หลักการและเทคนิคการเก็บสิ่งส่งตรวจ และการเตรียมตรวจพิเศษ

ครูพยาบาล
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
หลักการและเทคนิคการเก็บสิ่งส่งตรวจ และการเตรียมตรวจพิเศษ

เอกสารประกอบการสอน

เรื่อง การเก็บสิ่งส่งตรวจการ และการเตรียมตรวจพิเศษ

อ.ณัฐวุฒิ  สุริยะ

 

                ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของแต่ละสถาบันอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความแตกต่างของเครื่องมือที่ใช้ วิธีการ และบุคคล ดังนั้นการอ้างถึงค่าปกติจึงควรใช้ค่าที่ได้จากการตรวจที่สถานที่นั้น ๆ มากกว่าที่จะใช้ค่าที่อ้างจากหนังสือเป็นเกณฑ์ แต่โดยปกติแล้วค่าเหล่านี้จะไม่แตกต่างกันมากนัก

วัตถุประสงค์ของการสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  1. ตรวจหาโรคที่แฝงอยู่ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ยังไม่แสดงอาการ
  2. เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรค ในผู้ป่วยที่มีอาการและอาการแสดงชัดเจน
  3. วิเคราะห์แยกสาเหตุหรือโรคต่าง ๆ
  4. ให้ทราบถึงระดับความรุนแรงของโรคที่เป็นอยู่
  5. สืบหาโรคที่กลับเป็นซ้ำ
  6. เพื่อดูผลการตอบสนองต่อการรักษาและการดำเนินของโรค ตลอดจนช่วยในการวางแผนการรักษา

หน้าที่ความรับผิดชอบของพยาบาลในการเตรียมตรวจและเก็บสิ่งส่งตรวจ

                1. การเตรียมด้านร่างกายและจิตใจ

                2. การเตรียมอุปกรณ์ในการตรวจ

                3. การจัดท่าผู้ป่วยในการตรวจ

                4. การเก็บตัวอย่างส่งตรวจ

                5. การติดตามผลการตรวจ

การเตรียมด้านร่างกายและจิตใจ

                การตรวจต่าง ๆ  นำมาซึ่งความคับข้องใจให้แก่ผู้ป่วยแทบทุกคน   การเตรียมร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ   และจำเป็นอย่างยิ่งที่พยาบาลจะต้องเอาใจใส่   เพื่อช่วยลดข้อคับข้องใจ เป็นการให้ข้อมูลที่เป็นจริงและถูกต้องแก่ผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการรักษา และนอกจากนี้ยังช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วย

                1. การเตรียมผู้ป่วยทางด้านร่างกาย   การตรวจร่างกายผู้ป่วยแต่ละครั้งจะต้องมีการเตรียมตัวผู้ป่วย เพื่อช่วยลดความวิตกกังวลของผู้ป่วย   ทำให้การตรวจร่างกายสะดวก   รวดเร็ว   และถูกต้อง การเตรียมผู้ป่วยด้านร่างกาย   ทำได้ดังนี้

1.1 แจ้งวัตถุประสงค์ในการตรวจให้ผู้ป่วยทราบ

1.2 จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม   สงบ   หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะมารวบกวน            

1.3 จัดท่าผู้ป่วยให้เหมาะสมกับการตรวจแต่ละชนิดพร้อมกับใช้เทคนิคการพยาบาลที่ถูกต้อง

1.4 ดูแลให้ผู้ป่วยถอดเสื้อผ้าและใช้ผ้าคลุมตัวผู้ป่วย   เพื่อให้ความอบอุ่นและปกปิดส่วนที่ไม่ควรเปิดเผย

                                1.5 ปรับอุณหภูมิภายในห้องตรวจ และอุณหภูมิของเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจให้เหมาะสมพอดีกับอุณหภูมิของร่างกาย

                                1.6 บอกผู้ป่วยก่อนให้การพยาบาลทุกครั้ง  เช่น   ก่อนที่จะฟังเสียงปอดด้วยหูฟัง   ควรบอกให้ผู้ป่วยทราบว่าจะฟังปอดของผู้ป่วย   และให้ผู้ป่วยร่วมมือโดยการสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ  และหายใจออกทางปากช้า ๆ

                                1.7 ขณะที่แพทย์ทำการตรวจ พยาบาลควรอยู่กับผู้ป่วย และคอยสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

1.8 ให้คำแนะนำผู้ป่วยเกี่ยวกับวิธีการตรวจ ระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจ การปฏิบัติตัวขณะตรวจ และภายหลังการตรวจ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น การป้องกันภาวะแทรกซ้อน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นต้น

