พัฒนาการและการล่มสลายของเมืองภูกามยาว เมืองประเทศราชที่มีการปกครองอิสระเป็นเอกราชมีศักดิ์ศรีเทียบเท่าอาณาจักร สู่ความเป็นจังหวัดพะเยาหนึ่งในจังหวัดของประเทศไทย ต่อไปนี้เป็นการสรุปจากปี ๒๓๘๖-๒๕๒๐ รวม ๑๓๔ ปีแห่งยุคหลังเมืองพะเยารกร้างผู้คน

 

     เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นเหตุให้รัฐบาลกรุงเทพฯ อ้างความชอบธรรมในการเข้ามาแทรกแซงทั้งการเมืองการปกครองและวิถีชีวิตเศรษฐกิจรวมไปถึงการศึกษาอันเนื่องมาจากผลของการกบฎเงี้ยวเมืองแพร่เปิดโอกาสให้รัฐบาลเข้าจัดการปกครองมณฑลพายัพได้อย่างเต็มที่  โดยส่งกำลังทหารเข้าปราบพวกกบฎเงี้ยวอย่างเฉียบขาดพร้อมกับลงโทษเจ้านายเมืองแพร่ด้วยการปลดออกแล้วให้ข้าราชการจากส่วนกลางดำรงตำแหน่งใหม่ทั้งหมด  ทั้งนี้เพื่อเป็นตัวอย่างให้เมืองอื่น ๆ เห็นว่าการต่อต้านรัฐบาลไม่มีทางสำเร็จนอกจากยอมสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลแต่โดยดี  ซึ่งช่วงหลังกบฎเงี้ยวแล้วท่าที่ของเจ้านายเมืองเหนือเปลี่ยนแปลงไปในทางยอมรับอำนาจรัฐทุกอย่าง  อำนาจรัฐบาลกลางจึงเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับขณะที่อำนาจของเจ้านายเมืองเหนือกล่าวได้ว่าแทบไม่มีเหลืออยู่เลย….. [1]

                พ.ศ.๒๔๔๘         พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ร.๕ สั่งยุบเลิกจังหวัดบริเวณเมืองพะเยา  ให้มีฐานะเป็นอำเภอเมืองพะเยาและสั่งย้ายหลวงศรีสมรรถการข้าหลวงประจำจังหวัดบริเวณเมืองพะเยาไปดำรงตำแหน่งจังหวัดอื่นทรงแต่งตั้งเจ้าอุปราชน้อยมหาชัย  ศีติสาร   เป็นรักษาการนายอำเภอเมืองพะเยา 

            ลำดับที่  ๗  ในปี พ.ศ.๒๔๔๙  ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าอุปราชน้อยมหาชัย  ศีติสาร เป็นพระยาประเทศอุดรทิศ  โดยให้รักษาการในตำแหน่งนายอำเภอเมืองพะเยา  ต่อมาให้ยุบเลิกหัวเมืองพะเยาเป็นอำเภอเมืองพะเยาโดยขึ้นอยู่ในการปกครองของจังหวัดเชียงราย

                พระยาประเทศอุดรทิศ  เป็นนายอำเภอเมืองพะเยา  ได้  ๘  ปีจึงลาออกจากตำแหน่งในปี  ๒๔๕๖

                ในยุคนี้เป็นยุคสุดท้ายของเจ้าผู้ครองพะเยาอย่างแท้จริงเพราะผู้ที่ครองเมืองพะเยาในยุคนี้ก่อนที่จะถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งพระยาประเทศอุดรทิศนั้น ให้มีการรักษาการแล้วมีตำแหน่งเป็นแค่นายอำเภอมิใช่เจ้าเมืองดังเก่าก่อน  แต่ที่คงรูปแบบอยู่ก็คือชื่อตำแหน่งพระยา ฯ เท่านั้น

                พ.ศ. ๒๔๕๖         ทรงแต่งตั้งนายคลาย  บุษยบรรณ  เป็นนายอำเภอเมืองพะเยาใน  และในปี   ๒๔๕๗  นายคลาย  บุษยบรรณ  ได้รับฐานันดรศักดิ์เป็นที่รองอำมาตย์โทขุนสิทธิประศาสน์   เมื่อดำรงตำแหน่งเมืองพะเยาได้  ๙  ปี จึงย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอแม่จันจังหวัดเชียงราย  ในปี  ๒๔๖๕  โดยได้รับพระราชทานเลื่อนฐานันดรศักดิ์เป็นหลวงสิทธิประศาสน์

                ในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเมืองการปกครองในครั้งนี้  สรัสวดี  อ๋องสกุล  ได้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามและกลยุทธ์ของอาณาจักรสยามที่ได้ดำเนินการผนกเอาดินแดนแถบถิ่นล้านนาให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสยาม  โดยได้ดำเนินการเป็นลำดับขั้นตอน  อย่างแยบยล  ดังนี้

                ๑. ให้มีการยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราชของล้านนา โดยจัดให้มีการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล ให้ชื่อกลุ่มเมืองล้านนาทั้งหมดว่า  มณฑลพายัพ แล้วจึงได้ส่งข้าหลวงเข้ามาดูแลบริหารจัดการ

