การจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ QS จะมีทั้งผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในภาพรวม (Overall Ranking) และการจัดอันดับมหาวิทยาลัยตามสาขาวิชา (Ranking by Subjects) นอกจากนี้ยังมีการจัดอันดับในแต่ละตัวชี้วัด (Ranking by Indicators) โดยจะเรียงลำดับมหาวิทยาลัยตามคะแนนที่ได้จากคะแนนมากที่สุดไปจนถึงมหาวิทยาลัยที่ได้คะแนนน้อยที่สุด โดยมีมหาวิทยาลัยในเอเชียกว่า 400 มหาวิทยาลัยที่รวมอยู่การจัดอันดับ

 

 

 

 

ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก (World University Ranking) ไป ท่านใดสนใจสามารถย้อนไปอ่านในบทความก่อนๆได้ครับ การจัดอันดับมหาวิทยาลัยนอกจากจะมีการจัดอันดับโลกแล้วยังมีการจัดอันดับในระดับภูมิภาคและระดับชาติครับ ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่น่าสนใจอีกชิ้นหนึ่งที่มีผลต่อภาพของมหาวิทยาลัยในบ้านเราพอสมควรก็คือ QS Asian Ranking ครับ เป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของประเทศในภูมิภาคเอเชียโดย QS Quacquarelli Symonds Limited ซึ่งการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชียโดย QS นั้นเริ่มมาตั้งแต่ปี 2009 ครับ ผลการจัดอันดับ QS Asian University Ranking ปีล่าสุดคือ 2011 ก็ออกมาเรียบร้อยแล้วด้วย ต้องเรียนให้ทราบก่อนนะครับว่าก่อนหน้านี้ทาง QS นั้นร่วมมือกับ Times Higher Education ซึ่งเป็นวารสารของอังกฤษในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกในนาม Times QS World University Ranking ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2004 จนถึงปี 2009 ซึ่งในปี 2009 เป็นปีแรกที่ QS ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชียในนาม QS Asian University Ranking ด้วยโดยเป็นการจัดอันดับที่ดำเนินการโดย QS เพียงผู้เดียวโดยในการจัดอันดับมาหวิทยาลัยในเอเชียของ QS นั้นใช้ตัวชี้วัดที่แตกต่างไปจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกครับ จนกระทั่งในปี 2010 Times Higher Education ได้เปลี่ยนมาร่วมมือกับ Thompson Reuters ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกแทนและได้รายงานผลการจัดอันดับในนาม Times Higher education World University Ranking โดยได้ใช้ตัวชี้วัด (Indicators) และค่าน้ำหนัก (Weighting) รวมถึงวิธีการในการในการจัดอันดับที่แตกต่างไปจากที่เคยทำร่วมกับ QS ส่วน QS นั้นหลังจากที่ Times Higher Education แยกความร่วมมือออกไปก็ยังคงเดินหน้าจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั้งในระดับโลกในนาม QS World University Ranking วึ่งยังคงใช้เกณฑ์การจัดอันดับเดิมตั้งแต่ตอนที่ร่วมมือกับ Times Higher Education และการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในระดับภูมิภาคเอเชียในนาม QS Asian University Ranking ครับ ตัวชี้วัดที่ทาง Qs ใช้ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกและเอเชียนั้นมีความแตกต่างกันอยู่ทั้งในแง่ของตัวชี้วัดและค่าน้ำหนัก (รูปที่ 1)

รูปที่ 1 ตัวชี้วัดและค่าน้ำหนักของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกและเอเชีย

 

 

