มิชิแกน (๖): ดินแดนทะเลสาบ

อดีตคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว อนาคตคือสิ่งที่มาไม่ถึง ปัจจุบันคือความจริง เราจึงต้องอยู่กับปัจจุบันเสมอ

เมื่อคืนนี้ผมหลับไปตอนไหนไม่รู้ แต่ก็หลับยาว หลับได้ดีพอควร แล้วก็ตื่นมาในเช้าวันนี้ ถึงไม่สดชื่นมากนัก แต่ก็สดชื่นกว่าเช้าเมื่อวาน เข้าสู่วันอาทิตย์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ แล้วสิ นาฬิกาหัวเตียงบอกเวลาเกือบ ๘ โมงเช้าแล้ว เปิดม่านหน้าต่างออก ฟ้าสว่างมากพอควร ห้องพักน่าจะพอๆกับโรงแรม ๓ ดาวเมืองไทย แต่ผมรู้สึกว่ามันหรูมาก หิ้วกระเป๋าเข้ามาอยู่ได้เลยอย่างสะดวกสบาย

มีทีวีสีขนาดใหญ่พร้อมช่องให้ชมมากมาย เตียงนอนกว้างขนาดนอนสองคนได้สบายๆ ที่นอนนุ่มๆ มีหมอน ๔ ใบและหมอนข้างอีก ๑ ใบ มีโต๊ะหัวเตียงสองข้างพร้อมโคมไฟ มีลิ้นชักเก็บของ ตอนนี้เมืองไทยก็จะเป็นเวลา ๑ ทุ่มแล้ว ห่างกัน ๑๑ ชั่วโมง

มีชั้นวางทีวีที่วางยาวจนเป็นโต๊ะนั่งเขียนหรืออ่านหนังสือ ทำงานได้พร้อมโคมไฟ มีโทรศัพท์ในห้องที่มีเบอร์เฉพาะห้อง สามารถโทรภายใน ทางใกล้ ทางไกลและต่างแดนได้ มีเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความร้อน อุปกรณ์ชงกาแฟ ห้องน้ำกว้างพอควร แต่ไม่มีอ่างอาบน้ำ ผมเอนตัวลงนอนต่อ แบบว่าขี้เกียจลุก นึกไปถึงตอนนั่งเครื่องบินเมื่อวานที่มีบางช่วงบางตอนที่มองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างอันงดงาม อารมณ์กลอนก็เกิดอีกครั้ง

"อเมริกา เมืองไทย แสนไกลห่าง      ระยะทาง หลายไมล์ ให้ห่วงหา

ตัดใจมา เรียนรู้ พัฒนา                   ดุจอาชา ก้าวย่อง ท่องแดนไกล

เหม่อมองไป สายตา ปะก้อนเมฆ       เหมือนเทพเสก สร้างไว้ ได้หลากหลาย

ปั้นปุยเมฆ เหมือนสัตว์ จัดเรียงราย    เหมือนเนื้อทราย เสือช้าง สร้างให้ชม

แสงส่องผ่าน แพรวพราว ราวสวรรค์   สุดจำนรร สรรค์สร้าง ช่างสุขสม

เพริดเพลินใจ เพลินตา มาได้ชม       จิตภิรมย์ ลืมเหงา คลายเศร้าลง

มองเบื้องล่าง ผืนดิน ถิ่นภูเขา           ทั้งลำเนา ไพรป่า น่าใหลหลง

สายน้ำใหญ่ ผ่านซัด กัดเซาะลง       กลายเป็นดง แดนงาม นามระบือ

แกรนด์แคนยอน ยิ่งใหญ่ ใหญ่สมชื่อ สมคำลือ กล่าวไว้ ไม่ไขสือ

มองเห็นภาพ สมตาม คำร่ำลือ          จารึกชื่อ รอยจำ คำว่าแกรนด์"

เขียนกลอนเพลินๆ จิตก็พลันคิดได้ ว่ากระเป๋าเดินทางหายไปหนึ่งใบ ถ้าทางสายการบินหากระเป๋าเจอแล้ว เขาจะรีบโทรมาบอกแล้วก็จะนำมาส่งให้ที่โรงแรมที่พัก นี่มัน ๘ โมงครึ่งแล้ว ยังไม่ได้ข่าวคราวเลย พอนึกได้ ใจก็เหี่ยวลงอีก จะโทรไปติดต่อเขาก่อนดีไหม คิดสับสนอยู่ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ ไปเคาะห้องหมอพนาขอยืมเสื้อยืดมาใส่ก่อนสักตัวหนึ่ง น่าจะดีกว่าใส่ตัวเดิมที่ใช้บริการซ้ำมาสองสามวันแล้ว