2. การเตรียมผู้ป่วยทางด้านจิตใจ  การเตรียมผู้ป่วยทางด้านจิตใจถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อคลายความวิตกกังวล และให้ผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการรักษาพยาบาล เนื่องจากพยาบาลต้องมีการติดต่อสื่อสารกับผู้ป่วยตลอดเวลา การสร้างสัมพันธภาพระหว่างพยาบาลกับผู้ป่วยจึงเป็นในลักษณะเพื่อให้การช่วยเหลือ โดยพยาบาลต้องทำให้ผู้ป่วยเห็นและรู้สึกว่าพยาบาลมีความยินดีและเต็มใจในการให้บริการ และความช่วยเหลือ เช่น   การอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงวิธีการตรวจรักษา การปฏิบัติตัว เป็นต้น  ในปัจจุบันผู้ป่วยมีสิทธิที่จะถามและรับทราบข้อมูลทางด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับตนเองทุกอย่าง เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการตรวจ การรักษา เป็นต้น  และผู้ป่วยต้องให้ความยินยอมในการตรวจรักษาพยาบาลก่อน  ดังนั้นความยินยอมของผู้ป่วยในการรับการรักษาจากแพทย์หรือบุคลากรทางด้านสุขภาพ  จึงต้องเป็นความยินยอมที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการอธิบายจากแพทย์ และผู้ป่วยเข้าใจสาระสำคัญต่าง ๆ แล้ว ด้วยเหตุนี้พยาบาลซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้ป่วย จึงต้องอธิบายและสร้างความเข้าใจแก่ผู้ป่วย  เพื่อให้ผู้ป่วยปรับตัวต่อสภาพการณ์และยินยอมรับการตรวจรักษาอย่างเต็มใจ

การเตรียมอุปกรณ์ในการตรวจ

                พยาบาลต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถจัดเตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการตรวจแต่ละชนิดได้อย่างถูกต้อง และอุปกรณ์ดังกล่าวควรมีการจัดวางให้เป็นหมวดหมู่ ตามประเภทของการใช้งาน และมีการตรวจสอบสภาพของอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะใช้งาน ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการตรวจอย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

 

อุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจร่างกาย มีดังนี้

  1. เครื่องชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง
  2. เครื่องวัดความดันโลหิตและหูฟัง
  3. นาฬิกาข้อมือที่มีเข็มวินาที
  4. ปรอทวัดไข้
  5. ไฟฉาย
  6. เครื่องถ่างจมูก (nasal speculum)
  7. E-chart
  8. เครื่องตรวจภายในลูกตา
  9. เครื่องตรวจหู (Otoscope)
  10. ถุงมือและสารหล่อลื่น
  11. เครื่องถ่างช่องคลอด
  12. ไม้กดลิ้น
  13. สำลี เข็มหมุด
  14. ฆ้อนยาง

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บสิ่งส่งตรวจ (specimen) มีดังนี้

  1. หลอด (tubes) หรือ ขวด (bottles) สำหรับเก็บสิ่งส่งตรวจ (specimen)
  2. ถุงมือ disposable หรือ ถุงมือ sterile
  3. กระบอกฉีดยาขนาด 5, 10, 20 ซี.ซี.
  4. เข็มไร้เชื้อเบอร์ 20G หรือ 21G
  5. สายยางสำหรับรัดแขน
  6. อับสำลีแห้งไร้เชื้อ
  7. แอลกอฮอล์ 70 %
  8. ทิงเจอร์ไอโอดีน 2.5%
  9. หมอนเล็กหรือผ้าสำหรับหนุนแขน
  10. กระปุกใส่ปากคีบ (container)
  11. ใบส่งตรวจ specimen

 

การจัดท่าผู้ป่วยในการตรวจ 

ในการตรวจแต่ละชนิดจะต้องมีการจัดท่าผู้ป่วยให้เหมาะสม ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตรวจนั้น ๆ ดังนั้นพยาบาลต้องมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถจัดท่าผู้ป่วย และให้การพยาบาลผู้ป่วยขณะตรวจและหลังตรวจได้อย่างถูกต้อง หากพยาบาลละเลยอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอันตรายในขณะตรวจและภายหลังการตรวจได้ การจัดท่าในการตรวจมีดังนี้

1. ท่านั่งธรรมดา (Sitting position) เป็นท่าที่ใช้ในการตรวจทั่วไปสำหรับผู้ป่วยที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เช่น การตรวจตา หู คอ จมูก การฟังปอด การวัดความดันโลหิต เป็นต้น      

2. ท่ายืน (Erect position) เป็นท่าที่ใช้ในการตรวจสำหรับผู้ป่วยที่สามารถยืน เดินได้ เพื่อดูลักษณะทั่วไปของร่างกาย ลักษณะท่ายืน เดิน การทรงตัวในการยืน การเดิน ตรวจดูข้อ และกระดูกสันหลัง

3. ท่านอน (Lying position) เป็นท่าที่นิยมใช้ในการตรวจเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสามารถจัดท่าได้หลายแบบทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการตรวจ ดังนี้

