ในยุคพะเยาหลังเมืองร้างนี้ ทางกรุงเทพฯ ได้อาศัยรูปแบบทางการปกครองดั้งเดิมของหัวเมืองล้านนาเพื่อประโยชน์ในการควบคุมและปฏิรูปโครงสร้างการบริหารไปพร้อมกัน ซึ่งแต่เดิมนั้นแต่ละเมืองจะประกอบไปด้วยตำแหน่งต่าง ๆ ลดลั่นกันลงมา หรือที่เรียกกันว่าตำแหน่งเจ้าขัน ๕ ใบ ได้แก่ เจ้าผู้ครองนคร ๑ พระยาอุปราช ๑ พระยาราชวงศ์ ๑ พระยาราชบุตร ๑ พระยาบุรีรัตน์ ๑ ตำแหน่งเหล่านี้แม้จะมียศแค่พระยาแต่สำหรับชาวล้านนาแล้วมีฐานะเหมือนกษัตริย์และพระราชวงศ์ ซึ่งตำแหน่งทั้ง ๕ นี้รัฐบาลกลางเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนแต่ในทางปฏิบัติเจ้านายชั้นสูงในล้านนาไทยจะเสนอผู้ที่เห็นสมควรจะได้รับตำแหน่ง ทางรัฐบาลกลางมักจะแต่งตั้งไปตามที่เสนอมา

 

 

ยุคหลังเมืองร้าง  ๕๖  ปี 

(ระหว่าง ๒๓๓๐–๒๓๘๖)

 

            พระยาประเทศอุดรทิศ    เป็นตำแหน่งที่ทางรัฐสยามได้แต่งตั้งผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง หรือมากินเมืองพะเยา  ซึ่งถือว่าเป็นหัวเมืองหนึ่งที่ขึ้นอยู่กับมลฑลพายัพ  ในระบบมลฑลเทศาภิบาลที่รัฐบาลกลางได้ตั้งขึ้น 

            ต่อมาถูกลดบทบาทและตำแหน่งจนกลายเป็นเพียงแค่อำเภอหนึ่งขึ้นอยู่ในการปกครองของจังหวัดเชียงราย 

            ในวันที่  ๒๘  สิงหาคม  ๒๕๒๐   ทางราชการจึงแยกออกมาจากเชียงรายเป็นจังหวัดพะเยา

 

.แนวคิดทางการเมืองการปกครองยุครัตนโกสินทร์

 .๑.พะเยากับอดีตเมืองร้าง  ๕๖  ปี

                                จากการรวบรวมเรียบเรียงของพระธรรมวิมลโมลี  (ปวง  ธมมปญโญ) ในขณะที่ดำรงสมณศักดิ์ที่พระเทพวิสุทธิเวที  อ้างถึงการบันทึกของพ่อเจ้าหนานเลาแก้ว  ศีติสาร ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งสารวัตรศึกษาได้บันทึกเอาไว้เมื่อวันที่  ๑  กันยายน  ๒๔๘๙  คือเมื่อ  ๕๖  ปีมาแล้ว  (คำนวณ  ณ  ปี  ๒๕๔๘)

                เมืองพะเยา  เดิมมีชื่อเมืองว่า  ทีฆรัฐเกณฑ์ทักษา  โดยมีเจ้าฟ้าเมือง  ซึ่งเป็นพระราชโอรสของเจ้าฟ้ายาร้อย  (น้อยสีธิวงศ์)  เป็นผู้ครองเมือง  แต่เมื่อลุถึง  พ.ศ.๒๓๓๐  อะแซวุ่นกี้แม่ทัพของพระเจ้าอังวะยกทัพเข้าตีหัวเมืองทางภาคเหนือ อันประกอบไปด้วยเมืองฝาง  เมืองปุ  เมืองสาด  เมืองปาย  เมืองเชียงแสน  เมืองเชียงราย  รวมถึงเมืองพะเยาด้วย จึงทำให้เจ้าฟ้าเมือง  ผู้ครองเมืองพะเยาได้อพยพผู้คนถอยร่นหนีออกจากเมืองพะเยาเข้าไปอาศัยอยู่  ณ  เมืองลำปางและได้ถวายตัวเข้ารับราชการเป็นข้าฝ่ายใต้  จนถึงแก่อนิจกรรมที่เมืองลำปาง