หลังอาบน้ำเสร็จสรรพก็สดชื่นมากขึ้น จิตใจผ่องแผ้ว แต่ก็ยังใส่ชุดนอนเหมือนเดิม นั่งรวบรวมกำลังใจ "อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด...ตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง" ถ้ากระเป๋ามันจะหาย มันก็หาย ถ้าจะได้คืนมันก็ต้องได้คืน เราอุตส่าห์เดินทางมาไกล จะมามัวจับเจ่านั่งจมทุกข์อยู่ทำไม ตัดใจมาแล้ว ก็ต้องเดินไปให้ดีที่สุด คุ้มค่าที่สุด ครอบครัวก็อยู่สบายดี ไม่มีปัญหาอะไร

เสื้อผ้าไม่มีใส่เดี๋ยวก็ออกไปซื้อใหม่ได้ เงินทองก็พอมีติดตัวอยู่ จะมาจมอยู่กับอดีต กังวลกับอนาคต อยู่ทำไม ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดดีกว่า "อดีตคือสิ่งที่ผ่านมาแล้ว อนาคตคือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ปัจจุบันคือความเป็นจริงที่เราต้องเผชิญ" เราย้อนอดีตไม่ได้ เราทำนายอนาคตไม่ได้ ก็มีความสุขอยู๋กับปัจจุบันดีกว่า

คิดได้ดังนั้น ความกล้าแกร่ง เข้มแข็งกลับคืนมา นั่งคิดว่า วันนี้เราจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆได้บ้าง หรือเราควรใช้เวลานี้ศึกษาเอกสารประกอบการฝึกอบรมปึกใหญ่ที่ต้องอ่านก่อนเข้าอบรมดีจะได้ติดตามเนื้อหาการฝึกอบรมได้เร็วและง่ายขึ้น ลดอุปสรรคจากปัญหาการฟังภาษาอังกฤษได้ด้วย หรือเราน่าจะเดินสำรวจทำความรู้จักคุ้นเคยกับเมืองใหม่ที่เราเพิ่งมาอยู่นี้...คิดไปคิดมาก็สรุปได้ว่า "เรื่องเรียนรอเดี๋ยว เอาเรื่องเที่ยวก่อนดีกว่า"

คิดสมอารมณ์หมาย...เอ๊ย! สำนวนยี่เกไปหน่อย (ตอนเด็กๆชอบดูลิเก ตอนโตนี่ก็ยังชอบ แต่ไม่ค่อยมีเวลาได้ดู) ก็เอาแผนที่ที่ได้มาจากพนักงานโรงแรมมาเปิดศึกษาดูข้อมูล เพื่อสำรวจเส้นทาง ทางหนีทีไล่ ว่าจะเดินไปเที่ยวตรงไหนได้บ้าง มีแผนที่ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน กับแผนที่ศูนย์กลางเมือง (ดาวน์ทาวน์)ของแอนน์อาร์เบอร์ ซึ่งเน้นบอกเส้นทางมากกว่าแหล่งเที่ยว ขณะนั่งดูแผนที่ก็ต้มมาม่าต้มยำรสกุ้งไปด้วย เสื้อผ้าหายไปแต่มาม่ายังอยู่ครบสองโหล มีทั้งแบบถ้วยและแบบถุง แถมภรรยาสุดที่รักยังเอาถ้วยและจานพร้อมช้อนซ่อมมาให้ด้วยอย่างละ ๑ ชุด

อาหารที่ชินปาก ถูกใจก็ให้ความสดชื่นได้เยอะ ว่ากันว่าเวลานักมวยไทยไปป้องกันแชมป์โลกต่างประเทศ ก็ต้องมีแม่ครัวไปทำอาหารไทยให้ทานด้วย มิฉะนั้นพลังหมัดอาจลดน้ำหนักลงเนื่องจากทานอาหารไม่ถูกปาก ถูกใจ หลังอาหารมื้อเช้าในเวลาราวๆ ๙ โมงกว่าๆ เสียงโทรศัพท์ในห้องก็ดังขึ้น ผมเดินไปรับพร้อมกับข่าวสารที่ทำให้หัวใจพองโต "คุณพิเชฐคะ ช่วยลงมารับกระเป๋าเดินทางของคุณด้วยค่ะ ทางสายการบินเอามาส่งให้แล้ว" ลงไปรับกระเป๋าเจอกับพนักงานสาวคนเดิมที่ดูยิ้มและใส่ใจแขกมากกว่าเดิมและไม่ได้มัวสาละวนกับการคุยโทรศัพท์ส่วนตัว ตรวจสภาพภายนอก ไม่มีชำรุดบุบสลาย สายรัดกระเป๋าและกุญแจคล้องอยู่ในสภาพเดิม