3.1 ท่านอนหงายธรรมดา (Dorsal or supine position) เป็นท่าที่ใช้ตรวจอวัยวะด้านหน้า เช่น บริเวณศีรษะด้านหน้า ทรวงอก หน้าท้อง ไทรอยด์ หัวใจ เป็นต้น

3.2 ท่านอนหงายบนเตียงขาพาดบนขาหยั่ง (Lithotomy position) เป็นท่าที่ใช้ตรวจอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอด มดลูก ฝีเย็บ เป็นต้น การทำคลอดปกติ 

3.3 ท่านอนหงายชันเข่า (Dorsal recumbent position) เป็นท่าที่ใช้ตรวจทวารหนัก อวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอด มดลูก ฝีเย็บ เป็นต้น การทำคลอดปกติ

3.4 ท่านอนตะแคง (Lateral position) เป็นท่าที่ใช้ตรวจอวัยวะด้านข้างลำตัว เช่น ศีรษะ หู คอ ไหล่ แขน ขา ซี่โครง ตะโพก เป็นต้น

3.5 ท่านอนตะแคงกึ่งคว่ำ (Sim’s position) เป็นท่าที่ใช้ตรวจทวารหนัก ตะโพก การสวนอุจจาระ การตรวจลำไส้ส่วนล่าง และช่วยให้น้ำลายหรือเสมหะไหลออกสะดวก

3.6 ท่านอนคว่ำ (Prone position) เป็นท่าที่ใช้ตรวจอวัยวะด้านหลัง เช่น บริเวณศีรษะด้านหลัง คอ หลัง แขน ขา น่อง ตะโพก เป็นต้น
3.7 ท่านอนคว่ำคุกเข่า (Knee chest position) เป็นท่าที่ใช้ตรวจทวารหนักและลำไส้ส่วนปลาย
การเก็บตัวอย่างส่งตรวจ

                การตรวจบางอย่างแพทย์จะเก็บตัวอย่างส่งตรวจด้วย   เช่น   น้ำจากปอด น้ำจากไขสันหลัง น้ำจากกระเพาะอาหาร   ชิ้นเนื้อต่าง ๆ   ดังนั้นพยาบาลควรมีความรู้  ความเข้าใจ   และสามารถจัดเตรียมภาชนะเพื่อเก็บสิ่งส่งตรวจหรือชิ้นเนื้อได้อย่างถูกต้อง เช่น พยาบาลต้องทราบว่าจะใช้ภาชนะชนิดใดในการเก็บ เช่น ขวดเปล่าปราศจากเชื้อ   ขวดหรือหลอดที่มีสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด  กระจก (slide) เป็นต้น วิธีการเก็บ การเขียนใบนำส่ง สถานที่ส่ง ระยะเวลาในการตรวจ การติดตามผลการตรวจ การแจ้งผลการตรวจให้แพทย์ทราบ

 

 

หลักเกณฑ์ในการเก็บและนำส่งสิ่งส่งตรวจ

                การเก็บตัวอย่างที่ถูกต้อง   ควรใช้หลักเกณฑ์  9  ความถูกต้อง  (“ 9” The  rights)  ซึ่งมีดังนี้

 

                                                                1. ผู้ป่วย (patient)

 9. เข้าใจ (attitude)                                                            2. ตัวอย่าง  (specimen)

                                                                                                                                          3. คำสั่ง requisition)

หลักเกณฑ์การเก็บตัวอย่างส่งตรวจ

 8. เวลา  (time)                                                  

 

 

 7. ฉลาก (label)                                                                                                                      4. วิธีการ (method)

                      6. ภาชนะ (Container)     5. จำนวน (amount)

               

ภาพที่ 1  การเก็บตัวอย่างโดยใช้หลักเกณฑ์  9 ความถูกต้อง

               

1. The  right  patient  =  ถูกผู้ป่วย

                หมายถึง การเก็บสิ่งส่งตรวจต้องเก็บให้ถูกคน เช่น   แพทย์สั่งให้เก็บปัสสาวะนาย ก. ส่งเพาะเชื้อ   พยาบาลก็ต้องเก็บปัสสาวะของ  นาย  ก. ส่งตรวจก่อนได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ถ้า  นาย ก. ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะแล้ว พยาบาลควรบันทึกชื่อยาและระยะเวลาที่ผู้ป่วยได้รับยาไว้ที่ใบนำส่งด้วย

                2. The  right  specimen  =  ตัวอย่างถูกต้อง

หมายถึง การเก็บสิ่งส่งตรวจให้ถูกต้องตามแผนการรักษาของแพทย์ เช่น  ถ้าต้องการตรวจหาเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะควรเก็บปัสสาวะที่ไม่ปนเปื้อนเชื้อบริเวณผิวหนังหรือทวารหนัก หรือถ้าต้องการตรวจหาเชื้อที่เป็นสาเหตุของปอดอักเสบควรเก็บเสมหะจากปอดและหลอดลมส่วนล่าง  จะทำให้ได้ผลการตรวจดีกว่าการเก็บตัวอย่างที่ป้ายจากคอ  (Throat  swab)