                เหตุการณ์ครั้งนี้เองที่ทำให้เมืองพะเยาต้องเป็นเมืองร้างยาวนานถึง  ๕๖  ปี  คือระหว่างปี  พ.ศ.๒๓๓๐–๒๓๘๖ [1]  อันเป็นการสูญสิ้นราชวงศ์ลาวจก ราชวงศ์มังรายอย่างแท้จริง

 

.๒.สายสัมพันธ์พะเยา-ลำปาง

               ส่วนเหตุการณ์ระหว่าง  ๕๖  ปีนั้นเป็นการยากที่จะสืบค้น โดยมากจะเป็นเรื่องราวของเมืองลำปางและเจ้าผู้ครองเมืองทางลำปางเป็นหลัก ในเรื่องดังกล่าวนี้เป็นตอนที่เจ้าเมืองลำปางคิดที่จะขยายพื้นที่ออกไปสู่ดินแดนใหม่เพราะเหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติแล้วประกอบกับนโยบายรัฐบาลทางกรุงเทพฯ ต้องการที่จะให้มีเมืองกันชนกับพม่าที่เข้ามาก่อกวนอยู่เป็นระยะ ๆ ต่อมาพระยาอุปราชมหาวงศ์เมืองเชียงใหม่ และ พระยานครลำปางน้อยอินทร์ ได้ลงไปเฝ้าทูลฝ่าละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อกราบบังคมทูลขอพระราชทานตั้งเมืองงาวและเมืองพะเยาขึ้นเป็นเมืองขึ้นตรงต่อเมืองนครลำปาง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งนายพุทธวงศ์น้องคนที่หนึ่งของพระยานครลำปางน้อยอินทร์  เป็นที่พระยาประเทศอุดรทิศเจ้าผู้ครองเมืองพะเยา  ในการตั้งเมืองพะเยาครั้งนั้นพระยาประเทศอุดรทิศได้แบ่งครอบครัวชาวเมืองนครลำปางส่วนหนึ่งและลูกหลานชาวเมืองพะเยาที่อพยพหนีภัยพม่ากลับมาอยู่เมืองพะเยา  นับแต่นั้นมาเมืองพะเยาก็ได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาตลอดมา  จนเป็นที่ตั้งของตัวจังหวัดพะเยาในทุกวันนี้  [2]

 

.ลำดับขุนนางผู้ครองเมืองพะเยา

 .๑.ความผันแปรทางการเมือง : รัฐพะเยาภายใต้กรุงรัตนโกสินทร์

                จากการบันทึกของพ่อเจ้าหนานเลาแก้ว  ศีติสาร ได้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปของเหตุการณ์บ้านเมืองที่ก่อให้เกิดความสั่นคลอนฐานอำนาจของพะเยาที่มีสาเหตุหลักอยู่  ๓  ประการ คือ  ประการที่หนึ่ง เกิดความไม่สงบขึ้นตามแนวชายแดน  จนถึงกลับต้องอพยพหนีภัยสงครามกันขึ้น  ประการที่สอง ความอ่อนแอของผู้นำและการขาดอำนาจอธิปไตยของเจ้าเมืองพะเยาเอง 

     ประการสุดท้าย เป็นช่วงเวลาที่ทางกรุงเทพฯ  ดำเนินนโยบายรวมหัวเมืองประเทศราชของล้านนา  ซึ่งจะได้เรียงลำดับเหตุการณ์  ดังนี้

