กิน กาม เกียรติ เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต...?

จากการที่มีโอกาสได้อ่านบันทึกเรื่อง

การศึกษา เกี่ยวกันอย่างไร กับการพัฒนาประเทศชาติ? ของคุณ Thawat จบลง ข้าพเจ้าก็เกิดมีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นภายในจิตใจว่า ประเทศต่าง ๆ ที่มีความก้าวหน้าทางด้านการศึกษาไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือประเทศคลื่นลูกใหม่ ลูกใหญ่อย่างจีน และโดยเฉพาะประเทศไทย "ปลูกจิตสำนึกอะไรให้กับลูกศิษย์..."

นับตั้งแต่ที่ข้าพเจ้าจำความได้ชีวิตในโรงเรียนจนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยคำขวัญที่วนมาเวียนไปอยู่ในจิตใจก็คือ "งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข"

คือพูดง่าย ๆ ก็คือ เรียนหนังสือไปเพื่อน "ทำงาน" ออกไปทำงาน หาเงิน สร้างครอบครัว...

ครั้งหนึ่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัยข้าพเจ้าเคยถามตัวเองว่า "ทำไมต้องออกไปทำงานด้วย คนเราทำงานทำไม คนเราไม่ต้องทำงานได้หรือไม่...?"

ข้าพเจ้าดูวงจรชีวิตของคนที่เรียนจบ ถ้าออกไปทำงานตามหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อย่างเช่นพ่อของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามองเห็นภาพเดิม ๆ ก็คือ ตอนเช้าออกไปทำงาน จากนั้นก็สาละวนอยู่กับภาระหน้าที่การงาน ตอนเย็นกลับบ้าน กินข้าว แล้วก็นอน...

ข้าพเจ้าดูวงจรชีวิตของคนที่จบออกมาค้าขาย ทำธุรกิจ อย่างเช่นแม่ของข้าพเจ้า แม่ของข้าพเจ้าตื่นตั้งแต่ตีสี่ ตื่นมาทำความสะอาดบ้าน ทำกับข้าว เปิดร้าน แล้วก็นั่งอยู่ในร้าน เย็บผ้า ทำผม ขายของ กินข้าว ตอนค่ำ ๆ เก็บร้าน ปิดร้านแล้วก็นอน...

เมื่อก่อนในปีหนึ่ง ๆ ทางธนาคารที่พ่อของข้าพเจ้าทำงานอยู่ ก็จะมีการพาไปเที่ยวโน่น เที่ยวนี่ โดยครอบครัวเราเรียกว่า "พักผ่อนประจำปี"

แต่ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างเขาหรือจะเป็นนายตัวเรา ข้าพเจ้าก็เห็นคนส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่ "เงิน"

นับตั้งแต่เลือกเส้นทางชีวิต เลือกคณะฯ ภาควิชา จะหันหน้าไปทางไหนในจิตใจของนักเรียนชั้นมัธยมปลายส่วนใหญ่ (ซึ่งอาจจะผิด) ก็มองว่าอาชีพใดทำ "เงิน" ได้มากที่สุด

กิน กาม และ เกียรติ จึงเป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังลงไปในจิตใจของนักศึกษาไทยและประเทศที่ศิวิไลซ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งแตกต่างกับระยะเวลากว่า 4 เดือนในช่วงต้นปี 2554 ที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปอยู่ในประเทศที่ใคร ๆ คิดว่าด้อยทางการศึกษา

ข้าพเจ้าได้เห็นเด็กหลาย ๆ คนเลือกชีวิตที่ "ไม่ต้องไปโรงเรียน" ดูเขาสบาย ไม่เคร่งเครียด

เด็กน้อยบางคนบอกว่า "เอาไว้เรียนปีหน้า"

ดูพ่อแม่ ครอบครัวเขาก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร จะมีบ่นมีห่วงใยก็กลัวว่าลูกจะเป็น "ควาย"

การที่ประเทศซึ่งเราคิดว่าเขาล้าหลังทางการศึกษา เขาปลูกจิตสำนึกในจิตในเด็กว่า "ไปเรียนเพื่อรู้"

แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เจริญแล้ว เราและเขาปลูกจิตสำนึกทางการศึกษาว่า "ไปเรียนแล้วรวย"

เมล็ดพันธุ์ที่ถูกฝังอยู่ในจิตใจเด็กของแต่ละคนได้เติบใหญ่ขึ้นเป็นตัวเขา เป็นชีวิตเขา

เด็กคนใดมีเมล็ดพันธุ์ทาง "ความรู้" ก็จะมุ่งแสวงหาทางก้าวหน้าด้วยความรู้

เด็กคนใดมีเมล็ดพันธุ์ทาง "ความรู้" ก็มุ่งแสวงหาว่าใคร ทางใด ที่ไหนจะช่วยเพิ่มความร่ำรวยให้ได้บ้าง

การแข่งขันในสังคมบีบรัดทางด้าน "วัตถุนิยม" ให้เด็ก ๆ ต้องดิ้นรน กระเสือกกระสน

ทุนนิยม วัตถุนิยม ที่แข่งกันสวย แข่งขันรวย หรือแม้กระทั่งแข่งกันผอม แข่งกันเป็นที่ชวนเด็ด ดม ดอม ของเพศตรงข้าม เป็นสิ่งเร้าที่มีผลต่อแนวทาง "การศึกษา"

ปัจจัยหลากหลายด้านในสังคมถูกบ่มเพาะเป็น "เมล็ดพันธุ์ในจิตใจ"

ถ้าหากเรานึกย้อนกลับไปในวันนั้นจนกระทั่งถึงวันนี้ เราก็จะถามตัวเองว่า เราเรียนมาทำไม เราทำงานทำไป เราจะหวังอะไรมากมายไปทำไมเพราะสุดท้ายก็ต้อง "ตาย" ไปเหมือนกัน

น้อยนักที่เราจะปลูกฝังสัจธรรมเรื่องความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้กับเด็ก

เด็กที่หลงอยู่ในวังวนของ "สื่อ" จึงทำหน้าซื่อ ๆ แล้วมุ่งแสวงหาความไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

เงินที่เด็กหามาได้จากการทำงานนั้นถูกเสียไปในการ "กระชากความแก่" ดึงตนเองกลับสู่ความเยาว์วัยครั้งร่างกายเข้าวิสัย "ชรา"

เด็ก ๆ ที่ร่างกายแข็งแรง ก็มีความประมาท กิน เที่ยว ดื่ม โดยลืมว่าวันหนึ่งร่างกายนี้จะต้องเสื่อมและทรุดโทรมลงไป

เราซึ่งเป็นผู้ใหญ่ ได้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่ง "ความหลง" ไว้ในจิตใจของเด็กไทยเป็นจำนวนมาก อย่าว่าแต่เด็กเลย เราเองซึ่งบางครั้งใกล้จะตายก็ยังไม่ยอมรับ "ความตาย" ยังดิ้นรน ขวนขวายให้ได้มาซึ่ง "เงิน"

กิน กาม และเกียรติ จึงเป็นเมล็ดพันธุ์ในจิตใจที่เด็กไทยและเยาวชนทั่วโลกพึงระลึก พึงระวังไว้เสมอว่า ถ้าเมล็ดพันธุ์ทั้ง 3 นี้เกิดขึ้นในจิตใจของเราเมื่อใด ชีวิตเรานั้นจะไม่สามารถพบกับความสงบอันเป็น "ความสุขที่แท้จริง..."