คาดการว่า กระเป๋าไม่ได้หายไปไหน แต่พนักงานลืมนำขึ้นเครื่อง พอตรวจสอบก็เลยนำมากับเที่ยวบินในช่วงค่ำและมาถึงสนามบินตอนดึกๆเมื่อคืน ทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติ เปลี่ยนชุดใหม่ เอาชุดไปคืนพนาเพราะยังไม่ได้ใส่ นัดเวลาที่จะออกไปเดินสำรวจเมืองกันตอน ๑๐.๓๐ น. พนาก็ยิ้มดีใจกับผมไปด้วยที่ได้กระเป๋าคืน

มิชิแกน เป็นรัฐหรือมลรัฐที่มีขนาดพื้นที่อันดับ ๑๑ และประชากรอันดับที่ ๘ ของอเมริกา เมืองหลวงชื่อแลนซิง มีดีทรอยต์เป็นเมืองใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่ส่วนเหนือของประเทศ ได้ชื่อรัฐมาจากทะเลสาบมิชิแกน ที่ตั้งชื่อโดยชาวอินเดียนแดง มาจากคำว่า มิชิ-กามิ (ไม่ใช่ ชิมิ-ชิมิ นะ) มีความหมายว่า น้ำอันกว้างใหญ่ มิชิแกนได้ชื่อว่าเป็น "ดินแดนทะเลสาบ" อย่างแท้จริง เพราะถูกห้อมล้อมด้วยทะเลสาบขนาดใหญ่ ๔ แห่งทางตอนเหนือ ตะวันตกและตะวันออก จึงมีชายฝั่งทะเลน้ำจืดที่ยาวเป็นอันดับสองของประเทศ (รองจากรัฐอลาสกา)

มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐวิสคอนซิล อินเดียนาและโอไฮโอ เป็นรัฐเดียวที่ถูกแยกออกเป็นสองฝั่งโดยมีทะเลสาบมิชิแกนกั้นกลาง โดยมีจุดเชื่อมระหว่างทั้งสองส่วนอยู่ที่บริเวณแมกคีนอกซ์ ที่ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ผมดูคร่าวๆจากแผนที่ ระยะทางของแต่ละเมืองแล้ว น่าจะมีขนาดราวๆภาคเหนือของไทย เพราะจากแอนน์อาร์เบอร์ที่ผมอยู่ ไปถึงแมกคีนอกซ์ จะใช้เวลาขับรถยนต์ราว ๔-๕ ชั่วโมง ก็เหมือนว่าผมขับรถยนต์จากตากไปพะเยาหรือเชียงราย

มิชิแกนมีชื่อเรียกเล่นๆกันหลายชื่อทั้ง รัฐเกรทเลค รัฐโวลเวอรีน รัฐออโตโมทีฟ วอเทอ-วินเทอร์วันเดอร์แลนด์ เดอะเลดี้ออฟเลค และรัฐออโต

ถึงเวลานัดหมายกับพนา เราเดินออกไปที่หน้าโรงแรม อากาศดี ไม่ร้อน ไม่มีแดดและก็ไม่มีฝน ครึ้มๆ อากาศเย็น น่าจะสัก ๑๕ องศาซี แอนน์อาร์เบอร์ที่เราอยู่ เป็นเมืองมหาวิทยาลัย จึงมีอาคารของมหาวิทยาลัยกระจายตัวอยู่ทั่วๆไป แต่สามารถแยกออกเป็นกลุ่มๆของอาคารได้ ๓ ส่วนคือวิทยาเขตกลาง วิทยาเขตเหนือและวิทยาเขตได้ ตอนแรกผมเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยอีสเทอร์นมิชิแกน เป็นอีก ๑ วิทยาเขต แต่ไม่ใช่ เป็นคนละมหาวิทยาลัยกันเลย

