ดังนั้น ประเด็นที่กล่าวมาจึงเป็นอีกความพยายามหนึ่งที่ต้องการปรับท่าที่การเผยแผ่พุทธศาสนาเชิงรุกสู่ชายแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งประเด็นนี้ บางครั้งองค์กรทางพุทธศาสนาอาจจะละเลย มองข้ามไป ผู้เขียนหวังให้เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะช่วยหันมามองปัญหาจากจุดเล็ก ๆ บ้าง บางครั้งพายุหมุนลูกใหญ่ ๆ อาจมาจากแค่การกระพรือปีของแมลงตัวน้อย ๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น ปัญหาที่ใหญ่ ๆ ก็เช่นกัน บางครั้งอาจมาจากปัญหาเล็ก ๆ ที่เรามองข้ามไปก็ได้

     เมื่อ ๒๕-๒๖ มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้เขียนไปทำภารกิจที่จังหวัดเชียงราย ได้พบกับญาติโยมหลายท่าน และได้มีโอกาสได้สัมภาษณ์นักศึกษาท่านหนึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นปีสุดท้าย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ชื่อผิงผิง โดยการประสานงานของป้านาย (ทิพย์วรรณ-ครูโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม)

 

     ประเด็นคือ ผู้เขียนอยากได้ข้อคิดเห็นที่แตกต่างจากสิ่งที่ตนเองรับรู้ สู่สิ่งที่คาดไม่ถึง โดยเป็นมุมมองของบุคคลอื่นมองเข้ามา จากสายตาของผู้ที่มีความแตกต่างด้านลัทธิความเชื่อ เพื่อต่อยอดการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อพุทธศาสนาเชิงรุกในชุมชนชายแดนฯ ที่ผู้เขียนได้ทำเอาไว้

     ผิงผิง เป็นชาวปกากะญอ จากจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีชื่อที่แม่ตั้งให้ว่า "ปอเปะ" ซึ่งแปลว่า "เหลือเกิน" ตอนเป็นเด็กคงจะซนน่าดู เธอเล่าว่า คนไทยเรียกพวกเธอว่า "กะเหรี่ยง" ซึ่งเป็นคำพูดที่ค่อนข้างดูถูกและเยียดหยาม แต่ชนเผ่าของเธอกลับเรียกตนเองว่า "ปกากะญอ" ซึ่งแปลว่า "ฉันก็คนนะ" นั่นก็หมายความว่าอดีตเมื่อรุ่นทวดของเธออายุราว ๑๑-๑๒ ปี ได้หนีโดยการล่องแพไปตามลำน้ำสาระวินเข้ามาตั้งรกรากที่เมืองไทย เพราะทนการกดขี่ข่มเหงจากพม่าไม่ได้ เนื่องจากชาวพม่าเองก็ดูถูกข่มเหง เสมือนว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่คน จึงมีการเรียกขานตนเองว่า ปกากะญอ (ฉันก็คนนะ) ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงอะไรประมาณนั้น

 

     ประกอบกับการทำมาหากินลำบาก มีความอดอยาก เมื่อทำไร่นา พอถึงเวลาพม่าก็มาเก็บเกี่ยวเอาไปหมด ปู่ทวดของเธอจึงอพยพเข้ามาจากเมืองร่างกุ้ง ๓-๔ คนพี่น้อง เข้าสู่แม่ฮ่องสอน  ปัจจุบันชนเผ่านี้มีศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่วัดจันทร์ อำเภอแม่แจม จังหวัดเชียงใหม่

 