                3. The  right   requisition  =  คำสั่งถูกต้อง

                หมายถึง การลงมือปฏิบัติการตรงตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ของห้องปฏิบัติการ  เช่น   การเขียนใบนำส่งสิ่งส่งตรวจ ต้องเขียนให้ถูกต้องและตรงกับชนิดของสิ่งที่จะส่งตรวจ เช่น ระบุชื่อ-นามสกุล   เลขประจำตัวผู้ป่วย   หอผู้ป่วย   การวินิจฉัยโรค   วันเวลาที่ทำการเก็บ   ชนิดของสิ่งส่งตรวจ   การเก็บ   แพทย์ผู้รักษา เป็นต้น

                4. The  right   method  =   วิธีการถูกต้อง

หมายถึง การเก็บสิ่งส่งตรวจให้ถูกวิธีตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ของห้องปฏิบัติการ ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนและวิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจที่ถูกต้องและทันสมัยกับเหตุการณ์ปัจจุบัน  เช่น  ต้องล้างมือก่อนและหลังการเก็บสิ่งส่งตรวจทุกครั้ง   การสวมถุงมือก่อนเก็บ  เป็นต้น แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นผู้เก็บสิ่งส่งตรวจเอง พยาบาลต้องอธิบายขั้นตอน  วิธีการเก็บตัวอย่างให้ผู้ป่วยเข้าใจ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเก็บสิ่งส่งตรวจได้อย่างถูกต้อง พยาบาลต้องศึกษาวิธีการและศึกษาข้อปฏิบัติอยู่เสมอในขณะเก็บสิ่งส่งตรวจ   จากคู่มือต่าง ๆ   เช่น   คู่มือปฏิบัติงานการป้องกันการติดเชื้อจากการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข  (universal  precaution)   กำหนดไว้ว่าสวมถุงมือทุกครั้งขณะเก็บสิ่งส่งตรวจและควรใช้ถุงมือและเข็มเจาะเลือดชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง   หรือใส่ภาชนะบรรจุสิ่งส่งตรวจลงในถุงพลาสติกถุงละ  1  ตัวอย่าง  เป็นต้น

                5. The  right   amount  =   จำนวนถูกต้อง

หมายถึง การเก็บสิ่งส่งตรวจตามจำนวนที่ห้องปฏิบัติการกำหนด  เช่น  การเจาะเลือดเพื่อตรวจหน้าที่ของไต ต้องเจาะเลือดจำนวน  3-5  ซี.ซี. การเก็บน้ำไขสันหลังส่งตรวจ ต้องเก็บอย่างน้อย  ขวดละ  1 – 2  ซี.ซี. เป็นต้น

                6. The  right   container  ใส่ภาชนะถูกต้อง

หมายถึง การเก็บสิ่งส่งตรวจใส่ในภาชนะตามที่ทางห้องปฏิบัติการกำหนด โดยยึดหลักสำคัญ   คือ  ภาชนะที่ใส่ต้องมิดชิดและปลอดภัย   ไม่ควรใช้ภาชนะที่มีรอยรั่ว หรือรอยแตกร้าว ดังนั้นภาชนะที่บรรจุต้องสามารถรักษาคุณสมบัติของสิ่งส่งตรวจไว้ให้คงสภาพเดิมมากที่สุดและสารที่ใช้ในการตรวจก็ต้องไม่มีผลต่อผลการตรวจของห้องปฏิบัติการ ดังนั้นพยาบาลต้องมีการศึกษาตรวจสอบว่าภาชนะบรรจุชนิดใดใส่สารอะไรในการตรวจแต่ละชนิด   และตรวจสอบการหมดอายุการใช้ของภาชนะบรรจุก่อนที่นำตัวอย่างบรรจุในภาชนะ

                7. The  right   label  =   ฉลากถูกต้อง

                หมายถึง การติดฉลากสิ่งส่งตรวจให้ถูกต้อง โดยพยาบาลต้องระบุชื่อ-นามสกุล   หมายเลขประจำตัวผู้ป่วย   หอผู้ป่วย   วันเวลาที่เก็บตัวอย่างให้ตรงกับใบนำส่ง

                8. The  right   time  =   เวลาถูกต้อง

หมายถึง การเก็บสิ่งส่งตรวจให้ถูกเวลา การเลือกเวลาในการเก็บสิ่งส่งตรวจ เป็นสิ่งที่ควรศึกษาและปฏิบัติตาม  เนื่องจากการเก็บตัวอย่างให้เหมาะสมกับระยะเวลาของโรค จะช่วยให้มีโอกาสพบเชื้อที่เป็นสาเหตุก่อโรคมากขึ้น เช่น โรคไทฟอยด์จะตรวจพบเชื้อในเลือดได้ค่อนข้างสูงในระยะสัปดาห์แรกของอาการไข้ 