โรงแรมที่พักเรียกว่า เอ๊กซิคิวทีฟเรสซิเดนซ์ เป็นที่พักสำหรับผู้บริหารที่มาเข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่างๆของโรงเรียนบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัย ที่ชื่อว่า รอส สคูลออฟบิสิเนส (Ross School of Business) ส่วนนี้อยู่ในบริเวณวิทยาเขตกลางด้านหน้าโรงแรมมีแปลงดอกไม้ที่กำลังปลูกดอกทิวลิปที่เริ่มออกดอกตูมๆหลายสี เราสองคนเดินเลี้ยวซ้ายไปตามถนนมหาวิทยาลัยตะวันออก ด้านซ้ายเป็นอาคารเรียนด้านศึกษาศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ เขาไม่ใช้คำว่า "คณะ (Faculty)" แต่ใช้คำว่า "โรงเรียน (School)" โดยถ้ามีขนาดใหญ่เขาเรียกโรงเรียน รองลงมาเรียกวิทยาลัย (College) ถ้าเล็กๆเขาเรียกคณะ แต่เมืองไทยมักจะกลับกัน

ด้านตรงข้ามเป็นหอพัก เดินไปจนจรดกับถนนมหาวิทยาลัยใต้ แล้วเลี้ยวเข้าไปยังศูนย์กลางวิทยาเขต เดินผ่านซุ้มประจตูเก่าแก่เข้าไปผ่านทั้งอาคารเรียน หอพักและหอสมุด แล้วไปทะลุออกถนนเสตรท ที่ตัดเป็นสามแยกกับถนนมหาวิทยาลัยเหนือ ผ่านหน้าเซเว่นอิเลฟเว่น ผ่านโรงหนัง ร้านค้า อาคาร ร้านอาหารหลากหลายไปจนถึงถนนฮูรอนตะวันออก

เลี้ยวขวาเดินผ่านไปทางโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย ทั้งเดินชม เดินเที่ยวและถ่ายภาพกันเป็นระยะๆ ผ่านสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข โรงเรียนการพยาบาล ไปตามถนนเกลน จนบรรจบกับถนนฟุลเลอร์ เดินไปบริเวณสะพาน ชมทิวทัศน์เหนือแม่น้ำฮูรอน

เดินย้อนกลับตามถนนสายเดิมมาอีกด้านหนึ่ง จนไปพบกับสถานีรถไฟแอมเทรค สถานีรถไฟเล็กๆ เข้าไปข้างในไปขอข้อมูลและตารางเวลารถไฟเพื่อวางแผนไปชิคาโกและยังได้หนังสือตารางเวลาและเส้นทางรถโดยสารประจำทางมาด้วย เดินไปตามถนนเส้นเดิมแล้วตัดออกมาทางถนนสี่ เดินวกกลับมาทางโรงแรม อาคารหลายหลังมีความงดงาม ดึงดูดใจ ผ่านร้านโนไทยอีกสาขาหนึ่ง ตลาดชาวนา แล้วก็เดินวกกลับมาที่ถนนเสตทมาจนถึงร้าน๗-๑๑ เจ้าเดิม

แวะเข้าไปสำรวจสินค้า ดูแล้วมีความหลากหลายของสินค้าน้อยกว่าในเมืองไทยเยอะ แต่ที่แตกต่างคือมีห้องน้ำให้เข้าไปใช้บริการได้ฟรี เราเดินมาทางถนนเสตทจนบรรจบกับถนนมหาวิทยาลัยใต้ ผ่านหน้าสมาคมมิชิแกน พิพิธภัณฑ์ศิลปะ แล้วตัดเข้าทางเดินเล็กๆเข้าไปในบริเวณโรงเรียนกฎหมาย ที่มีอาคารเก่าและสวยๆหลายหลัง ตัดผ่านสนามมาที่ถนนทัพพันมาที่หน้าโรงเรียนบริหารธุรกิจรอส ที่เป็นอาคารสีส้มเด่นตระหง่าน ด้วยแบบทันสมัย แล้วรีบเดินกลับโรงแรมเพราะเวลาสี่โมงกว่าๆแล้ว

