ทุกวันนี้ผลผลิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับฟ้าฝนพญาแถนเท่านั้น แต่สิ่งที่จะชี้เป็นชี้ตายถึงผลตอบแทนจากการลงทุนลงแรงเห็นจะเป็นตัวแทนประชาชนที่พวกเขาเลือกเขาไปตัดสินชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาต่างหาก แต่พวกเขายังไม่เจอพญาคันคากที่จะทำให้พวกเขายิ้มได้อีกครั้ง

เรื่องรากหญ้า

                                                                                                                                                     โดย เพนียง  พงษ์เฉลียว

                แสงแดดร้อนระอุแผดความร้อนกระทบพื้นน้ำ  ไอแดดเต้นระเรี่ยเริงระบำอย่างสำราญไปทั่วพื้นนา กล้าข้าวที่ปักดำหอใบเฉา กบเขียดปลาซุกตัวอยู่ใกล้คันนาที่พอมีหญ้าปกคลุมอยู่บ้างเพื่อหลบความร้อน 

                ใต้ต้นหว้าริมสระน้ำกลางทุ่งนา สองผัวเมียละจากนาขึ้นพักเที่ยง ผัวปลดกระดุมถอดเสื้อพาดไว้ที่กิ่งต้นหว้าทิ้งตัวลงนั่งเอนหลังพิงต้นหว้าหยิบยาเส้นขึ้นพันจุดสูบ  เมียเอื้อมมือยิบกระติบข้าวออกจากกะต่าเปิดฝากระติบข้าวหยิบไข่หนึ่งฟองขึ้นมาปอกทิ้งลงถ้วยหยิบขวดน้ำปลาขวดเล็กเทราดลงไปในถ้วยใช้ช้อนตักไข่ออกเป็นส่วนวางไว้  เอื้อมมือหยิบผักแว่นในถังน้ำยกขึ้นสลัดน้ำออกว่างไว้บนหลังกระติบข้าว  ผัวทิ้งก้นยาเส้นเขยิบตัวมาเปิดผากระติบข้าว ล้วงมือลงปั้นข้าวเหนียวปั้นใหญ่ไว้ มืออีกข้างแบ่งข้าวเหนียวจากปั้นจิ้มลงไปในถ้วยแจ่วปลาร้ายกขึ้นใส่ปาก  หยิบผักแว่นม้วนยัดเข้าปากเคี้ยวตาม ทั้งสองลงมือจัดการกับอาหารมื้อเที่ยง

                หลังจากกินเสร็จ ผัวเขยิบตัวมาพิงต้นหว้าที่เดิมหยิบยาเส้นที่ว่างอยู่ข้างตัวขึ้นมาพันสูบอีก เมียถือถ้วยลงไปล้างในสระน้ำแล้วกลับขึ้นมานั่ง  ผัวยกยาเส้นขึ้นดูดจนเต็มปอดพ่นควันออก แล้วยกขึ้นดูดอีกเต็มปอดโยนก้นยาพันทิ้ง  ค่อยๆพ่นควันออกแล้วถอนหายใจออกเฮือกใหญ่  

เมียมองหน้าผัว  “เฒ่าเฮาสิเฮ็ดจังได๋ละ  บักหำมันสิเปิดเทอมแล้ว เฮาสิเอาเงินไสซื้อเสื้อซื้อหนังสือให้มันละ”  ความกังวลแสดงออกผ่านดวงตาและรอยย่นบนใบหน้า

ผัวนั่งครุ่นคิดพร้อมกับหยิบยาเส้นขึ้นมาพันสูบอีก เขาออกความเห็น “เดี๋ยวกะเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว สิบ่ได้บ้อจักพันสองพัน” ผัวตอบอย่างมีความหวัง

“จักได้กะไคแน่ ถ้าได้กะคือสิพอดี”  เมียเสริมขึ้น

“เบอร์หนึ่งโตเต็งกะสิบ่ให้แน่บ้อจัก ห้าร้อย เฮาสองคนกระสิได้ พันหนึ่ง เบอร์สองกะสู้กันมาหลายปีแล้ว กะคือสิให้คนละห้าร้อยคือกัน ส่วนเบอร์ห้าได้กะดี บ่ได้กะดี” ผัวพูดวิเคราะห์