            ลำดับที่ ๑  ในปี พ.ศ. ๒๓๘๗     รัฐบาลกรุงเทพฯ โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  (ร.๓ ) ทรงแต่งตั้งผ่านพระยาอุปราชมหาวงศ์เมืองเชียงใหม่กับพระยานครลำปางน้อยอินทร์  โดยที่เจ้าพุทธวงศ์ไม่จำเป็นต้องลงไปกรุงเทพฯ เอง  โดยมีตำแหน่งต่าง ๆ  ดังนี้ [3] 

     แต่งตั้งเจ้าพุทธวงศ์ หรือเจ้าหลวงวงศ์          เป็นพระยาประเทศอุดรทิศ

     แต่งตั้งเจ้าน้อยมหายศ                              เป็นเจ้าอุปราช

     แต่งตั้งเจ้าแก้วมานุตม์                               เป็นเจ้าราชวงศ์เมืองพะเยา

     แต่งตั้งเจ้าขัติยะ                                       เป็นเจ้าหัวเมืองแก้วบุรีรัตน์

     แต่งตั้งเจ้าอริยะ(บุตรเจ้าอุปราชหมูล่าเมืองลำปาง)     เป็นเจ้าราชบุตรเมืองพะเยา

                ในยุคพะเยาหลังเมืองร้างนี้ ทางกรุงเทพฯ ได้อาศัยรูปแบบทางการปกครองดั้งเดิมของหัวเมืองล้านนาเพื่อประโยชน์ในการควบคุมและปฏิรูปโครงสร้างการบริหารไปพร้อมกัน ซึ่งแต่เดิมนั้นแต่ละเมืองจะประกอบไปด้วยตำแหน่งต่าง ๆ ลดลั่นกันลงมา หรือที่เรียกกันว่าตำแหน่งเจ้าขัน  ๕  ใบ ได้แก่  เจ้าผู้ครองนคร  ๑  พระยาอุปราช  ๑  พระยาราชวงศ์  ๑  พระยาราชบุตร  ๑  พระยาบุรีรัตน์  ๑  ตำแหน่งเหล่านี้แม้จะมียศแค่พระยาแต่สำหรับชาวล้านนาแล้วมีฐานะเหมือนกษัตริย์และพระราชวงศ์  ซึ่งตำแหน่งทั้ง  ๕  นี้รัฐบาลกลางเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนแต่ในทางปฏิบัติเจ้านายชั้นสูงในล้านนาไทยจะเสนอผู้ที่เห็นสมควรจะได้รับตำแหน่ง  ทางรัฐบาลกลางมักจะแต่งตั้งไปตามที่เสนอมา [4]

                เมื่อเจ้าพุทธวงศ์ได้รับโปรดเกล้าเป็นพระยาประเทศอุดรทิศแล้วจึงได้อพยพผู้คนจากเมืองเมืองพะเยาลำปางมาตั้งรกราก  ณ  เมืองพะเยาตามเดิม โดยมาพักเพื่อเตรียมการ เป็นเวลาถึง  ๑  ปี  ณ  บ้านสันเวียงใหม่ แล้วข้ามฟากเข้าไปบุกเบิกแผ้วถางตัวเมืองพะเยาเก่าก่อนที่จะอพยพเข้าไปบูรณะฟื้นฟูเป็นเมืองใหม่อีกครั้งหนึ่ง

                พระยาประเทศอุดรทิศ (เจ้าพุทธวงศ์)  ครองเมืองพะเยานาน  ๔  ปีก็ถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ. ๒๓๙๑

