จับความจาก Teaching Outside the Box : How to Grab Your Students by Their Brains เขียนโดย LouAnne Johnson บทที่ 8 Teachers Talk : Q&A และบทที่ 9 Yo! Miss J!
ไม่ทราบว่าปัญหาของครูอเมริกันกับครูไทยจะเหมือนและต่างกันแค่ไหน แต่คำถามก็สะท้อนความอึดอัดขัดข้องในการทำหน้าที่ครู และผมชอบวิธีตอบของครูเลาแอนน์มาก โดยเฉพาะคำแนะนำให้ครูยืนหยัดที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะจัดการชั้นเรียนอย่างไร ไม่ใช่โลเลไปตามแรงผลักดันของเด็ก ที่บางครั้งก็ต้องการแกล้งครู หรือต้องการโชว์ โดยที่การจัดการชั้นเรียนนั้น ก็เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งห้องนั่นเอง ผมชอบวิธีใช้กลยุทธจัดการกับนักเรียนจอมแก่นที่เต็มไปด้วยจิตวิทยา ที่ไม่ใช่เพื่อปราบหรือเอาชนะเด็ก แต่เพื่อประโยชน์ของเด็ก
ประเด็นตัวอย่างคำถามจากครู
• ครูภาษาอังกฤษชั้น ม. ๒ เขียนมาปรึกษาว่า ได้รับคำแนะนำจากคนบางคนให้ “ตัดหางปล่อยวัด” ศิษย์บางคน เพราะเหลือขอจริงๆ คำแนะนำคือต้องไม่ท้อถอย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้อง “ชาร์จแบต” ของตนเองเป็นระยะๆ อย่าให้ “แบตหมด”
• ครูวิชาภาษาอังกฤษและการพูด (English and Speech) ชั้น ม. ปลาย อายุ ๒๕ ปี เพิ่งเป็นครูปีแรก เขียนมาเล่าว่ามาเป็นครูหลังจากลองงานอื่นมาหลายงาน และคิดว่ารักงานครู แต่มีนักเรียนคนหนึ่งที่เป็นเด็กเรียน เขียนในใบประเมินว่า ครูควรลาออกไปทำอย่างอื่น หรือมิฉนั้นก็ต้องไปเรียนวิชาการฟัง ทำให้ครูคนนี้วิตกกังวลและไม่เชื่อมั่นตนเอง คำแนะนำคือ ตัวครูเลาแอนน์เองก็เคยประสบปัญหาแบบนี้ เช่นเดียวกันกับครูเก่งๆ อีกหลายคน เด็กเขียนแบบนี้คนเดียว ตัวปัญหามักไม่ใช่เรื่องการสอน แต่ถ้าเด็กร้อยละ ๗๕ เขียนตรงกันละก็ใช่ เด็กคนนี้เรียกร้องความสนใจ จากปัญหาบางอย่าง ครูจึงควรช่วยเหลือเด็กคนนี้ แต่ไม่ใช่หลงเอาข้อเขียนของเด็กมาทำให้ตนเองท้อถอย
• ถามความเห็นเรื่องการให้ยารักษาโรค ADHD คำตอบคือครูเลาแอนน์มีแนวโน้มจะไม่เห็นด้วย โดยคิดว่าควรช่วยเหลือเด็กโดยวิธีอื่นๆ ก่อน ทำให้ผมนึกถึงหนังสือ อุบายขายโรค (ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.cueid.org/component/option,com_docman/task,cat_view/gid,42/Itemid,42/?mosmsg=You+are+trying+to+access+from+a+non-authorized+domain.+%28topicstock.pantip.com%29) อีกเล่มหนึ่งคือ กระชากหน้ากากอุตสาหกรรมอาหาร (http://tonaor13.blogspot.com/2010/08/appetite-for-profit.html ) ที่เด็ก เยาวชน และแม้แต่ผู้ใหญ่ ถูกเล่ห์เพทุบายด้านการตลาด ทำให้เป็นผู้บริโภคโดยไม่จำเป็น ครูเลาแอนน์ ให้ความเห็นที่ตรงใจผมมาก คือควรให้ยาเป็นทางเลือกสุดท้าย ระวังตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาหรือให้ข้อมูลด้านเดียวของบริษัทยา โดยไม่บอกฤทธิ์ข้างเคียงของยา