                9.  The  right   attitude  =   เข้าใจถูกต้อง

                เป็นหน้าที่ของพยาบาลโดยตรงที่ต้องศึกษาหาข้อมูลโดยการซักถาม   ประเมินความรู้ความเข้าใจ เจตคติและความสามารถของผู้ป่วยต่อสถานการณ์ที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญอยู่   การเตรียมผู้ป่วยให้พร้อมทั้ง  ทางด้านจิตใจ   ร่างกาย   และจิตวิญญาณ  เป็นหัวใจสำคัญของปฏิบัติการพยาบาลให้ผู้ป่วย   ผู้ป่วยบางรายอาจไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเจาะเลือด   จำนวนมาก  หรือเจาะหลายครั้งหรือการเจาะเลือดหาการติดเชื้อไวรัสเอดส์ก่อนผ่าตัด   พยาบาลต้องชี้แจง อธิบายเหตุผล   ทั้งข้อดีและข้อเสียที่จะเกิดขึ้นให้เข้าใจอย่างถูกต้องพร้อมทั้งมีความเคารพในบุคคล   การยอมรับ   และเห็นใจเข้าใจผู้ป่วยที่มีความรู้และความสามารถไม่เหมือนกัน

การแปลผล (Interpretation)

การแปลผลแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ

  1. การแปลผลของห้องปฏิบัติการ
  2. การแปลผลของแพทย์หรือผู้ส่งตรวจ

การแปลผลของห้องปฏิบัติการ

                การแปลผลที่ถูกต้องนั้นต้องมาจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ถูกวิธี ตลอดจนการเก็บตัวอย่าง และวิธีการต่าง ๆ ถูกต้อง สมบูรณ์ การแปลผลมี 2 ชนิด คือ

                1. การแปลผลของการรายงานผลทางคุณภาพ  ในการรายงานแบบ positive และ negative นี้ต้องระวังว่าผลเป็น positive หรือ negative จริงหรือไม่ เช่น การตรวจหาเชื้อมาเลเรียในระหว่างที่มี haemolysis  อาจจะให้ false negative ได้

-  False positive หมายถึง การตรวจพบว่ามีความผิดปกติทั้งที่ความจริงไม่มีความผิดปกติ

- False negative หมายถึง การตรวจไม่พบความผิดปกติทั้งที่ความจริงมีความผิดปกติในผู้ป่วย

2. การแปลผลของการรายงานผลทางปริมาณ การรายงานผลจะแสดงค่าเป็นตัวเลข ซึ่งการแปลผลจะต้องเทียบกับค่าปกติ

                นอกจากนี้ในการแปลผลยังต้องคำนึงถึงตัวแปรอื่นที่ทำให้ค่าปกติที่ได้ไม่เป็นค่าปกติที่จะใช้เทียบในการแปลผล คือ

1. อายุ ผลที่ได้จากการตรวจในคนต่างวัยกัน จะให้ค่าที่แตกต่างกัน เช่น lymphocyte จะสูงในเด็ก หรือ  cholesterol จะสูงในผู้สูงอายุ

2. เพศ เพศชาย เพศหญิง จะให้ค่าต่างกันบางอย่าง เช่น ระดับฮอร์โมน estrogen จะสูงในเพศหญิง หรือ ระดับฮอร์โมน  testosterone  จะสูงในเพศชาย

3. กรรมพันธุ์ โรคบางอย่างสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เช่น การตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือดในคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน อาจพบน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ แต่ไม่มีอาการแสดงออก ดังนั้นค่าที่ได้จะเบี่ยงเบนออกไปจากค่าปกติ

4. เชื้อชาติ คนต่างเชื้อชาติย่อมมีบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นค่าปกติที่ใช้เปรียบเทียบ ก็ควรเป็นค่าปกติของคนเชื้อชาติเดียวกัน เช่น ค่าปกติที่ใช้ตรวจเปรียบเทียบกับคนไทย ก็ควรจะเป็นค่าปกติของคนไทย

5. สภาวะแวดล้อม คนที่อยู่ในสภาวะแวดล้อมแตกต่างกัน ย่อมมีบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน เช่น ชาวเขาที่อยู่ระดับพื้นที่สูงเหนือน้ำทะเลมาก ๆ จะมีจำนวนเม็ดเลือดแดงสูงกว่ากลุ่มคนที่อยู่ระดับน้ำทะเล เป็นต้น

6. ประวัติการเจ็บป่วย เช่น คนที่มีประวัติเป็นโรคตับอักเสบ ก็อาจจะยังมีเชื้อหลงเหลืออยู่ในร่างกาย

 