เดินเที่ยวตั้งแต่ ๔ โมงเช้ายันสี่โมงเย็น ลืมกินอาหารกลางวันไปเลย เริ่มปวดเมื่อยน่องขาบ้างแล้ว กลับเข้าที่พัก เพื่อพักผ่อนก่อนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมปฐมนิเทศที่นัดเวลาไว้ตอน ๖ โมงเย็น เข้าห้องพักเปิดแอร์ดับร้อน ดื่มน้ำดับกระหาย เข้าเน็ตส่งข่าวถึงภรรยาว่าได้กระเป๋าเสื้อผ้าคืนมาแล้ว

๖ โมงเย็น ลงไปร่วมกิจกรรมปฐมนิเทศที่ห้องอาหารชั้นล่างสุดของโรงแรม ได้เจอกับไบรอัน จอห์นสัน ผู้จัดการหลักสูตร ที่เป็นผู็ติดต่อส่งข่าวกับพวกเรามาตลอดเกือบ ๑ ปี โดยไม่เจอหน้าค่าตากันมาก่อนเลย ไบรอันเป็นหนุ่มแอฟริกัน-อเมริกัน ที่มีรอยยิ้มที่เป็นมิตรมาก เวลาเขายิ้มจะดูสดใสน่ารักแบบเด็กๆ ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนชาวแอฟริกันคนหนึ่งที่เรียนด้วยกันที่เบลเยียม

เพื่อนๆร่วมหลักสูตร ร่วมรุ่นเริ่มทะยอยเข้ามาในงาน ไบรอันแนะนำให้เรารู้จักกับอาจารย์เรย์ ผู้อำนวยการหลักสูตร อาจารย์ซินดี้ และเพื่อนๆต่างก็แนะนำตัว จับมือทักทายกัน แต่ก็ยังรู้สึกไม่คุ้นกันสักเท่าไหร่ หลังการแนะนำตัว ก็เริ่มงานเลี้ยงง่ายๆด้วยเครื่องดื่มและของว่าง ทั้งเบียร์ ไวน์ ชา โค๊กและน้ำเปล่า ตามแต่ใครจะไขว่คว้าอยากทานอะไร ต่อด้วยอาหารชุดใหญ่แบบอเมริกัน ทั้งขนมปัง สลัดผัก สเต๊ก ซุปและปิดท้ายด้วยขนมหวาน งานเลี้ยงใช้เวลาราว ๑ ชั่วโมง

อาจารย์เรย์และไบรอัน พาเราไปที่ห้องเรียนที่ชั้นสองของอาคารโรงแรม เรย์ได้แนะนำเกี่ยวกับภาพรวมการฝึกอบรมและการแนะนำห้องเรียน อุปกรณ์ อาคารสถานที่ พร้อมแจกเอกสารเกี่ยวกับหลักสูตรและแฟ้มเอกสารประกอบการฝึกอบรมสำหรับสัปดาห์แรก ในรุ่นนี้มีผู้เข้าอบรมแค่ ๑๑ คนเท่านั้น ผมยังจำชื่อไม่ได้ทั้งหมด เพราะผมมีปัญหาเรื่องการฟังชื่อของชาวต่างชาติที่ฟังไม่ค่อยออก รู้แต่เพียงว่ามีคนไทย ๒ คน (ก็ผมกับพนา) อินเดีย ๒ คน สิงคโปร์ ๑ คน จีน ๒ คน ญี่ปุ่น ๑ คนและอเมริกัน ๓ คน ทั้ง ๑๑ คนมีสาวจีนแค่คนเดียว ที่เหลือบุรุษล้วน

อาจารย์เรย์ เป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ที่น่าจะเกษียณอายุแล้วแต่ยังรักที่จะสอนและมาช่วยเหลือทางโรงเรียน ทาทางเป็นฝรั่งผู้ใหญ่ใจดี มีชื่อเต็มว่า "เรย์มอนด์ อาร์ เรลลี่ (Raymond R. Reilly) เป็นศาสตราจารย์ทางด้านการบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยมิชิแกน จบปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์ (วิศวกรรม) จากมิชิแกน จบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจและปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยรัฐเพนซิลวาเนีย เคยเป็นรองคณบดีอยู่ ๖ ปี

เรย์มีประสบการณ์ทั้งด้านการสอน การเป็นกรรมการในบอร์ดของบริษัทธุรกิจหลายแห่ง เป็นที่ปรึกษาของหลายบริษัทและมีงานวิจัยตีพิมพ์หลายชิ้นโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการตัดสินใจทางธุรกิจบนพื้นฐานของคุณค่าและการประเมินผลการดำเนินการของบริษัท

