ในสมัยโบราณ การสื่อสารแลกเปลี่ยนยังไม่เจริญก้าวหน้า การได้ครอบครอง “ทำเล” ที่ดีกว่า ย่อมได้เปรียบเหลือคณานับ โดยเฉพาะอารยธรรมซึ่งติดทะเลและมีพื้นที่ราบกว้างขวางเพียงพอที่คนหลากหลายเผ่าพันธุ์จะได้ปะทะสังสรรค์ ดังเช่น จีน อินเดีย และยุโรป

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ (www.siamintelligence.com)

 

 

 

 

วัฏจักรความรุ่งเรืองและตกต่ำของอารยธรรมมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย
ย่อมเป็นปริศนาที่สร้างความประหลาดใจให้กับสติปัญญา
กระตุ้นความท้าทายในการแสวงหาคำอธิบายว่าเหตุใดมนุษยชาติจึงไม่มีวิวัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไป
หากทว่ากลับเต็มไปด้วยความผันผวนทั้งในช่วงเติบโตและล่มสลาย

 

Renaissance (1400-1600) นับเป็นยุคสมัยหนึ่งที่เต็มไปด้วยการสร้างสรรค์ของมนุษยชาติ
ตั้งแต่ศิลปะวัฒนธรรม
ธุรกิจการเงิน
ไปจนกระทั่งถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โดยมีความเชื่อถือกันมาโดยตลอดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้
“ยุโรปตะวันตก”
หลุดพ้นจากความป่าเถื่อนของยุคกลางซึ่งเฉื่อยชาและยาวนาน
ที่สำคัญยังเป็นรากฐานในการก้าวแซงขึ้นเป็นมหาอำนาจโลก
ซึ่งทำให้จีนและอินเดียต้องชอกช้ำ
และตกอยู่ในห้วงเวลาแห่งความเจ็บปวดล้าหลังนับร้อยปี

 

เหตุใดความเฟื่องฟูเบ่งบานของศิลปะและภูมิปัญญา
จึงได้เจาะจงถือกำเนิดขึ้นบนแผ่นดินยุโรป
แทนที่จะเป็นจีนและอินเดียซึ่งสะสมความมั่งคั่งและความรอบรู้ล้ำหน้ายุโรปในยุคกลางไปไกลแสนไกล

 

1. ภูมิรัฐศาสตร์ของยุโรป

 

ในสมัยโบราณ
การสื่อสารแลกเปลี่ยนยังไม่เจริญก้าวหน้า
การได้ครอบครอง “ทำเล”
ที่ดีกว่า ย่อมได้เปรียบเหลือคณานับ
โดยเฉพาะอารยธรรมซึ่งติดทะเลและมีพื้นที่ราบกว้างขวางเพียงพอที่คนหลากหลายเผ่าพันธุ์จะได้ปะทะสังสรรค์
ดังเช่น จีน อินเดีย และยุโรป

 

น่าเสียดายที่
จีนและอินเดียเป็นอนุทวีป
จึงปะทะสังสรรค์ได้ยากกว่ายุโรปที่สามารถเชื่อมต่อกับมุสลิมและแอฟริกา
ขณะที่พวกมุสลิมมีทางออกทะเลน้อยกว่า
และยังถูกโจมตีได้จากทั้งจีนและยุโรป
จึงเป็นความเสียเปรียบทางภูมิยุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้ง

 

2. การปะทะสังสรรค์ของมนุษย์ที่แตกต่างหลากหลาย

 

อารยธรรม”
มีการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละพื้นที่
การปะทะระหว่างอารยชนและอนารยชนจึงเกิดขึ้นเป็นประจำ
ซึ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์วัฒนธรรมให้สูงส่งยิ่งขึ้น

 

ยุโรปเป็นแหล่งที่มีการปะทะอารยธรรมค่อนข้างมาก
ตั้งแต่ยุคกรีกที่หยิบยืมอารยธรรมมาจากเพื่อนบ้านมากมาย
ยิ่งในสมัยอเล็กซานเดอร์มีการหลอมรวมกับอียิปต์
เปอร์เซีย และอินเดีย
จึงเป็นรากฐานให้อารยธรรมโรมันได้ต่อยอดและเติบโต
ขณะที่อารยชนซึ่งหลั่งไหลมาจากยุโรปเหนือก็ได้ประยุกต์วิถีโรมันไปใช้อย่างกว้างขวาง
หลังจากนั้นมุสลิมก็เข้ามารุกราน
มีการปะทะกันตลอดแนวชายแดน
ทำให้สเปนและอิตาลีมีอารยธรรมที่แตกต่างจากยุโรปเหนือ
ซึ่งจะกลับมาผสมผสานหลอมกลืนกันอีกในเวลาต่อมา