การแปลผลของแพทย์หรือผู้ส่งตรวจ

เมื่อได้รับผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการแล้ว พยาบาลต้องรายงานผลการตรวจให้แพทย์ทราบ นอกจากแพทย์แล้วพยาบาลก็ควรต้องมีความรู้ความสามารถในการอ่าน แปลผล และวิเคราะห์ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วย เพราะในบางสถานการณ์ พยาบาลต้องเป็นผู้ช่วยเหลือเบื้องต้นก่อน เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ก่อนที่จะนำส่งต่อให้แพทย์เพื่อการรักษาต่อไป

 

ความผิดพลาดทางห้องปฏิบัติการ

เมื่อผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่ตรงกับสภาวะทางคลินิกที่คาดไว้ต้องคำนึงถึงความผิดพลาดทางห้องปฏิบัติการเสมอ เนื่องจากความผิดพลาดนี้จะทำให้การแปลผลการตรวจผิดได้ด้วย สาเหตุของความผิดพลาดเหล่านี้อาจเกิดจาก

  1. การเก็บตัวอย่าง (specimen)

การเก็บตัวอย่างเพื่อนำไปตรวจมีข้อที่ควรคำนึงถึง อยู่ 4 ประการ คือ จะเก็บตัวอย่างชนิดใด

 (what) เก็บจากส่วนไหน (where) เก็บอย่างไร (how) และเก็บเวลาใด (when) การเก็บตัวอย่างที่ไม่ถูกต้องจะมีผลทำให้การวิเคราะห์ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการผิดพลาด และทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องเนื่องจากมีการแปลผลผิด นอกจากนี้ยังทำให้ทั้งผู้ป่วยและสถาบันเสียเวลา สิ้นเปลืองเศรษฐกิจอีกด้วย เช่น

- การเก็บตัวอย่างจากผู้ป่วยผิดเวลา การเลือกเวลาในการเก็บตัวอย่างเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาและปฏิบัติตาม เช่น ถ้าต้องการวัดระดับ Fasting Blood Sugar (FBS) ควรให้ผู้ป่วยอดอาหารมาอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมงก่อนที่จะทำการเจาะเลือด หรือ การเก็บปัสสาวะตอนตื่นนอนตอนเช้า (morning urine) เป็นต้น  การเก็บตัวอย่างผิดเวลาจะทำให้การแปลผลผิดพลาด และอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง

- การเก็บรักษาตัวอย่างที่ได้จากผู้ป่วยไม่ถูกวิธี บุคลากรที่เกี่ยวข้องต้องมีการศึกษาถึงวิธีการเก็บตัวอย่างแต่ละชนิดอย่างละเอียดและถูกต้อง เช่น การเก็บเพื่อตรวจทาง microbiology  ต้องเน้นหลักสะอาด เพราะถ้าเทคนิคการเก็บไม่สะอาดจะทำให้มีเชื้อชนิดอื่นปะปนมาได้ เช่น การเก็บ mid stream urine หรือการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง ก็ต้องเก็บให้ครบตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าผู้ป่วยเผลอปัสสาวะทิ้งไปในบางครั้ง จะทำให้ปริมาณปัสสาวะไม่ครบและทำให้ค่าสารบางอย่างที่จะตรวจมีน้อยกว่าความเป็นจริง นอกจากนี้การทิ้งตัวอย่างสารที่เก็บมาไว้นานเกินไป ไม่รีบทำการตรวจหลังจากได้ตัวอย่างสารมา ก็อาจมีผลต่อค่าสารบางอย่าง ทำให้การแปลผลผิดพลาด เช่น ถ้าเจาะตัวอย่างเลือดแล้วทิ้งไว้นานเกินไป เมื่อนำมาตรวจจะพบระดับซีรั่มโพแทสเซียมเพิ่มสูงขึ้นกว่าความเป็นจริง เนื่องจากมีการปล่อยโพแทสเซียมออกจากเม็ดเลือด

- การเลือกตำแหน่งหรือบริเวณที่เก็บตัวอย่างไม่ถูกต้อง ในการเก็บตัวอย่าง ผู้เก็บควรรู้ว่าจะต้องเก็บตัวอย่างแต่ละชนิดจากส่วนไหนของร่างกาย เพราะสิ่งที่ต้องการเก็บเป็นเพียงตัวอย่างที่นำมาทดลองเป็นตัวแทนของส่วนทั้งหมดของร่างกาย เช่น การทำ swab ควรเลือกทำ  swab จากส่วนที่มีการติดเชื้อในร่างกาย จะมีโอกาสพบเชื้อมากกว่า หรือการเก็บอุจจาระเพื่อหาเชื้อบิด ก็ควรเลือกบริเวณที่เป็นมูกของอุจจาระ เป็นต้น การเก็บตัวอย่างผิดจะมีผลต่อการแปลผลอย่างมาก อาจทำให้แปลผล positive เป็นnegative  ได้

