๒.๒.ลำดับเจ้าแห่งผู้ครองเมืองพะเยา
ต่อจากนี้ไปจะเป็นการเรียงลำดับเจ้าผู้ครองเมืองพะเยา เริ่มจากราชวงศ์มังราย สู่ราชวงค์พระร่วง และราชวงศ์เวียงพร้าว (สายเจ้าหมื่นเวียงพร้าว) ซึ่งข้อมูลนี้ได้มาจากบทความหลายทัศนะจึงนำมาตรวจสอบและให้สอดคล้องกันมากที่สุด ดังนี้
|
ที่ |
พระนาม |
ปี พ.ศ. |
หมายเหตุ |
|
๑ |
ไม่ปรากฏพระนาม |
๑๘๗๙-๑๙๔๕ |
๖๖ ปี |
|
๒ |
เจ้าสี่หมื่น (อาวเลี้ยงพระเจ้าสามฝั่งแกน) |
๑๙๔๕-๑๙๕๔ |
|
|
๓ |
หมื่นมอกลอง |
๑๙๘๕ |
ครองได้ปีเดียวตายในสนามรบ |
|
๔ |
พระญายุทธิษฐิระ |
๑๙๙๔-๒๐๒๒ |
|
|
๕ |
นาง (เจ้า) หมื่น หรือนางเมืองพะเยา |
๒๐๒๒-๒๐๓๑ |
|
|
๖ |
เจ้าสี่หมื่นพะเยา (เจ้าเมืองญี่) ผู้เป็นปู่เลี้ยงพระญายอดเชียงรายและกลับมากินเมืองพะเยาอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๐๓๙ |
๒๐๓๓-๒๐๓๖ |
|
|
๗ |
เจ้าสี่หมื่นพะเยา (ผู้เป็นราชครูของพระญายอดเชียงราย) |
๒๐๓๖-๒๐๓๙ |
|
|
๘ |
เจ้าสี่หมื่นพะเยา (เจ้าเมืองญี่) ผู้เป็นปู่เลี้ยงพระญายอดเชียงราย |
๒๐๓๙ |
|
|
๙ |
พระญาหัวเคียน |
๒๐๓๙-๒๐๔๕ |
|
|
๑๐ |
เจ้าแสนญาณกัลยา |
๒๐๔๕-๒๐๕๒ |
|
|
๑๑ |
เจ้าเมืองจิต |
๒๐๕๖-๒๐๕๘ |
|
|
๑๒ |
เจ้าเมืองสร้อยพะเยา |
๒๐๕๘-๒๐๕๙ |
|
|
๑๓ |
เจ้าเมืองฝาง |
๒๐๕๙ |
|
|
๑๔ |
เจ้าคำยอดฟ้า |
๒๐๕๙-๒๐๖๑ |
|
|
๑๕ |
เจ้าพระญาหน่อเชียงแสน |
๒๐๖๒-๒๐๖๔ |
|
|
๑๖ |
พระญาเมืองตู้ |
๒๐๖๔-๒๐๗๐ |
|
|
๑๗ |
เจ้าขุนเชียงคง |
๒๐๗๑-๒๐๗๘ |
|
|
๑๘ |
พระญามหาวรรณ |
|
|
|
๑๙ |
พระญาเมืองแก้ว |
|
๒๑๐๑ เสียเชียงใหม่ให้แก่พม่า |
หมายเหตุ ผู้ครองพะเยาลำดับที่ ๒ เป็นทัศนะของสุจิตต์ วงษ์เทศ , ผู้ครองพะเยาลำดับที่ ๓ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ค้นพบในพงศาวดารโยนก, ผู้ครองพะเยาลำดับที่ ๔-๑๙ หนังสือครบรอบ ๑๐๐ ปี แม่เจ้าทรายมูล (มหาวงศ์) ไชยเมือง และประวัติสายสกุลเจ้าหลวงเมืองพะเยา พุทธศักราช ๒๓๘๗-๒๔๕๖ อ้างพิเศษ เจียจันทร์พงษ์ในหนังสือตำนานพระเจ้าตนหลวงเมืองพะเยา แต่มีข้อสงสัยอยู่ ๒ ประเด็นฝากผู้รู้ตรวจสอบด้วย ในหนังสือประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา หน้า ๕๐ พญาหัวเคียน ใช้ชื่อว่าเจ้าสี่หมื่นผู้เป็นปู่เลีย้งพระเจ้ายอดเชียงราย) และปี พ.ศ.ต่างกัน สมัยเจ้าคำยอดฟ้า เป็น ๒๐๖๐-๒๐๖๒ ไม่ใช่ ๒๐๕๙-๒๐๖๑
๒.๓. การลิดรอนอำนาจพระญายุทธิษฐิระ (พ.ศ. ๑๙๙๔-๒๐๒๒)
เหตุการณ์ในช่วงนี้ เป็นการเมืองภายในของเชียงใหม่และสุโขทัย แต่ถึงกระนั้นก็ตามได้ส่งผลกระทบถึงเมืองพะเยาเป็นอย่างมากโดยมีสาเหตุหลายประการทั้งทางด้านการปกครอง การพระศาสนา และศิลปะวัฒนธรรม จากจุดเริ่มต้นของพระญายุทธิษฐิระ หรือ ยุทธิษเฐียร ซึ่งเป็นพระโอรสของพระญาราม หรือพระญาเชลียง พญายุทธิษฐิระนี้เป็นพระราชนัดดาของเจ้ากรุงสุโขทัยพระนามว่าศรีสุริยวงศ์บรมปาลมหาธรรมราชาธิราช เรื่องมีอยู่ว่าพระมหาอุปราชแห่งอยุทธยาที่ครองเมืองพิษณุโลกอยู่นั้น พระองค์ได้ทำสัญญาลับกับพระญายุทธิษฐิระว่าถ้าพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อยุธยาแล้วก็จะทรงสถาปนาพระญายุทธิษฐิระให้เป็นมหาอุปราช แต่เมื่อพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจะเสด็จเสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์แห่งรัฐศรีอยุธยาแล้ว พระองค์ทรงแต่งตั้งให้เป็นแค่พระยาสองแควอยู่ในเมืองพิษณุโลกเท่านั้น จึงเกิดความขัดแย้งกันขึ้น