                ๒. ได้มีความพยายามยกเลิกตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครเมื่อพิราลัยไปแล้วจะไม่มีการแต่งตั้งต่อไปอีก

                ๓.การพยายามให้ชนพื้นเมืองมีความรู้สึกว่าเป็นพลเมืองสยาม  เช่นเดียวกับพลเมืองส่วนใหญ่โดยการผสมกลมกลืนทางด้านภาษาและวัฒนธรรมโดยการนำการศึกษามาเป็นเครื่องมือ

                ๔. นโยบายการปฏิรูปทางการเมืองการปกครองในมณฑลพายัพใช้แบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่ามณฑลเทศาภิบาลอื่น ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๗ - ๒๔๗๖  หรือ   ๔๗  ปี

                ๕. การค่อย ๆ ลดความสำคัญของเค้าสนามหลวงลง  แล้วได้ตั้งแสนา  ๖  ตำแหน่งขึ้นมาใหม่ ประกอบไปด้วย  กรมมหาดไทย, กรมทหาร, กรมยุติธรรม, กรมวัง  และกรมนา  โดยกำหนดให้เจ้านายหัวเมืองฝ่ายเหนือ หรือบุตรหลานเป็นเสนา และได้ส่งข้าราชการส่วนกลางเข้ามาเป็นผู้ช่วย  โดยทำหน้าที่แนะนำ จึงทำให้เจ้านายในท้องถิ่นไม่รู้สึกว่าสูญเสียอำนาจและเกียรติยศ  [2]

                และในที่สุดก็สร้างระบบให้เจ้าผู้ครองนครตามหัวเมืองต่าง ๆ เป็นเพียงข้าราชการที่รับใช้ส่วนกลางเท่านั้น โดยกำหนดขั้นตอนการแต่งตั้งดังนี้

                ๑. ต้องเข้ารับการฝึกอบรมก่อนเข้ารับตำแหน่งในระยะเวลา  ๑  เดือน

                ๒.การดำรงตำแหน่งต้องถูกแต่งตั้งจากส่วนกลาง เป็นสัญญาบัตร หรือยศ

                ๓.ให้มีการรับเงินประจำตำแหน่งหรือเงินเดือน เป็นเสมือนข้าราชการผู้หนึ่งเท่านั้น

                ๔. ต้องดูแลและรับผิดชอบในเขตอำเภอที่กำหนด (จากรัฐ เป็นเมือง-เป็นจังหวัด และอำเภอเล็ก ๆ อำเภอหนึ่ง ในจังหวัดเชียงราย)

                นับได้ว่ากลยุทธ์ในการดำเนินการครั้งนี้  ทำให้อาณาจักรสยามประสบความสำเร็จในการรวบรวมชนเผ่าต่าง ๆ เป็นชาวสยามและประเทศไทย  ในที่สุด

                พ.ศ.๒๕๒๐         ต่อมาอีก  ๖๔  ปีอำเภอเมืองพะเยาจึงถูกยกฐานะเป็นจังหวัด  โดยแยกการปกครองมาจากจังหวัดเชียงราย  มีทั้งหมด  ๗  อำเภอ  ในวันที่  ๒๘  สิงหาคม  ๒๕๒๐  (-ปัจจุบันมีเพิ่มอีก  ๒  อำเภอ)

 

.๓. สรุปแนวทางกลืนชาติคนเมืองล้านนาสู่รัฐไทย

     พัฒนาการและการล่มสลายของเมืองภูกามยาว เมืองประเทศราชที่มีการปกครองอิสระเป็นเอกราชมีศักดิ์ศรีเทียบเท่าอาณาจักร  สู่ความเป็นจังหวัดพะเยาหนึ่งในจังหวัดของประเทศไทย  ต่อไปนี้เป็นการสรุปจากปี  ๒๓๘๖-๒๕๒๐  รวม  ๑๓๔  ปีแห่งยุคหลังเมืองพะเยารกร้างผู้คน

     ๒๓๑๗  เจ้าประเทศราช  ยุคหลังพม่าครองล้านนา  ๒๑๖  ปี เป็นการผ่อนปรนจากการที่พม่าข่มเหง  มาเป็นการเอาใจและคล่อย ๆ กลืนทางด้านวัฒนธรรมและสร้างความเป็นคนไทยเป็นชนชาติเดียวกัน

     ๒๓๘๖ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งเจ้าผู้ครองเมืองพะเยาและให้อพยพชาวพะเยาจากจังหวัดลำปางสู่ภูมิลำเนาเดิม

     ๒๔๒๗ ยุคมลฑลพายัพ  ทางกรุงเทพฯ  เริ่มนโยบายโดย  ใช้นโยบาย  ๒  ประการคือ ประการที่หนึ่ง  ยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราช  มาเป็นการปกครองแบบเทศาภิบาลโดยรวมหัวเมืองแคว้นล้านนาเป็นมณฑลเทศาภิบาลภาคพายัพ และส่งข้าหลวงเข้ามาปกครอง  มีการยกเลิกตำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร  คือเมื่อเจ้าผู้ครองอนิจกรรมไม่แต่งแต่งใหม่  ประการที่สองให้มีการผสมผสานกลืนชาติทางวัฒนธรรม