                ลำดับที่  ๒  ในปี พ.ศ.๒๓๙๑      ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าอุปราชน้อยมหายศ  ไปรับสัญญาบัตรฐานันดรศักดิ์  ณ  กรุงเทพมหานคร  และที่น่าสังเกตคือเจ้าเมืองพะเยาเมื่อได้รับการโปรดเกล้าแล้ว มีอำนาจในการแต่งตั้งตำแหน่งเจ้าอุปราชและเจ้าราชวงศ์เอง เหมือนกับการแต่งตั้งสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ไทย  ที่เมื่อได้รับโปรดเกล้าเป็นพระราชาคณะแล้วก็สามารถแต่งตั้งพระฐานานุกรม ได้เอง ซึ่งจำนวนจะเป็นเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าตัวดำรงเป็นพระราชาคณะชั้นอะไร  เช่น  พระราชาคณะชั้นราช  สามารถมีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้  ๔  รูป, พระราชาคณะชั้นเทพ  มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้  ๕  รูป เป็นต้น  พะเยายุคนี้ถูกลดจำนวนฐานานุกรมลงไป  จาก  ๔  ตำแหน่งคงเหลือ  ๒  ตำแหน่ง  ดังนี้ [5]

     เจ้าอุปราชน้อยมหายศ                                                  เป็นพระยาประเทศอุดรทิศ

     เจ้าแก้วบุรีรัตน์                                       เป็นเจ้าอุปราช

     เจ้าสุยะ (ตามประวัติชรามาก)                    เป็นเจ้าราชวงศ์ (เฒ่า)

     พระยาประเทศอุดรทิศ (น้อยมหายศ)  ครองเมืองพะเยาได้  ๗  ปี  ก็ถึงแก่อนิจกรรมในปี  ๒๓๙๘

                ลำดับที่  ๓  ในปี พ.ศ.๒๓๙๘      ตำแหน่งเจ้าเมืองพะเยาช่วงนี้มิได้รับง่ายอย่างแต่ก่อนแล้ว  เพราะมีการกำหนดให้รักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าเมืองพะเยาและในการนี้ต้องลงไปอบรมหน้าที่ราชการทางการปกครองถึง  ๑  ปีเต็ม จึงจะได้รับตราตั้ง (สัญญาบัตร)  ในปี  ๒๔๐๐ [6]

                เจ้าอุปราชเมืองแก้วบุรีรัตน์  (เจ้าเมืองแก้วขัติยะ)        เป็นพระยาประเทศอุดรทิศ

                เจ้าหนานเทพ (ผู้เป็นน้องชาย)          เป็นเจ้าอุปราช (เจ้าหอหน้าเทพ)

     เมื่อเจ้าหอหน้าเทพถึงแก่อนิจกรรม พระยาประเทศอุดรทิศจึงแต่งตั้งให้

                เจ้าอินต๊ะชมภู (บุตรคนโตของเจ้าอุปราช)                    เป็นเจ้าอุปราช

     พระยาประเทศอุดรทิศ (เมืองแก้วขัติยะ)  ครองพระเยาได้  ๖  ปี  ก็อนิจกรรม  ในปี  ๒๔๐๓

     และจำนวนตำแหน่งเริ่มลดลงเหลือ ๒ ตำแหน่งคือ เจ้าผู้ครองนครกับเจ้าอุปราช  ซึ่งตำแหน่งต่าง ๆ ถูกแทนด้วยตำแหน่งทางราชการอื่น ๆ

            ลำดับที่  ๔  ในปี พ.ศ.๒๔๐๓      ทรงโปรดเกล้าฯ  ดังนี้ [7]

                เจ้าหอหน้าอินต๊ะชมภู(เจ้าอุปราช)                                 เป็นพระยาประเทศอุดรทิศ

               

                เจ้าอริยะ                                            เป็นเจ้าอุปราช

พระยาประเทศอุดรทิศ  (อินต๊ะชมภู) ครองพะเยาได้  ๑๑  ปี  ก็ถึงแก่อนิจกรรม ในปี  ๒๔๑๓

