เป็นประเด็น "สองมาตรฐาน" ในการเรียนรู้ และการศึกษา ที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน

ในระบบการเรียนการสอนของเรา มีสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตมาตั้งแต่เด็ก คือ

การทำงานแบบ "สองมาตรฐาน"

ที่ทำให้เกิดความสับสนกับผู้เรียนเป็นอย่างมาก

ครูสอนศีลธรรมตอนเช้า บอกว่า

"คุณสมบัติเบื้องต้นของชาวพุทธ คือ การมีศีล ๕" 

แต่ตอนเย็นก็เห็นครูไปตั้งวงกินเหล้ากับเพื่อนๆ

อาจารย์สอนการใช้ยาปราบศัตรูพืช ที่ตระหนักในสารพิษ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ใช้สารพิษที่ตัวเองสอนให้คนอื่นใช้

หรือ ที่ชัดๆ

อาจารย์สอนวิชาเกษตรศาสตร์ ไม่เคยปลูกต้นไม้เลย บ้านก็อยู่แบบห้องแถว ไม่มีต้นไม้สักต้น

อาจารย์บางคนพยายามอธิบายการใช้น้ำอย่างประหยัดทำอย่างไร แต่ตัวเองไม่เคยแสดงพฤติกรรมการประหยัดน้ำเลย

บางท่าน กล้าไปประกาศต่อหน้าที่ประชุมชาวบ้านว่า

"ปัญหาดินและปุ๋ยนั้นต้องถามข้าพเจ้า เพราะ ข้าพเจ้าได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็น ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑"

ชาวบ้านที่ฟังอยู่เขาไม่อยากหักหน้าศาตราจารย์ท่านนั้น เลยมากระซิบกับผมว่า

"อาจารย์ท่านนี้เคยทำดินให้ดี สมบูรณ์ ไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก (อย่างที่ชาวบ้านจบ ป. ๔ ทำสำเร็จแล้วในปัจจุบัน) ให้ดูเป็นตัวอย่างสักตารางเมตรไหม"

ผมก็กระซิบกลับไปว่า

"ท่านก็แค่เคยสอนวิธีการปรับปรุงดิน แต่ท่านทำไม่เป็นหรอก จะทำอะไรที ส่วนใหญ่ให้คนงานหรือไม่ก็ลูกศิษย์ทำ"

ที่เป็นประเด็น "สองมาตรฐาน" ในการเรียนรู้ และการศึกษา ที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน

ที่คนบางคนพยายามบอกให้คนอื่นทำสิ่งที่แม้ตัวเองก็ยังไม่คิดจะทำ

ตัวเองก็ทำไม่เป็น แล้วคนที่ฟัง ก็ท่องได้ ตอบได้ แต่จะทำเป็นไหม

นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหาในระบบกาเรียนการสอน ที่ได้แค่ "ท่องได้" แต่ทำไม่เป็น

สักพัก ก็ลืม ลืมไปว่าที่ท่องมาว่าอย่างไร

บางทีก็จำสับประเด็นกัน

การเรียนการสอนของเรา อยู่ประมาณนี้เป็นส่วนใหญ่ ทีทำให้ไม่เกิดระบบ "การศึกษา" คนเรียน อย่างมากก็ได้เป็น "นักเลียน" ยากที่จะพัฒนาตัวเองเป็น "นักเรียน" หรือ "นักศึกษา" หรือ "บัณฑิต" ตามที่เขียนไว้ในคำโฆษณา

แต่พอมาประเมินตาม KPI กลับเขียนบรรยายผลงาน และสรรพคุณเสียเลิศเลอ

แล้วคนที่มาประเมินก็เชื่ออย่างสนิทใจ (แบบไม่มีข้อสงสัย)เสียด้วย ว่า สิ่งที่ปรากฏในกระดาษนั้น เป็นจริง

เหมือนไม่เคยเป็นเด็กที่ผ่านระบบการท่องมาสอน ท่องไปสอบนี้มาก่อน

มันเป็นเช่นนั้นเอง

อนิจจัง อนิจจา