     ๒๔๒๘ ลดบทบาทเค้าสนามหลวง  ที่มีคณะกรรมการบริหารประกอบไปด้วย  เจ้าผู้ครองนคร, ข้าหลวงประจำนคร  ข้าหลวงผู้ช่วย  โดยมีตำแหน่งข้าหลวงพิเศษ  ข้าหลวง  ๕  หัวเมือง 

     ๒๔๒๙ ลดบทบาท โดยตั้งให้มีเสนา  ๖  ตำแหน่งประกอบไปด้วย  กรมมหาดไทย  ,  กรมทหาร  , กรมคลัง  , กรมยุติธรรม  , กรมวัง  , กรมนา และต่อมาก็ค่อย ๆ นำเอาข้าราชการจากส่วนกลางเข้ามาดำรงตำแหน่งกรมการเมืองต่าง ๆ แทน เช่น ปลัดเมือง, ยกกระบัตร, จ่าเมือง , สัสดี แล้วจึงยกเลิกเสนาทั้ง  ๖  ตำแหน่ง [3]

     ๒๔๓๐ ลดตำแหน่งเจ้าเมือง  ให้ใช้คำว่านายแขวง  (นายอำเภอ)  โดยมีเงินเดือนประจำ  เท่ากับเป็นการยอมรับและเป็นข้าราชการเหมือนบุคคลทั่ว ๆ ไป

     ๒๔๖๖ เจ้าจักรคำขจรศักดิ์  ผู้ครองนครลำพูนองค์ที่  ๑๐  ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้ายของแคว้นล้านนา และมณฑลพายัพ  ได้ถึงแก่พิราลัย และ ๒๔๖๙ เป็นการยกเลิกระบบเจ้าผู้ครองนครอย่างเบ็ดเสร็จ

     ๒๔๗๕คณะราษฎร์เข้ามาปฏิรูปการเมืองการปกครองของไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  ร.๗  และยกเลิกระบบเทศาภิบาลและมณฑลเทศาภิบาลในปี  ๒๔๗๖  ทำให้หัวเมืองล้านนาทั้งหมดเป็นเพียงจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทยเท่านั้น และต่อมากลายเป็น  ๘  จังหวัดภาคเหนือตอนบนอันประกอบไปด้วย  เชียงราย – เชียงใหม่ – ลำปาง –แพร่ –น่าน –แม่ฮ่องสอน  และพะเยา

 

สรุปภาพเมืองพะเยา  ๙๑๕  ปี

(คำนวณ  ณ  ปีพุทธศักราช  ๒๕๕๔)

 

ที่

ปี พ.ศ.

เจ้าผู้ครองพะเยา

หมายเหตุ

๑๖๓๙–๑๖๖๓

ขุนศรีจอมธรรม

ครองพะเยา  ๒๔  ปี

๑๖๖๓–๑๖๖๙

ขุนเจืองธรรมิกราช

ครองพะเยา  ๖  ปี ทรงให้พระราชโอรสครองต่อ  บางมติระบุทรงมอบภาระกิจในการดูแลพะเยาให้ขุนชองผู้เป็นพระอนุชา และมีการสับเปลี่ยนตำแหน่งทางการเมืองอีกตั้งแต่ รัชการที่  ๓–๑๑  แห่งราชวงศ์ภูกามยาว  รวม  ๑๓๒ ปี  (จาก  ๑๖๖๙–๑๘๐๑)

๑๘๐๑–๑๘๕๐

ขุนงำเมือง

ครองพะเยา ๔๙  ปี

๑๘๕๐–๑๘๗๙

ขุนคำแดง / ขุนคำลือ

ครองพะเยา  ๒๙  ปี

๑๘๗๙–๒๑๐๑

พะเยาภายใต้การปกครองล้านนา

จำนวน  ๒๒๒  ปี

๒๑๐๑–๒๓๑๗

พะเยา-ล้านนาภายใต้การปกครองพม่า

จำนวน  ๒๑๖  ปี

๒๓๑๗–๒๓๓๐

ไม่ปรากฏพระนาม

๑๓  ปี

๒๓๓๐–๒๓๘๖

พะเยาเมืองร้าง

๕๖  ปี

๒๓๘๖–๒๕๒๐

พะเยา-ล้านนา ภายใต้การปกครองสยาม

๑๓๔  ปี

๑๐

๒๕๒๐-ปัจจุบัน

พะเยาจังหวัดใหม่

๒๘  สิงหาคม  ๒๕๒๐

 


[1] สรัสวดี  อ๋องสกุล.  วัฒนธรรมและการเมืองล้านนา.  (กรุงเทพฯ : บริษัท ต้นอ้อ แกรมมี่ จำกัด, ๒๕๓๙).หน้า  ๓๓.

[2]  เรื่องเดียวกัน หน้า  ๒๓ - ๓๖

[3] เรื่องเดียวกัน  หน้า  ๓๑–๓๒