     เมื่อเริ่มเล่า เธอออกตัวก่อนว่า "นี้เป็นทัศนะของหนูซึ่งอาจไม่ใช่ทั้งหมด (ก็ได้)" นั่นก็หมายความว่านี้เป็นความคิดส่วนตัวของเธอเองไม่ใช่ในฐานะตัวแทนของชนเผ่า  เธอเล่าว่า หมู่บ้านของเธอเดิมทีนับถือลัทธิดั่งเดิม คือการนับถือผีบรรพบุรุษ ซึ่งมีพิธีการที่ต้องใช้เวลามาก มีระเบียบขั้นตอนที่ละเอียด เช่น เมื่อทำพิธีก็ต้องทำพิธีให้ตลอดลุกไปไหนไม่ได้ หรือแม้แต่เวลารัปทานอาหารก็จะมีการเรียงลำดับอาวุโสเสมอ-ปัจจุบันก็ยังทำอยู่

 

     เมื่อพุทธศาสนาเข้ามาเผยแผ่ เดิมทีมีวัดวาอารามจำนวนมาก จึงมีการประยุกต์ระหว่างลัทธิดั่งเดิมเข้าไป ทำให้พิธีกรรมไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน เมื่อมีพิธีกรรม คำสวดต้องถูกต้อง ครบขั้นตอน คนในครอบครัวต้องครบ เกิดไปทำงานต่างที่ต่างถิ่นก็ต้องรอให้ครบ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ก็จะมีคนในบ้านเจ็บป่วย ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ หลายครั้งที่เคยมีคนฝ่าฝืนก็มีอาการเจ็บป่วยตั้งแต่เล็ก ๆ น้อย ไปจนถึงระดับมาก เช่น เป็นอัมพฤก-อัมพาธ เป็นต้น รักษาก็ไม่หาย ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเชื่อที่ล้าสมัย ทำให้คนในหมู่บ้านเชื่อยิ่งขึ้นไปอีก  แต่ทำให้คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาเริ่มเบื่อหน่ายและไม่เชื่อฟังคำสอนที่สืบ ๆ ต่อกันมา โดยไม่มีการพิสูจน์ความจริง

 

     เมื่อมีอีกศาสนาหนึ่งเข้ามาเผยแผ่คำสอนพร้อมกับนำยาสมัยใหม่เข้ามา ซึ่งเป็นการรักษาโรคทั้งโรคทางกาย และให้คำปรึกษาที่เป็นโรคทางใจ นอกจากนั้นแล้วยังมีการช่วยสร้างที่อยู่อาศัย ทำประโยชน์ให้แก่ชาวบ้าน ตลอดถึงการช่วยเหลือโดยการแบ่งข้าว-น้ำให้ จึงทำให้ชาวบ้านเห็นว่าได้ประโยชน์ ไม่ต้องยุ่งยากในการทำพิธีกรรมมากเกินไป  ไม่ทำให้คนลำบากอย่างแต่ก่อน

 

     ประกอบกับการเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งใหญ่ ที่ชาวบ้านส่งลูกหลานให้ไปอยู่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม แล้วเกิดมีการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นระหว่างพระกับสีกา จึงทำให้หมู่บ้านแห่งนี้จาก ๘๐ ครอบครัวที่นับถือพุทธศาสนา ๑๐๐% กลับกลายเป็นว่าปัจจุบันเหลือผู้คนนับถือแค่ ๓ ครอบครัวเท่านั้น ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ยังเก็บเรื่องราวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เอาไว้เตือนใจตลอดมา

 

     เมื่อผู้เขียนขอให้เธอวิเคราะห์จุดเด่น-จุดด้อยในพุทธศาสนา ได้ความว่า พุทธศาสนามีจุดด้อยอยู่จุดเดียวคือคนในศาสนาที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อภาวะของตนเอง จึงกลายเป็นว่าคน ๆ เดียวทำเสีย แต่พลอยทำให้คนที่อยู่ในองค์กรเสื่อมไปด้วย

 

     แต่พระพุทธศาสนาก็มีจุดเด่นอยู่หลายประการ คือ ชุดที่พระใส่ เป็นเอกลักษณ์ คือขณะทำพิธี หรืออยู่ในที่ใดก็สามารถรู้ได้ทันที่ว่าเป็นพระ ซึ่งทำให้ไม่สามารถทำความผิดอย่างอื่นได้ง่าย ๆ  ไม่ใช่ว่าตอนทำพิธีเป็นพระ ตอนไม่ทำพิธีก็เป็นชาวบ้านทั่วไป นี้คือจุดเด่นข้อที่หนึ่ง