จะเห็นได้ว่าในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ QS จะให้ความสำคัญเกี่ยวกับตัวชี้วัดด้านความเข้มแข็งทางวิชาการในแง่ของคุณภาพการวิจัย (Research Quality) ค่อนข้างสูงมากโดย โดยให้ค่าน้ำหนักถึง 60 % ของคะแนนในการจัดอันดับทั้งหมด ซึ่งในการวัดคุณภาพงานวิจัยนั้น ทาง QS ก็แบ่งย่อยไปอีก โดยในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกนั้น ทาง QS ได้ให้น้ำหนักการวัดจากชื่อเสียงทางวิชาการของมหาวิทยาลัยโดยการสำรวจจากความคิดเห็นของนักวิชาการ(ทั่วโลก) (Global Academic Peer Review) สูงถึง 40 % ในขณะที่การจัดอันดับมหาวิทยาลัยในเอเชียทาง QS ได้ให้น้ำหนักการวัดจากชื่อเสียงทางวิชาการของมหาวิทยาลัยโดยการสำรวจจากความคิดเห็นของนักวิชาการ(ในเอเชีย) (Asian Academic Peer Review) เพียง 30 % เท่านั้น ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกทาง QS ไม่ได้นำเอาจำนวนผลงานที่ตีพิมพ์ต่อจำนวนคณาจารย์ (Papers per Faculty) มาเป็นหนึ่งในตัวชี้วัด แต่ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในเอเชีย QS ได้นำเอาตัวชี้วัดดังกล่าวมาเป็นหนึ่งในเกณฑ์การจัดอันดับในแง่คุณภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัย โดยให้น้ำหนัก 15 % ส่วนจำนวนครั้งของผลงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิงต่อจำนวนผลงานที่ตีพิมพ์ (Citations per paper) นั้นเป็นตัวชี้วัดของ QS ทั้งในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกและมหาวิทยาลัยในเอเชียครับ โดยให้ค่าน้ำหนักของคะแนนอยู่ที่ 15 % วึ่งส่วนตัวแล้วผมคิดว่าตัวชี้วัดด้านคุณภาพการวิจัยของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในเอเชียนั้นมีความน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะเน้นวัดที่จำนวนผลงานวิจัยต่อคณาจารย์ (Number of Publication) และจำนวนงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิง (Citation) มากกว่าที่จะเน้นวัดชื่อเสียง (Reputation) ด้านงานวิจัยจากความคิดเห็นของนักวิชาการซึ่งมักจะเกิดอคติ (Bias) จากความคิดเห็นส่วนตัวของนักวิชาการแต่ละคนที่ตอบแบบสอบถาม เพราะการวัดความคิดเห็นเป็นการวัดเชิงความรู้สึกส่วนตัว (Subjective) ที่เกิดอคิตได้ง่ายนั่นเองครับ

 