- การเก็บชนิดตัวอย่างไม่ถูกต้อง ชนิดของตัวอย่างที่ต้องการส่งตรวจจะถูกระบุโดยแพทย์ หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล คือ พยาบาล แม้จะเป็นตัวอย่างชนิดเดียวกันในคนเดียวกัน แต่การตรวจในบางทดสอบจะให้ผลไม่เหมือนกัน เช่น เลือดที่เก็บจากเส้นเลือดฝอย (capillary or peripheral blood) เส้นเลือดแดง (artery blood) และเส้นเลือดดำ (venous blood) นอกจากนี้ในแต่ละการทดสอบจะใช้เลือดที่เก็บต่างต่างกัน เช่น arterial blood ใช้ตรวจ blood gas หรือ venous blood ใช้ตรวจหา blood sugar, completes blood count, blood urea nitrogen (BUN) and creatinine เป็นต้น

  1. สารที่ใช้ตรวจสอบ และสารที่ใช้ในการรักษาสภาพเดิมของตัวอย่าง เช่น สารกันบูด

(preservative) สารป้องกันการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant) ถ้าสารที่ใช้หมดอายุ หรือการเตรียมสารไม่ถูกต้องก็จะทำให้ผลการตรวจผิดพลาดได้ นอกจากนี้การใช้สารเหล่านี้ บุคลากรที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดว่าตัวอย่างชนิดใดใช้สารอะไรในการตรวจ เช่น  การเจาะเลือดส่งตรวจทางโลหิตวิทยา ถ้าส่งตรวจ complete blood count (CBC) จะใช้ anticoagulant ชนิด ethylene diamine tetra acetic acid (EDTA) หรือถ้าส่งตรวจทาง coagulation จะใช้ anticoagulation ชนิด trisodium citrate เป็นต้น

  1. ความผิดพลาดทางเทคนิคของผู้ทำการตรวจ อาจเกิดจากเครื่องมือ เช่น เครื่องมือชำรุด

เป็นต้น การคำนวณที่ผิดพลาด การติดชื่อผู้ป่วยบนตัวอย่างผิด

4. กรรมวิธีทางการวินิจฉัยหรือการรักษา การรักษาบางอย่างอาจมีผลทำให้ค่าของสารบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป เช่น การทำ electrocardioversion อาจเพิ่มระดับซีรัม Creatine Kinase

5. อาหาร อาหารบางชนิดอาจมีผลต่อค่าของสารบางอย่าง เช่น เนื้อสัตว์ อาจเพิ่มระดับ BUN ,Cr ได้ เป็นต้น

6. ยา ยาอาจทำให้ผลการตรวจเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากคุณสมบัติทางเภสัชหรือพิษวิทยาของยาเอง และ/หรือมีผลต่อวิธีการวิเคราะห์ เช่น

- thiazide diuretics จะเพิ่มความเข้มข้นของกรดยูริคโดยยับยั้งการขับยูเรตออกทางไตด้วยฤทธิ์ของยาโดยตรง

- spironolactone จะมีผลต่อการตรวจค่า digoxin ทำให้ความเข้มข้นของซีรัม digoxin สูงเกินจริง

 

 

 

 

ประเภทของสิ่งส่งตรวจ มีหลายชนิด ได้แก่

                1. เลือด

                2. เสมหะ

                3. หนอง

                4. ปัสสาวะ

                5. อุจจาระ

                6. น้ำไขสันหลัง

                7. น้ำจากช่องเยื่อหุ้มปอด

 

การเก็บเลือดส่งตรวจ

                วัตถุประสงค์   การเจาะเลือดเป็นวิธีการนำเลือดออกจากร่างกายเพื่อตรวจสอบ  วิเคราะห์หาปริมาณและคุณภาพของเลือด  ความเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏในส่วนประกอบของเลือด  ลักษณะโครงสร้าง  และ/หรือการทำหน้าที่ของเม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ  สามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาพยาธิ-สภาพของโรค  การวินิจฉัยโรค การดำเนินของโรค  การตรวจหาหมู่เลือด  ฯลฯ  เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยให้เหมาะสม

การเก็บเลือดส่งตรวจ แบ่งออกเป็นหมวดใหญ่ ๆ  ได้ดังนี้

                1. การตรวจทางโลหิตวิทยา (Hematology)  เช่น   complete blood count (CBC), circulating anticoagulant, coagulogram (PT, PTT, TT), ESR, Platelet count, LE test  เป็นต้น

                2. การตรวจทางเคมี (Chemistry) เช่น การตรวจหน้าที่การทำงานของตับ (liver  function   test = LFT)  ไต (blood urea nitrogen = BUN, Creatinine = Cr), cardiac enzyme (CPK, LDH, SGOT), การตรวจ electrolytes, cholesterol, triglyceride, blood sugar or Fasting blood sugar เป็นต้น