 

     จุดเด่นข้อที่สอง หลักธรรมคำสอนเป็นความจริง มีความเป็นธรรมชาติ-สากล และความมีเหตุมีผล ไม่มีการล้างสมอง

 

     จุดเด่นข้อที่สาม ได้นักบวชที่ผ่านชีวิตทางโลกมาพอสมควร ซึ่งสามารถทำให้เข้าใจชีวิตและตีประเด็นคำสอนได้ดีกว่า (อันนี้ผู้เขียนแย้งว่านักบวชในพุทธศาสนาไม่ได้จำกัดว่าใครจะบวชได้ตอนไหน บ้างก็บวชได้ตั้งแต่เด็ก บ้างก็บวชตอนอายุมาก ไม่ได้มีการกำหนดไว้ตายตัว ถ้าเป็นเด็กสามารถบวชได้อายุไม่ต่ำกว่า ๑๓ ปี -จบ ป.๖ ถ้าจะบวชเป็นพระก็ให้ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์)

 

     จากประเด็นนี้ทำให้เห็นว่า ถ้าพระพุทธศาสนาจะทำงานด้านพุทธศาสนาเชิงรุกแล้ว องค์กรพุทธศาสนาต้องปรับเปลี่ยนเทคนิคการเผยแผ่และสามารถประยุกต์คำสอนให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเวลา ขั้นตอนของพิธีกรรม และความเชื่อ กล่าวคือพุทธศาสนายุคใหม่ต้องปรับกระบวนทัศน์ใหม่ ๓ ประเด็นนี้ให้ได้ คือ

 

     ๑.เรื่องเวลา ในปัจจุบันกิจกรรมของคนมีมากขึ้น ดังนั้นเวลาที่จะให้กับศาสนาเริ่มมีน้อยลง การทำสิ่งใด ๆ ต้องใช้เวลาให้พอเหมาะ ไม่ควรยืดยาวมากเกินความจำเป็น

     ๒.เรื่องพิธีกรรม ปัจจุบันพุทธศาสนาเน้นพิธีกรรมมากเกินไป โดยละเลยศาสนธรรมคำสอนที่แท้จริง กล่าวคือแม้พิธีกรรมจะมีความจำเป็นในแง่ของสื่อกลางให้คนมารวมตัวกันสร้างคุณงามความดีก็ตาม แต่ก็ควรเป็นการสื่อความหมายที่ถูกต้องและเรียบง่ายด้วย

 

     ๓.เรื่องความเชื่อ การจะเอาแค่นรก-สวรรค์ มาอธิบายในแง่มุมเดียวอาจจะไม่สามารถตอบสนองกับสังคมยุคใหม่ได้ เนื่องจากการศึกษาของคนมีมากขึ้น คำสอนนั้นต้องเป็นเหตุและผล ไม่ใช่ความงมงาย ที่พิสูจน์ไม่ได้

 

     ดังนั้น ประเด็นที่กล่าวมาจึงเป็นอีกความพยายามหนึ่งที่ต้องการปรับท่าที่การเผยแผ่พุทธศาสนาเชิงรุกสู่ชายแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งประเด็นนี้ บางครั้งองค์กรทางพุทธศาสนาอาจจะละเลย มองข้ามไป ผู้เขียนหวังให้เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะช่วยหันมามองปัญหาจากจุดเล็ก ๆ บ้าง  บางครั้งพายุหมุนลูกใหญ่ ๆ อาจมาจากแค่การกระพรือปีของแมลงตัวน้อย ๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น ปัญหาที่ใหญ่ ๆ ก็เช่นกัน บางครั้งอาจมาจากปัญหาเล็ก ๆ ที่เรามองข้ามไปก็ได้