WHA 64 เริ่มวันจันทร์ที่ ๑๖ พ.ค. ๕๔   วันอาทิตย์ที่ ๑๕ เป็นวันโหมโรง   ทีมไทยนัดไปประชุมซักซ้อมการแบ่งหน้าที่กันทำงานที่สำนักงานองค์การอนามัยโลกเวลา ๑๑.๐๐ – ๑๔.๐๐ น.  ผมประทับใจการช่วยกันออกความคิด   และการแยกระหว่างการโค้ชวิธีเขียน intervention ออกจากการแบ่งกลุ่ม ลปรร. ประจำวัน   ที่เขาเรียกว่า Briefing ในตอนเช้า   และ Debriefing ในตอนเย็น   ซึ่งภาษา KM เรียกว่า BAR และ AAR นั่นเอง

          มีการกำหนดตัวบุคคลไปเข้าฟัง side meeting และเขียนรายงานสรุป   โดยที่รายงานสรุปทั้งของแต่ละ session และของ side meeting มี template ให้

          คือการเรียนรู้จากการทำงานจริง (Project-Based Learning หรือ Action Learning))   โดยมี นพ. สุวิทย์ เป็นโคชใหญ่ด้านวิชาการเมือง   และ นพ. วิโรจน์ เป็นโคชใหญ่ด้านวิชาการสาธารณสุขระหว่างประเทศ

          เลิกประชุมเวลา ๑๓.๓๐ น. เราลงไปกินอาหารเที่ยงที่ชั้นล่างหน้า คาเฟทีเรีย   ทุกคนยกเว้นผมเตรียมอาหารเที่ยงมากิน  หมอเมฆถึงกับมีหม้อต้มน้ำสำหรับกินมาม่า   โชคดีที่คาเฟทีเรียเปิดและมีอาหารขาย   ผมจึงซื้อแซนวิชมากินร่วมกับคนอื่นๆ ที่มีไข่ต้ม  แซนวิชทำเอง  ข้าวกระป๋อง   และผลไม้  การกินอาหารเที่ยงแบบนี้ให้ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในทีมดีมาก

          แล้วเวลา ๑๔.๓๐ – ๑๗.๐๐ น. เราก็เข้าไปสังเกตการณ์การประชุมเตรียมการณ์ของ SEARO ซึ่งมีประเทศสมาชิก ๑๑ ประเทศ   คือแต่ละประเทศจะมีตัวแทนเข้าประชุม ๑ – ๓ คน   ของไทยมี ๓ คน คือท่านรองปลัดฯ ศิริวัฒน์, นพ. สุวิทย์, และ นพ. วิโรจน์   แถมด้วยผู้สังเกตการณ์อีก ๑ โขยงประมาณ ๓๐ คน   ผู้สังเกตการณ์นี้มีไทยอยู่ชาติเดียว ชาติอื่นไม่มีผู้สังเกตการณ์เลย   การประชุม SEARO Briefing กลายเป็นห้องเรียนที่ ๒ ของทีมไทย

          เราได้เห็นนักการทูตของอินเดีย ชื่อสัญจัย ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็น PIP (Pandemic Influenza Preparedness)  และประเด็น SSFFC (Substandard/spurious/falsely-labelled/falsified/counterfeit medical products)   โดยเตี๊ยมกันมาอย่างดีกับผู้แทนประเทศอินโดนีเซีย  ซึ่งจับเรื่อง PIP มาหลายปี  เพื่อต่อสู้กับประเทศรวยเรื่องข้อตกลงการแชร์เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สำหรับเอาไปทำวัคซีน  ให้มีความเป็นธรรมต่อประเทศยากจน  ไม่ใช่เป็นผลประโยชน์ของบริษัทยา/วัคซีน ของประเทศรวยฝ่ายเดียว

          ส่วนอินเดียมีอุตสาหกรรมยาคุณภาพดีราคาถูก ที่ท้าทายบริษัทยาของประเทศตะวันตก   และประเทศตะวันตกต้องการบีบด้วยกติกา SSFFC   อินเดียจึงต้องสู้สุดฤทธิ์   และประเทศยากจนอื่นๆ รวมทั้งไทย จะได้รับประโยชน์จากการต่อสู้นี้

          นี่คือข้อเรียนรู้สำคัญจากห้อง SEARO Briefing ของผม   ที่ไม่ทราบว่าผมตีความถูกต้องหรือมา   ที่ได้มากกว่านั้น คือได้เห็นบรรยากาศ ท่าที ของ WHO/SEARO ที่พยายามทำหน้าที่ facilitator ต่อประเทศสมาชิก  ไม่แสดงจุดยืนของตนเอง   จากการพูดกันในห้องประชุม ผมสงสัยว่า ทาง SEARO อ่อนวิชาการไปหรือเปล่า

          เช้าวันที่ ๑๖ ผมตื่นตอน ๔.๓๐ น. ก็พบรายงานสรุปการประชุมของ SEARO โดยคุณณนุท และทิพิชา ส่งมาให้ตอนสองยาม   อ่านได้ที่นี่

 

วิจารณ์ พานิช
๒๐ พ.ค. ๕๔
 
  

ภายในห้องประชุมเตรียมการณ์ของทีมไทย เช้าวันที่ ๑๕ พ.ค. ที่ WHO


 

ส่วนหนึ่งของทีมงาน


 

อีกส่วนหนึ่ง


 

ประชุมเสร็จลงไปกินอาหารกันแบบตามมีตามเกิด


 

หมอเมฆ (ซ้ายสุด) มีหม้อต้มมาม่าประจำตัว


 

ในห้องประชุมเตรียมการณ์ของ SEARO ตอนบ่าย


 

อีกบรรยากาศหนึ่งในห้องประชุมเตรียมการณ์ของ SEARO