เรย์ใช้เวลาเล่าเรื่องราวของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมิชิแกน (The University of Michigan) ที่มีสโลแกนว่า "A tradition of Excellence" ในปี๒๐๑๐ ได้รับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยรัฐที่ดีที่สุดของอเมริกาในลำดับที่ ๓ จากยูเอสนิวส์และเวิร์ลด์รีพอร์ต มี ๓ วิทยาเขตในแอนน์อาร์เบอร์ มีนักศึกษา ราว ๔ หมื่นคน โดยเป็นนักศึกษษระดับปริญญาตรี ร้อยละ ๓๖ มีงบประมาณดำเนินการ ๔ พันล้านเหรียญในแต่ละปี ภายในมหาวิทยาลัยแบ่งออกเป็น ๑๙ โรงเรียนและวิทยาลัยที่ติด ๑ ใน ๑๐ อันดับแรกของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

มีศิษย์เก่า ๔๒๕,๐๐๐ คน มีประวัติเป็นแชมป์ระดับชาติใน ๑๒ ชนิดกีฬาและได้เหรียญโอลิมปิกถึง ๑๓๓ เหรียญ เรย์เล่าไปเรื่อยๆด้วยน้ำเสียงเนิบๆทุ้มๆ แต่ด้วยความภาคภูมิใจในสถาบันเป็นอย่างมากและเล่าเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียนบริหารธุรกิจด้วย ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังในตอนต่อๆไป ใช้เวลาปฐมนิเทศราว ๑ ชั่วโมง ก่อนจบไบรอันก็นัดแนะ เวลาเข้าเรียนและอื่นๆอีกหลายเรื่อง ผมรู้สึกว่าผมฟังทั้งสองคนไม่ค่อยรู้เรื่องนัก เรย์ก็เสียงทุ้มเบา ไบรอันก็พูดเร็วรัวพูดเสียงในคอ เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันกลับห้องพัก

ระหว่างเดินกลับห้องพัก ผมก็อดคิดไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมจะฟังอาจารย์รู็เรื่องได้อย่างไร แต่มาคิดอีกที บางทีเราอาจจะใส่ใจฟังไม่เต็มที่หรือเปล่า เพราะตอนสมัครของลอนดอน อาจารย์ฝรั่งโทรมาสัมภาษณ์ยังคุยกันฟังกันรู้เรื่องดี สำเนียงรัวเร็วแบบอินเดีย-อังกฤษของประชันธ์เพื่อนจากอินเดียก็ยังฟังรู้เรื่อง

กลับมาคิดว่า "ถ้าตั้งใจฟังอย่างลุ่มลึก ฟังอย่างตั้งใจที่เรียกกันว่า Deep Listening" เหมือนกับตอนที่เราไปพูดบรรยายเรื่องเคเอ็มว่า "การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะสำเร็จได้ดีต้องพูดอย่างจริงใจ ฟังอย่างตั้งใจ  ถามอย่างซาบซึ้งใจและจดอย่างเข้าใจใส่ใจ" ก็น่าจะรู้เรื่องนะ ทักษะการฟัง (Listen) เป็นสิ่งสำคัญมาก พอๆกับทักษะการพูด (SPEAK) ถ้าจะฟังอย่างตั้งใจผมต้อง รู้จักคำว่า LISTEN

Look มองด้วยความสนใจใส่ใจ

Interaction มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อผู้พูด ส่งเสียงตอบรับ ใช้อวัจนภาษาประกอบ

Summarize อย่าด่วนสรุป สรุปตามกรอบมุมมองคนพูด อย่างสรุปเอาตามความคิดเราเอง

Trust เชื่อมั่น เชื่อใจ ศรัทธา ยอมรับคนพูด

Emotion อย่าใส่อารมณ์ อย่าใช้อารมณ์โดยเฉพาะอารมณ์ทางลบ

Note taking จดบันทึกประเด็นสำคัญๆ

รู้ทฤษฎีการฟัง แต่จะปฏิบัติได้หรือเปล่า ถ้าทำไม่ได้ ดีแต่พูดก็เสียเปล่าเหมือนกัน ปัญหาสำคัญของผมก็คือ ชอบหลับเวลาฟังบรรยาย เผลอเป็นไม่ได้แอบงีบอยู่เรื่อย แต่ก็สังเกตว่า ถ้าเรื่องไหน วิชาไหนผมชอบ ผมสนใจผมก็ไม่หลับได้เหมือนกัน