 

 

 

 

ในบริเวณยุโรปเหนือ หลังจากอนารยชนรุ่นแรกแปลงร่างเป็นอารยชนโดยการลงหลักปักฐานก่อตั้งอาณาจักรโรมันศักดิ์สิทธิ์แล้ว
ก็ยังไม่วายถูกรุกรานจากชนเผ่านอร์แมนในช่วงศตวรรษที่
9
ซึ่งทำให้อารยธรรมเกิดการตกผลึกล้ำลึกขึ้น

 

อังกฤษก็นับเป็นแหล่งหลอมรวมวัฒนธรรมที่ล้ำเลิศ
เพราะขณะที่ได้รับการรุกรานจากพวกโรมันในยุคโบราณจนกระทั่งถึงชาวไวกิ้งและฝรั่งเศสในยุคกลาง
หากทว่าสภาพที่เป็นเกาะกลับทำให้สามารถรักษาความเป็นตัวของตัวเองไว้ได้

 

สรุปแล้ว
ยุโรปมีสภาพแวดล้อมเป็นทั้งที่ราบ
แม่น้ำ และทะเล
ซึ่งทำให้การไปมาหาสู่กันมีความสะดวกคล่องแคล่ว
ขณะเดียวกัน การรบพุ่งยึดครองโดยระบบเดียว
ไม่สามารถทำได้เหมือนมหาอาณาจักรจีน
เพราะยุโรปมีทะเลอยู่ใจกลางทวีป
ประสานกับมหาสมุทรทางตะวันตกและทะเลทางตอนเหนือ
จึงทำให้ยากในการรวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น

 

มนุษย์”
ที่แตกต่างหลากหลายจึงได้รับโอกาสในการปฏิสัมพันธ์กันอย่างลึกล้ำ
เต็มไปด้วยอิสรเสรีภาพในการเคลื่อนย้าย
ซึ่งนำไปสู่ห้วงเวลาแห่ง
Renaissance
มหายุคที่น่าทึ่งของมนุษยชาติ

 

หากทว่าภายหลังปี 1600 ยุโรปเริ่มเกิด
“รัฐชาติ” หรือเขตแดนที่แน่ชัด
ทำให้ประชาชนที่แตกต่างหลากหลายไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีเหมือนดั่งเดิม
ความรุ่งเรืองแจ่มจรัสทางความคิดเสรีของมนุษยชาติ
จึงได้ปิดฉากลงนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

 

สิ่งที่เราได้รับตอบแทน
คือ ความล้ำเลิศของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ที่ทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากการต่อสู้ดิ้นรนทางกายภาพเหมือนในยุคโบราณ

 

3. จุดกึ่งกลางระหว่าง Local กับ Global

 

ลักษณะเฉพาะของยุคสมัย Renaissance
คือ
การเป็นรอยต่อระหว่างโลกยุคโบราณกับโลกสมัยใหม่

 

เทคโนโลยีการเดินเรือและนวัตกรรมทางธุรกิจการค้า
ทำให้ผู้คนในสมัย
Renaissance
สามารถเดินทางได้กว้างไกลกว่าพลเมืองกรีกและจีนในยุคนครรัฐเมื่อ 2 พันกว่าปีก่อน
แน่นอนว่าลักษณะการเมืองแบบนครรัฐย่อมส่งเสริมอิสรภาพทางความคิดของพลเมืองได้ไม่แตกต่างกัน
หากทว่ายุโรปในยุค
Renaissance
กลับมีความได้เปรียบในการซึมซับเรียนรู้จากดินแดนที่แตกต่างหลากหลายได้ดียิ่งกว่า

 

ขณะเดียวกัน
เทคโนโลยีและเครื่องมือสื่อสารก็ยังไม่ได้รับการพัฒนาก้าวไกลเหมือนในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม
จึงทำให้ผู้คนสมัย
Renaissance
สามารถรักษาความเป็นท้องถิ่นไว้ได้เป็นอย่างดี

 

จุดบรรจบของ Local และ Global
จึงทำให้วัฒนธรรมและศิลปะของ
Renaissance
มีความนุ่มละมุนกลมกล่อมเป็นที่สุด
เพราะสามารถผสมผสาน “วัตถุดิบ”
จากหลากหลายแหล่งที่มา
เข้ามาคลุกเคล้าปรุงแต่งด้วยสูตรเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น