• ครูอีกคนหนึ่งบอกว่าหมดแรงไปกับการห้ามปรามการทะเลาะวิวาทในชั้นเรียน ไม่สามารถ ทำให้ชั้นเรียนมีสมาธิกับการเรียนได้ จะทำอย่างไรดี คำถามนี้ผมตอบได้เลยว่าให้อ่าน หนังสือเล่มนี้ เพื่อเรียนรู้ทั้งหลักการ วิธีการ และเคล็ดลับ ในการจัดการชั้นเรียน ผู้ถาม เป็นครูที่ไม่รู้วิธีจัดการชั้นเรียน
• มีวิธีทำให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการเรียนได้อย่างไร เรื่องนี้ถามสั้นแต่ตอบยาว ว่าครูไม่ สามารถ "สอน" เด็กได้ ต้องทำให้เด็ก "เห็น" เอง และเรื่องแบบนี้จะคุยกันได้ก็ต่อเมื่อเด็กกับ ครูสนิทสนมเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกันแล้วเท่านั้น วิธีของครูเลาแอนน์คือ คุยกันเรื่องชีวิต อนาคตและรายได้ที่จะทำให้มีชีวิตที่ดีพอสมควรได้ แล้วเปรียบเทียบสถิติรายได้เฉลี่ยของ คนไม่จบ ม. ๖ กับคนจบ ม. ๖, คนจบอนุปริญญา และคนจบปริญญา ให้เห็นว่าต่างกัน แค่ไหน และเนื่องจากมักมีคนยุเด็กให้หยุดเรียนกลางคัน ค่อยไปสมัครสอบ GED (เทียบเท่า ม. ๖) เอาทีหลัง ครูเลาแอนน์จะเอาหนังสือข้อสอบ GED ที่หนาเตอะให้ดู เพื่อให้รู้ว่าการ เตรียมสอบ GED ไม่ใช่เรื่องหมูๆ อาจยากกว่าการเรียนตามปกติด้วยซ้ำ ครูเลาแอนน์จะ สอนให้เด็กเข้าใจ Bloom's Taxonomy of Cognitive Domain และชี้ให้เห็นว่าการศึกษาจะ ช่วยยกระดับการคิด การใช้เหตุผล ช่วยให้มีความสำเร็จในชีวิต เมื่อมีโอกาส ครูเลาแอนน์ จะชี้ให้เห็นการคิดในระดับสังเคราะห์ และระดับประเมินผล ซึ่งจะได้มากับการศึกษาและฝึกฝน
• ทุกครั้งที่เข้าไปกินอาหารในห้องรับประทานอาหารของครู จะได้ยินเพื่อนครูคร่ำครวญถึงความ อับเฉาของชีวิตครู และต้องการเปลี่ยนอาชีพ ในที่สุดแล้วตนจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ หากมองให้เห็นคุณค่า หรือโอกาสในการทำประโยชน์ของการเป็นครู ใช้ชีวิตครูให้สนุก ให้เกิดการเรียนรู้ และก้าวหน้า คำแนะนำคืออย่าเข้าไปในสถานอโคจรเช่นนั้น ปล่อยให้คน อมทุกข์อยู่ของเขาไป
อ่านคำถามคำตอบในบทนี้แล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าปัญหาของครูมีสารพัดด้าน ทั้งปัญหาจาก ตนเอง จากนักเรียนนักเรียน จากระบบบริหารโรงเรียน จากเพื่อนครู จากพ่อแม่ผู้ปกครอง ทั้งหมดนั้นคือประเด็นเรียนรู้ของครู เป็นชีวิตจริงที่ครูจะต้องเผชิญและทำให้ประสบการณ์ เหล่านั้นเป็นผลเชิงบวกต่อชีวิตของตนเอง
คำถามจากนักเรียน
• ฟ