                ลำดับที่  ๕  ในปี พ.ศ.๒๔๑๓      ทรงโปรดเกล้าฯ ดังนี้

                เจ้าอุปราชอริยะ                                 เป็นพระยาประเทศอุดรทิศ

                เจ้ามหาไชยวงศ์                                เป็นเจ้าอุปราช

     พระยาประเทศอุดรทิศ (เจ้าอริยะ) ครองพะเยาได้  ๒๔  ปี  ก็ถึงแก่อนิจกรรม ในปี  ๒๔๓๗   ซึ่งในระหว่างนี้เองทางรัฐบาลกรุงเทพฯ  ได้เริ่มประกาศใช้นโยบายการปกครองแบบเทศาภิบาล  โดยที่เมืองพะเยาขึ้นอยู่กับเทศาภิบาลมณฑลพายัพ  ซึ่งมีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง

                ลำดับที่  ๖  ในปี พ.ศ.๒๔๓๗      ทรงโปรดเกล้าฯ ดังนี้ [8]

                เจ้าอุปราชมหาไชยวงศ์                         ป็นพระยาอุดรประเทศทิศ

                เจ้าน้อยมหาชัย ผู้เป็นน้องชาย                เป็นเจ้าอุปราช

     ข้อน่าสังเกตคือ เจ้าเมืองพะเยาทุกพระองค์จะใช้พระนามว่า พระยาประเทศอุดรทิศ  แต่มีเจ้าเมืองพะเยา (เจ้าอุปราชมหาไชยวงศ์) ซึ่งเป็นเจ้าเมืององค์ที่  ๖  ที่ครองเมืองพะเยาในยุคหลังนี้  มีพระนามว่าพระยาอุดรประเทศทิศ  ซึ่งเป็นการสลับคำกันระหว่างคำว่า ประเทศ  กับคำว่า  อุดร

                -และในยุคนี้เองที่เป็นชนวนในการก่อให้เกิดกบฎเงี้ยวปล้นเมืองพะเยา [9]

                -พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา  บันทึกเหตุการณ์

                -กัปตันแฮนส์  เยนเซ่น  ผู้บังคับกองตำรวจหลวงนครลำปาง

                -การประหารปู่แสนผิว   ๒๖  พฤศจิกายน  ๒๔๔๕  เวลา  ๑๖.๐๐  น.

                -และเหตุการณ์อื่น ๆ อีกหลายประการเช่น  การบูรณะวัด การสร้างถนน เป็นต้น


[1] พระมหาศรีบรรดร    ถิรธมโม.  แปดเป็ง  ประเพณีนมัสการพระเจ้าตนหลวงเมืองพะเยา.  ( พะเยา  :  นครนิวส์การพิมพ์,  ๒๕๔๘).  หน้า  ๔๕.

[2] สุรพล   ดำริห์กุล.ล้านนาสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม.(กรุงเทพฯ : บริษัทรุ่งอรุณ  พับลิชชิ่ง จำกัด,๒๕๔๒).   หน้า  ๖๗.

[3] พระธรรมวิมลโมลี.  ประวัติศาสตร์เมืองพะเยายุคหลัง.  (กรุงเทพฯ  :  สำนักพิมพ์มติชน,  ๒๕๓๑).หน้า  ๒๑–๒๖.

[4] สวัสวดี  อ๋องสกุล.  วัฒนธรรมและการเมืองล้านนา.  (กรุงเทพฯ : บริษัท ต้นอ้อ แกรมมี่ จำกัด, ๒๕๓๙).หน้า  ๑๗.

[5]  พระธรรมวิมลโมลี. ประวัติศาสตร์เมืองพะเยายุคหลัง. (กรุงเทพฯ  :  สำนักพิมพ์มติชน,  ๒๕๓๑).หน้า  ๒๖

[6] เรื่องเดียวกัน  หน้า  ๒๖–๒๗

[7] เรื่องเดียวกัน  หน้า  ๒๗–๒๘

[8] เรื่องเดียวกัน  หน้า ๒๘–๒๙

[9] ดู  พระธรรมวิมลโมลี.  ๑๐๐  ปี เหตุการณ์เงี้ยวก่อการจลาจลในเมืองมณฑลพายัพ  พ.ศ.๒๔๔๕.