เกณฑ์ที่สองที่ทาง QS ใช้ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกและเอเชียนั่นก็คือ จำนวนนักศึกษาต่อจำนวนคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย โดยเทียบทั้งจำนวนนักศึกษาและจำนวนอาจารย์ให้เป็นการเรียนการสอนแบบเต็มเวลา (Full Time Equivalent, FTE) ครับ ทั้งนี้เพราะบางแห่งมีการเรียนการสอนในรูปแบบเต็มเวลา (Full time) และบางเวลา (Part time) จึงต้องมีการเทียบให้เป็นจำนวนเต็มเวลาทั้งหมด ซึ่งทาง QS ให้น้ำหนักของตัวชี้วัดนี้อยู่ที่ 20 % ซึ่งถือว่าสูงมากเลยทีเดียว โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าตัวชี้วัดข้อนี้ไม่ควรจะให้น้ำหนักคะแนนไว้สูงถึงขนาดนี้ครับ เพราะสัดส่วนของนักศึกษาต่ออาจารย์ไม่ได้สะท้อนถึงความเข้มแข็งทางวิชาการซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของมหาวิทยาลัยสักเท่าไหร่ ที่ทาง QS มีตัวชี้วัดนี้เพราะมีมุมองที่ว่า หากมหาวิทยาลัยที่สัดส่วนของนักศึกษาต่ออาจารย์ต่ำคืออาจารย์หนึ่งท่านดูแลนักศึกษาจำนวนน้อย ก็จะทำให้อาจารย์สามารถดูแลนักศึกษาได้อย่างทั่วถึง นักศึกษาและอาจารย์ใกล้ชิดกันซึ่งก็จะทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีในการเรียนนั่นเองครับ ซึ่งข้อนี้จะทำให้มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่มีจำนวนนักศึกษาเยอะนั้นเสียเปรียบมหาวิทยาลัยขนาดกลางและขนาดเล็กแน่นอน เพราะมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ อาจารย์ต้องดูแลนักศึกษาเป็นสัดส่วนที่มากกว่าอยู่แล้ว ซึ่งบางทีไม่มีผลกระทบต่อการผลิตผลงานวิจัยด้วยซ้ำ เพราะอาจารย์สามารถให้นักศึกษาช่วยทำวิจัยให้ได้อีกด้วย นอกจากนี้หากจะให้มหาวิทยาลัยลดจำนวนการรับนักศึกษาลง เพื่อให้มีสัดส่วนส่วนของนักศึกษาต่อคณาจารย์น้อย เพื่อให้ได้คะแนนในตัวชี้วัดข้อนี้สูงขึ้นก็อาจเกิดปัญหาต่อระบบการรับเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยอีกด้วย ดังนั้นผมจึงคิดว่าคะแนนในตัวชี้วัดนี้ไม่น่าจะให้น้ำหนักเกิน 10 %

 

ตัวชี้วัดที่สามก็คือเรื่องความสามารถในการทำงานของบัณฑิต (Graduate Employability) ซึ่ง QS วัดจากการสำรวจความคิดเห็นของนายจ้าง (Employer Review) โดยการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ทาง QS ก็จะสำรวจนายจ้างทั่วโลก (Global Employer Review) และการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในเอเชีย ทาง QS ก็จะสำรวจจากความคิดเห็นจากนายจ้างในเอเชีย (Asian Employer Review) เท่านั้น ตัวชี้วัดนี้มีค่าน้ำหนัก 10 % ครับ

 

ส่วนเกณฑ์ตัวสุดท้ายที่ใช้ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ QS ก็คือความเป็นนานาชาติครับโดยในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของ Qs ได้แบ่งเกณฑ์ในข้อนี้ออกเป็นสองตัวชี้วัดคือ จำนวนอาจารย์ชาวต่างชาติ (International Faculty) และจำนวนนักศึกษาต่างชาติ (International Student) โดยให้ค้าน้ำหนักคะแนน 5 % เท่ากันครับ ส่วนการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในเอเชียของ QS นั้นยังแบ่งเกณฑ์ข้อนี้ออกเป็นตัวชี้วัดถึง 4 ข้อด้วยกันคือนอกจากจะมีจำนวนอาจารย์ชาวต่างชาติ (International Faculty) และจำนวนนักศึกษาต่างชาติ (International Student) แล้วยังมีจำนวนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นที่แลกเปลี่ยนเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัย (Inbound Exchange Student) และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ออกไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยอื่น (Outbound Exchange Student) ครับ โดยให้ค่าน้ำหนักคะแนนอย่างละ 2.5 % เท่านั้น ซึ่งผมคิดว่าการมีนักศึกษาและอาจารย์ต่างชาติและการเปิดให้มีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษานั้นก็เป็นเรื่องดีของมหาวิทยาลัย แต่ยังไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะส่งผลถึงความเข้มแข็งทางวิชาการของมหาวิทยาลัย ดังนั้นการให้น้ำหนักคะแนเพียง 2.5 % ก็น่าจะอยู่ในระดับที่เหมาะสม

 

