอก

T มาจาก Threats หมายถึง อุปสรรค ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก เป็นข้อจำกัดที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอก

 

สรุป คิดอย่างไรเป็นนักวางแผนที่ดี

  • มีจินตนาการ/คิดเชิงระบบ/ คิดวิเคราะห์
  • เห็นความสำเร็จก่อนลงมือทำ
  • ต้องเชื่อสิ่งที่ทำมีความสำเร็จ ศรัทธาในสิ่งที่ทำ
  • เห็นช่องว่างของอนาคตและปัจจุบัน
  • ต้องตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบเป็น
  • ต้องเปลี่ยนปัญหาเป็นเป้าหมาย
  • ต้องเปลี่ยนอุปสรรคเป็นงานที่ต้องทำ
  • ต้องเห็นความแตกต่าง เพราะความแตกต่าง=เติมเต็ม

ระดับการวางแผน

  1. ระดับนโยบาย
  2. ระดับนโยบายเชิงกลยุทธ์
  3. แผนปฏิบัติงาน/แผนดำเนินงาน –แสดงวัตถุประสงค์ เป้าหมาย กิจกรรม ขั้นตอน เงินงบประมาณ ผู้รับผิดชอบ

3. (balanced scorecard) บาลานซ์ สกอร์การ์ด  BSC เป็นเทคนิควิธีในการประเมินประสิทธิภาพขององค์กร บาลานซ์ สกอร์การ์ด จะวัดศักยภาพของบริษัทใน 4 ด้าน

  1. แง่มุมด้านการเงิน (The Financial Perspective) เป็นตัวชี้วัดที่ผู้บริหารคุ้นเคยดี เช่น อัตราส่วนทางการเงิน, ลูกหนี้, กระแสเงินสด
  2. แง่มุมด้านลูกค้า (The Customer Perspective) ดูสิ่งที่มีผลกระทบต่อลูกค้าโดยตรง เช่น เวลาเฉลี่ยในการให้บริการลูกค้า, อันดับของบริษัท ถ้าเรียงจากความพอใจของลูกค้า หรือเรียงจากการตำหนิของลูกค้า
  3. แง่มุมด้านกระบวนการและประสิทธิภาพการทำงาน (The Business Process/Internal Operations Perspective) ดูสิ่งที่มีผลกระทบต่อกระบวนการทำงานภายในธุรกิจ เช่น เวลาเฉลี่ยที่ต้องใช้ในการทำงานแต่ละอย่าง, จำนวนงานที่ต้องทำใหม่, ความสำเร็จในการบุกเบิกธุรกิจใหม่ ๆ
  4. แง่มุมด้านการการเรียนรู้และเติบโต (The Learning and Growth Perspective) เช่น รายได้จากสินค้าใหม่ ๆ, การมีส่วนร่วมของพนักงานในการให้ข้อเสนอแนะ, การฝึกอบรมพนักงาน

จุดหมายปลายทาง Goal

ระดับประชาชน

เชิงคุณค่า : ได้อะไรถึงบรรลุจุดหมายปลายทาง

ระดับภาคี

ส่วนได้ส่วนเสีย :ใครทำอะไร ที่เกิดผลต่อประชาชนอย่างไร

ระดับกระบวนการ

มุมมองเชิงบริหารจัดการ : ทำอะไรให้ภาคีขับเคลื่อน

ระดับรากฐาน

เรียนรู้และพัฒนา : เราจะเตรียมตัวอย่างไร

 

  - ลูกค้าคือคนที่รับงานต่อจากมือคุณ

  - ใส่วิญญาณความเป็นลูกค้าลงไปในสินค้า

  - ต้นไม้ไม่มีราก  คนไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน จะเจริญเติบโตไปได้อย่างไร

  - วิสัยทัศน์ คือสิ่งที่อยากจะเป็น

  - เมื่อคุณไม่เปลี่ยนแปลง ปัจจัยภายนอกจะเปลี่ยนแปลงคุณ

  - ทักษะที่จำเป็นต่อการบริหารยุคเปลี่ยนแปลงต้องประเมินเป็น จัดการดี สื่อสารเยี่ยม มีการเรียนรู้

    - ผู้นำคือภาพลักษณ์องค์กร

    - การบริการการเปลี่ยนแปลง คือการรบเพื่อเอาชนะเป้าหมาย

    - หัวใจของการเปลี่ยนแปลง คือการให้เหตุผลเพื่อหวังเปลี่ยนความคิดได้ผลน้อยกว่าการทำให้เขาเห็นความจริง ซึ่งจะเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึก

 

การเขียนรายงานต้องระบุ  CIPP Model

Context

Input

Process

Product

- บริบท

- สถานการณ์

- พื้นที่เสี่ยง

- ปัญหาพื้นที่

- งบประมาณ

- สื่อ

- บริหารจัดการ

- ผู้เกี่ยวข้อง

- ประเมินขั้นตอน

- ปัญหา/อุปสรรค

- ความพึงพอใจ

- ระยะสั้น

- ระยะยาว

 - Product คือสิ่งที่ได้จากกิจกรรมและจากวัตถุประสงค์

ตัวอย่างการติดตามโครงการ

กิจกรรม วันเดือนปีที่จัด กล่มเข้าร่วม เป้าหมาย ผลงาน ความพึงพอใจ/ปัญญาอุปสรรค

ตัวอย่างการกำหนดกิจกรรม

กิจกรรม กลุ่มเป้าหมาย วิธีดำเนินการ ประสานความร่วมมือ/ผุ้เกี่ยวข้อง ระยะเวลา ผลที่คาดว่าจะได้รับ

 

กิจกรรม

กลุ่มเป้าหมาย

วิธีดำเนินการ

ประสานความร่วมมือ /ผู้เกี่ยวข้อง

ระยะเวลา/ความถี่

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

 

 

ลักษณะตัวที่ชัดที่ดี 

- มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือสิ่งที่ต้องการวัด

- มีความชัดเจนเฉพาะเจาะจง เป็นรูปธรรม

- สามารถบ่งชี้การเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพสามารถวัดผลได้จริง

- มีความเหมาะสมกับเวลาในการทำงาน

ประโยชน์ของการกำหนดตัวชี้วัด 

- ช่วยให้ชัดเจนตอนประเมินผลโครงการ

- ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้อง ได้เข้าใจชัดเจน ง่ายต่อการพิจารณา

- ทำให้ผู้ดำเนินงานรู้ชัดเจนว่า งานสำเร็จได้อย่างไร เพราะอะไร มีอะไรที่ต้องทำต่อ

- ทำให้ขั้นตอนการติดตามประเมินผลง่ายขึ้น

เทคนิคการเขียนโครงการที่ดี  

“เราเขียนโครงการเพื่อการสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งตัวเราเองได้เข้าใจได้เรียนรู้สิ่งที่เราคิด เราหวัง ละเราต้องการจะทำเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของกลุ่มเป้าหมาย”

การบริหารความเสี่ยง ใช้หลักการ 7 ขั้นตอนของ กพร. โดยใช้กรรมการควบคุมภายใน

1. กำหนดเป้าหมายความเสี่ยง

2. ระบุความเสี่ยง

3. ประเมินความเสี่ยง

4. กำหนดกลยุทธ์ความเสี่ยง

5. จัดทำกิจกรรมความเสี่ยง

6. สื่อสารความเสี่ยง

7.  ติดตามผลและเฝ้าระวัง