ผมกลับห้องพักแล้ว ก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็พยายามติดตั้งสไกป์ใหม่ เพราะจำรหัสเดิมไม่ได้ ทำให้เข้าใช้ไม่ได้ ก็ไม่ได้ใช้งานตั้งแต่สามปีที่แล้ว พยายามอยู่พักใหญ่ ก็สำเร็จ ใช้งานได้ตอน ๔ ทุ่มกว่าๆ ทดลองเรียกไปหาภรรยาก็ไม่มีการตอบรับ ตอนนั้นเวลาในเมืองไทน ๓ โมงเช้า ลูกๆน่าจะอยู่ที่บ้านพักเพราะโรงเรียนยังไม่เปิดและไม่ได้เปิดเน็ตหรือไม่ได้ยินเสียงเรียก จึงได้ส่งอีเมล์แจ้งให้ภรรยาทราบว่าใช้สไกป์ได้แล้ว

พอเคลียร์ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว เคลียร์งานที่ส่งมาทางเมล์จนเรียบร้อยก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ตั้งนาฬิกาปลุก ปิดแอร์เพราะอากาศเริ่มหนาว แล้วก็เข้านอน...วันนี้น่าจะหลับได้ดีเพราะความวิตกกังวลต่างๆได้มลายหายไปแล้ว ตั้งจิต คิดบวก จิตก็เป็นสุข...แต่ก็ตื่นเต้นกับการจะได้เข้าอบรมวันแรกในวันพรุ่งนี้ พี่ตู่บอกว่า เวลาฟังบรรยายฟังยากเหมือนกัน...เราก็ลุ้นว่า จะฟังอาจารย์บรรยายรู้เรื่องเปล่า...ที่นอนนุ่มๆ เตียงกว้างๆ ผ้าห่มอุ่นๆ...แต่ถ้าหมอนข้าง ข้างๆเป็นคนรู้ใจใกล้ตัวที่อยู่ที่บ้านก็คงวิเศษมาก...คิดถึงเมียอีกแล้ว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน PracticalKM



ความเห็น (8)

คุณหมอคะ มาลงชื่อรออ่านต่อค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ วันนี้เขียนดึกหน่อย ไม่ได้กล่อมลูกนอน เพราะมานิเทศงานที่จังหวัดอุตรดิตถ์ครับ

มาทักทายครับ

ผมลองใช้ทักษะ LISTEN ในการอ่านบันทึกนี้รอบที่สอง แม้ว่าจะใช้ L และ I ไม่ได้ เพราะไม่เห็นตัว แต่สี่หลักที่เหลือนั้นใช้ได้ดี พบระหว่างบันทัดด้วย

ไปเกรตเลคถ้าจะให้ถึง ควรไปตกปลา และดื่มด่ำกับการรออย่างสงบนิ่ง+สุข

ใครบางคนบอกไว้

สวัสดีค่ะ คุณหมอ

เรื่องที่แอบลุ้นว่าคุณหมอจะได้รับกระเป๋าคืนไหม ก็คลายสงสัยไปแล้ว ต้องขอดีใจย้อนหลังให้คุณหมอด้วยนะค่ะ

และต่อจากนี้ รออ่านเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเรียนต่อค่ะ

ขอบคุณนะค่ะที่แบ่งปัน

เขียนเมื่อ 

อ่านพบ"ระหว่างบรรทัดหรือBetween the line" และ "ได้ยินในสิ่งที่ไม่ได้พูด "ระหว่างคำหรือBetween the word" เป็นการฟังที่ลุ่มลึกจริงๆ ขอบคุณครับพี่ชาตรี

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณกำลังใจจากคุณมะปรางเปรี้ยวครับ

เขียนเมื่อ 

แต่ถ้าหมอนข้าง ข้างๆเป็นคนรู้ใจใกล้ตัวที่อยู่ที่บ้านก็คงวิเศษมาก...คิดถึงเมียอีกแล้ว

 

อยากกดดอกไม้ให้สักสิบดอกค่ะ

(ทุกวันนี้ ที่บ้าน เราสามคนนอนห้องเดียวกัน ตัวห่างพอนอนได้สบาย ๆ แต่ส่วนขาต้องมีแอบชิดกันนิดหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็ปลายเท้าล่ะค่ะ ;P)

เขียนเมื่อ 

aa น่าอยู่มากครับบ...