หลายท่านคงเห็นนะครับว่าความสำคัญของมหาวิทยาลัยนั้นอยู่ที่คุณภาพของการเรียนการสอน และการทำวิจัยเป็นสำคัญซึ่งทั้งสองเรื่องนั้นถือเป็นพันธกิจหลักของทุกๆมหาวิทยาลัยครับ ถ้าหากเราจะจัดเกณฑ์ของ QS ออกเป็นกลุ่มก็สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ ปัจจัยนำเข้า (Input) กับผลลัพธ์ (Output) ครับ ปัจจัยนำเข้าก็คือ Teaching Quality (ค่าน้ำหนัก 20%) คือสัดส่วนนักศึกษาต่อคณาจารณ์ (Student per Faculty)และ Internationalization (ค่าน้ำหนัก 10%) คือจำนวนอาจารย์และนักศึกษาต่างชาติรวมทั้งนักศึกษาแลกเปลี่ยน ซึ่งปัจจัยนำเข้านี้คิดเป็นค่าน้ำหนักคะแนน 30 % ของคะแนนทั้งหมด ส่วนผลลัพธ์ก็คือคุณภาพงานวิจัย (Research Quality) (ค่าน้ำหนัก 60%) ที่ออกมาซึ่งก็ได้แก่จำนวนผลงานวิจัยต่อคณาจารย์ (papers per faculty) และจำนวนงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิง (Citation per paper) และผลลัพธ์อีกอย่างคือคุณภาพการทำงานของบัณฑิต (Graduate Employability) (ค่าน้ำหนัก 10 %) จากผลสำรวจความคิดเห็นของนายจ้าง (Employer Review) รวมแล้วปัจจัยชี้วัดด้านผลลัพธ์มีค่าน้ำหนักสูงถึง 70 % ทั้งหมดครับ ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะเท่ากับว่าเราเน้นการวัดที่ผลลัพธ์ของการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยซึ่งคือ การได้รับการยอมรับจากนักวิชาการทั่วไป ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและบัณฑิตที่เป็นที่ต้องการของนายจ้างนั่นเองครับ

 

นอกจากในเรื่องของตัวชี้วัดและน้ำหนักคะแนนแล้ว QS ยังจัดแบ่งประเภทของมหาวิทยาลัยตามจำนวนนักศึกษา (Size) สาขาวิชาที่มีการเรียนการสอน (Focus) และผลงานวิจัย (Reasearch output) ตามประเภทของมหาวิทยาลัยอีกด้วยนะครับโดยในปี 2009 นั้น QS เริ่มมีการแบ่งประเภทของมหาวิทยาลัยโดยใช้เกณฑ์ตามตารางที่ 1

 

ตารางที่ 1 เกณฑ์ในการแบ่งประเภทของมหาวิทยาลัยของ QS

Size

Focus

Research Output

A

Very large
> =30,000

1

Fully Comprehensive
All 5 faculty areas + medical school

a

Very High
Threshold relative to size and focus

B

Large
> =12,000 students

2

Comprehensive
All 5 faculty areas

b

High
Threshold relative to size and focus

C

Medium
> =5000 students

3

Focused
> 2 faculty areas

c

Moderate
Threshold relative to size and focus

D

Small
< 5000 students

4

Specialist
< 5000 students

d

Limited or None
Threshold relative to size and focus

เช่น การแบ่งประเภทของมหาวิทยาลัยฮ่องกงเป็น B1a

Rank

School Name

Country

Classification

Score

1

University of Hong Kong

Hong Kong

B1a 

100

หมายความว่ามหาวิทยาลัยฮ่องกงเป็นมหาวิทยาลัยขนาใหญ่ที่มีจำนวนนักศึกษามากกว่า 12,000 คน (Size B = Large>=12,000 students) และมีการเรียนการสอนใน 5 สาขา (Focus 1 = Fully Comprehensive All 5 faculty areas + medical school) คือ สาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural Science) สาขาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (Engineering and Technology) สาขาศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (Arts and Humanities) สาขาสังคมศาสตร์และการจัดการ (Social Sciences and Management) สาขาชีววิทยาศาสตร์และการแพทย์ (Life Sciences and Medical Science) และมีการเรียนการสอนคณะแพทยศาสตร์ (Medical School) ด้วย ส่วนในด้านการวิจัย (Reasearch Output a = Very High Threshold relative to size and focus) ทางมหาวิทยาลัยฮ่องกงก็มีผลงานทางการวิจัยอยู่ในระดับสูงมาก เป็นต้น

อีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น

Rank

School Name

Country

Classification

Score

108

Kasetsart University

Thailand

A2b 

46.5

หมายความว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขนาดใหญ่มากที่มีจำนวนนักศึกษามากกว่า 30,000 คน (Size A = Large>=30,000 students) และมีการเรียนการสอน 5 สาขา (Focus 2 = Comprehensive All 5 faculty areas) คือ สาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural Science) สาขาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (Engineering and Technology) สาขาศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (Arts and Humanities) สาขาสังคมศาสตร์และการจัดการ (Social Sciences and Management) สาขาชีววิทยาศาสตร์และการแพทย์ (Life Sciences and Medical Science) แต่ไม่มีการเรียนการสอนคณะแพทยศาสตร์ (Medical School) ด้วย ส่วนในด้านการวิจัย (Reasearch Output b = High Threshold relative to size and focus) ทางมหาวิทยาลัยฮ่องกงก็มีผลงานทางการวิจัยอยู่ในระดับสูง เป็นต้น หลังจากนั้นในปีต่อมา QS ได้เปลี่ยนจากสัญญลักษณ์ที่ใช้แบ่งประเภทมหาวิทยาลัยมาเป็นอักษรย่อแทน แต่ไม่มีการแบ่งประเภทตามผลงานวิจัย แต่ยังคงความหมายเดิมของเกณฑ์การแบ่งประเภทไว้ตามตารางที่ 2

 

ตารางที่ 2 เกณฑ์ใหม่ในการแบ่งประเภทของมหาวิทยาลัยของ QS

Size

Focus

XL

Very large
> =30,000

FC

Fully Comprehensive
All 5 faculty areas + medical school

L

Large
> =12,000 students

CO

Comprehensive
All 5 faculty areas

M

Medium
> =5000 students

FO

Focused
> 2 faculty areas

S

Small
< 5000 students

SP

Specialist
< 5000 students

 

เช่น

Rank

School Name

Country

Classification

Score

47

Chulalongkorn University

Thailand

XL/FC 

46.5

 

หมายความว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่มากที่มีจำนวนนักศึกษามากกว่า 30,000 คน (Size XL คือ Very large > =30,000 students) และมีการเรียนการสอน 5 สาขา (Focus FC คือ Fully Comprehensive All 5 faculty areas + medical school) คือ สาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural Science) สาขาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (Engineering and Technology) สาขาศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (Arts and Humanities) สาขาสังคมศาสตร์และการจัดการ (Social Sciences and Management) สาขาชีววิทยาศาสตร์และการแพทย์ (Life Sciences and Medical Science) และมีการเรียนการสอนคณะแพทยศาสตร์ (Medical School) ด้วย เป็นต้น

 

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ QS จะมีทั้งผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในภาพรวม (Overall Ranking) และการจัดอันดับมหาวิทยาลัยตามสาขาวิชา (Ranking by Subjects) นอกจากนี้ยังมีการจัดอันดับในแต่ละตัวชี้วัด (Ranking by Indicators) โดยจะเรียงลำดับมหาวิทยาลัยตามคะแนนที่ได้จากคะแนนมากที่สุดไปจนถึงมหาวิทยาลัยที่ได้คะแนนน้อยที่สุด โดยมีมหาวิทยาลัยในเอเชียกว่า 400 มหาวิทยาลัยที่รวมอยู่การจัดอันดับครับ

 

 

Reference

1.QS Asian University Ranking เวบไซต์ http://www.topuniversities.com/university-rankings/asian-university-rankings/2011