“แม่นอยู่เฒ่า เจ้ากะเลือกเบอร์หนึ่งติล่ะ ข่อยสิเลือกเบอร์สอง” เมียพูดชี้นำ

“เออ ฮอดมิ้อจั่งว่ากัน แต่ข่อยมัก เบอร์ 3 เพิ่นเป็นตาเอาการเอางาน เบอร์หนึ่งได้มาหลายสมัยแล้ว กะบ่เห็นเฮ็ดหยัง ว่าแท้กะสร้างถนน คนรับเหมากะเป็นพ่อมันเอง”

“มันกะแม่นอยู่เฒ่า แต่เฮาเอาเงินเขามาแล้วกะต้องเลือกเขามันสิบาป   แม่นเลือกบ่ได้ทั้งสองคน เฮากะแบ่งกันเลือกคนละเบอร์”

“เขาบ่ฮู้ดอกว่าเฮาเลือกไผ” ฝ่ายผัวพูดขึ้น

“เจ้าเฮ็ดแบบข่อยว่านั่นล่ะมันสิบาป”

ผัวเริ่มรำคาญเมีย “มันสิบาปอีหยัง สิเลือกมันเข้าไปกินบ้านกินเมืองนั้นบ้อ นั่นตั๋วมันแห่งสิบาป

ข่อยสิเลือกผู้ได๋ ข่อยกะสิเลือกดอก!” ผัวกระแทกเสียง

                ฝ่ายเมียพูดอ้อมแอ้ม “กะแล้วแต่เจ้าซะ แต่ข่อยสิเลือกเบอร์สอง เจ้ากะเลือกเบอร์หนึ่ง” ฝ่ายเมียยังไม่ละความตั้งใจ ทั้งสองนั่งเงียบ ฝ่ายผัวหยิบยาสูบขึ้นมาพันสูบ ..............................................................

                “เฒ่าล่ะเงินให้บักหำไปโรงเรียนแต่ละมื้อล่ะ สิเอาไส เดี๋ยวกะค่าปุ๋ยอีก” ฝ่ายผัวถอนหายใจมองหน้าเมีย “เดียวข่อยสิไปใส่เบ็ดปลา เบ็ดกบขาย กะคือสิพอให้มันไปโรงเรียนอยู่ดอก ส่วนค่าปุยกะขายข้าวเอา กะคือสิพอได้ขายอยู่ตั่ว เดี๋ยวข่อยสิลองไปไฮ่เบิ่งมันสิได้จักกระสอบ สิได้แบ่งไว้กินถืก  ซามมันได้เกี่ยวข้าว”

                “อือ กะแล้วแต่เจ้า  ข้าวเป็นราคากะไคแน่!” ฝ่ายเมียพูด ทั้งสองมองหน้ากัน

ลมพัดโชยมาหอบความร้อนชื้นและไอแดดกระทบใบหน้าของทั้งสอง   ผัวมองดูข้าวในท้องทุ่งอย่างรอความหวัง เฝ้าดูการเจริญเติบโตทุกอณูของต้นข้าว เมื่อไรจะถึงฤดูการเก็บเกี่ยว เมื่อไรจะมีกินมีใช้กับเขาบ้าง  เมื่อไรข้าวเม็ดงามจะทำให้เขาและครอบครัวสบายขึ้น ชีวิตเกษตรกรช่างลำบากอะไรอย่างนี้  ทุกวันนี้ผลผลิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับฟ้าฝนพญาแถนเท่านั้น แต่สิ่งที่จะชี้เป็นชี้ตายถึงผลตอบแทนจากการลงทุนลงแรงเห็นจะเป็นตัวแทนประชาชนที่พวกเขาเลือกเขาไปตัดสินชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาต่างหาก  แต่พวกเขายังไม่เจอพญาคันคากที่จะทำให้พวกเขายิ้มได้อีกครั้ง