                3. การตรวจ Serology และ immunology เช่น การตรวจหาเชื้อซิฟิลิส  (Veneral   Disease  Research  Laboratory  =  VDRL), ASO titer, Antibody to E. histolytica, Immunoglobulin IgG, Immunoglobulin IgA, rheumatoid factor เป็นต้น

  1. อื่น ๆ  เช่น  การเจาะเลือดเพื่อเพาะเชื้อ (Hemoculture)  

วิธีการเจาะเลือด มี  3 วิธี ได้แก่

1. การเจาะเลือดจากผิวหนัง  (skin  puncture)  โดยเจาะที่ปลายนิ้วซึ่งควรเลือกเจาะจากปลายนิ้วกลาง  หรือนิ้วนาง  เพราะใช้งานน้อยกว่านิ้วอื่น ๆ  สำหรับเด็กเล็กและเด็กทารก  จะเจาะเลือดจากส้นเท้า เลือดที่ได้เป็นเลือดจากหลอดเลือดฝอย  ใช้เพียง  3-4  หยด เพื่อนำไปตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดแดง  เม็ดเลือดขาว hematocrit  (เขียนย่อว่า  Hct)  การทำสเมียร์เลือด  (blood  smear)  เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจ  hematocrit  ฮีโมโกลบิน  (hemoglobin  เขียนย่อว่า  Hb)  และเกร็ดเลือดจากเลือดที่ได้จากหลอดเลือดฝอยจะมีค่าต่ำกว่าการตรวจเลือดจากหลอดเลือดดำ

2. การเจาะจากหลอดเลือดดำ  (venipuncture)  เป็นการแทงเข็มเข้าไปในหลอดเลือดดำส่วนตื้นแล้วดูดเลือดเข้าในกระบอกฉีดยาจำนวนประมาณ  1 –10  มล.  หรือมากกว่า  ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของเลือดที่ต้องการตรวจในแต่ละครั้ง  โดยทั่วไปนิยมเจาะจากหลอดเลือดดำที่หน้าแขนบริเวณข้อพับ   เพื่อนำไปตรวจหาค่าต่าง ๆ  เช่น  การตรวจนับเม็ดโลหิต  (complete  blood  count)   การหาเชื้อมาเลเรีย  การทดสอบการแข็งตัวของเลือด  (coagulogram)  อิเล็คโทรลัยต์  การตรวจสอบหน้าที่ของตับ  (liver  function  test)  การหาเชื้อกามโรค  การหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ  การหาเชื้อเอดส์  การเพาะเชื้อ  (hemoculture)

3. การเจาะเลือดจากหลอดเลือดแดง  (arterial  puncture)  เจาะโดยแพทย์เท่านั้น  เนื่องจากเลือดหยุดได้ยาก  นิยมเจาะจากหลอดเลือดบริเวณข้อมือ  และขาหนีบ  เพื่อนำไปใช้หาระดับออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น การเจาะ Arterial blood gas

ในการเจาะเลือดส่งตรวจบางชนิดจำเป็นต้องใช้สารกันเลือดแข็งตัว (anticoagulation) เพื่อให้ตัวอย่างอยู่ในสภาพคงเดิม และป้องกันการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เช่น ป้องกันการแข็งตัวของเลือด เป็นต้น ดังนั้นการใช้สารเหล่านี้จึงจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดว่าตัวอย่างชนิดใดใช้สารอะไรในการตรวจ เช่น การเจาะเลือดทางโลหิตวิทยา ถ้าส่งตรวจ CBC จะใช้ anticoagulant ชนิด EDTA (Ethylene diamine tetra-acetic acid) หรือถ้าส่งตรวจทาง coagulation จะใช้ anticoagulatnt ชนิด Trisodium citrate สำหรับยากันเลือดแข็งตัวที่ใช้ในการเตรียมเจาะเลือดมีหลายชนิด ดังนี้

1. Heparin เป็นสารประกอบ mucopoly saccharide ที่สร้างจากตับ เกิดได้เองตามธรรมชาติทั้งในคนและสัตว์ เป็นสารที่ไม่มีพิษ แต่ไม่คงทน สารนี้จะออกฤทธิ์ห้าม thromboplastin และ thrombin หรือไประงับการทำปฏิกิริยา enzyme

2. Oxalate เป็น simple salt ของ oxalic acid ใช้ในรูปของ sodium, potassium หรือ ammonium oxalate โดยสารนี้จะไปทำให้ calcium ions เปลี่ยนเป็น calcium oxalate  ทันที ทำให้เลือดไม่แข็งตัวเมื่อผสมกับสารนี้ ข้อควรระวังคือ oxalate อาจเกิดพิษได้ถ้าให้เข้าเส้นโลหิต เพราะมันจะทำลาย coagulation factors ด้วย

3. Ethylene Diamine Tetra Acetic acid (

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน หลักการและเทคนิคการพยาบาล



ความเห็น (0)