และในปี พ.ศ.๑๙๙๔ พระญายุทธิษฐิระ ลอบส่งสาสน์ไปทูลพระเจ้าติโลกราช เพื่อขอขึ้นอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของกษัตริย์เชียงใหม่แล้วนัดหมายกันให้ยกทัพมาตีเมืองปากยม, เมืองสุโขทัย และเมืองชากังราว (พิจิตร) ได้ประสบความสำเร็จ เมื่อพระเจ้าติโลกราชยกทัพเสด็จกลับเชียงใหม่พญายุทธิษฐิระจึงได้อพยพครอบครัวขึ้นมาด้วย และได้ช่วยราชการสงครามให้กับฝ่ายเชียงใหม่เป็นอย่างมาก ต่อมาจึงได้ครองเมืองภูคา และได้มาครองเมืองพะเยาโดยควบคุมเมืองแพร่กับเมืองน่านอันเป็นเขตแดนที่มีเขตติดต่อกับสุโขทัยทางแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน [1]
ในเรื่องดังกล่าวนี้ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ได้อธิบายตอนนี้ว่าการที่พญายุทธิษฐิระได้ครองเมืองพะเยา และมีผลประโยชน์เหนือเมืองแพร่ เมืองงาว และแคว้นกาวน่านนั้นเนื่องจากขณะนั้นเพิ่งจะรวมเอาดินแดนทั้งสามมาอยู่กับล้านนาใหม่ ๆ ซึ่งยุทธิษฐิระเองซึ่งเป็นเชื้อสายราชวงศ์พระร่วง ก็มีความสัมพันธ์กับเจ้าราชวงศ์เมืองน่านในการเป็นเครือญาติกันมาก่อน ดังนั้นการบำเหน็จรางวัลดินแดนดังกล่าวให้ยุทธิษฐิระจึงเท่ากับเป็นแผนการในการปกครองดินแดนที่เพิ่งได้มาใหม่ของพระเจ้าติโลกราชอย่างชาญฉลาด [2] ทีเดียว
เมื่อยุทธิษฐิระเข้ามาครองพะเยาได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับเมืองพะเยาเป็นอย่างมากทั้งในด้านการเมืองการปกครอง การพัฒนาที่ปรากฏในศิลาจารึกว่าได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นในปี พ.ศ.๒๐๑๗ เป็นต้นนอกจากนั้นยังมีการทำนุบำรุงพระศาสนา มีการสร้างพระพุทธรูป, สร้างรอยพระพุทธบาท เป็นต้น โดยเฉพาะการได้มาซึ่งพระพุทธแก่นจันทร์ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงที่มาว่า ยังมีอุบาสกผู้หนึ่งชื่อโมลี เป็นคนอยู่ในแคว้นพะเยา ได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นั้น มาสักการะบูชาในวัดปทุมาราม ๖๐ ปี ต่อจากนั้น เจ้านครพะเยาพระนามว่า ยุทธสัณฐิระ (พระยาเชลียง) ทรงอัญเชิญพระพุทธรูปแก่นจันท์องค์นั้นมาประดิษฐานบูชาในวิหารวัดดอนชัย (วัดป่าแดงบุญนาค อำเภอเมืองพะเยา-ปัจจุบัน)[3] ซึ่งพระพุทธรูปแก่นจันทร์นี้ถือว่าเป็นเสมือนเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองคู่บารมีของพญายุทธิษฐิระทีเดียวก็ว่าได้ และในเรื่องนี้เองจึงเป็นชนวนให้พระองค์ต้องลดบทบาทลงเพราะเหตุผลทางการเมือง
ในการที่เจ้าสี่หมื่นพะเยา (ยุทธิษฐิระ) ได้เข้ามาพัฒนาเมืองพะเยาให้เจริญรุ่งเรืองนี้เองจึงส่งผลให้พระองค์มีพระราชอำนาจมากในทางภาคล้านนาตะวันออกทั้งหมดทั้งนี้ตั้งแต่ใต้เมืองเชียงรายเป็นต้นมาลงไปทางฝากตะวันออกคือเมืองน่านกับเมืองแพร่ ทะลุลงไปติดกับชายแดนของสุโขทัยแห่งอาณาจักรศรีอยุธยาเลยทีเดียวจนเป็นที่ไม่วางพระราชหฤทัยของกษัตริย์เชียงใหม่ที่หากปล่อยเอาไว้อย่างนั้นจะทำให้เป็นอันตรายต่อราชบัลลังก์ ด้วยเหตุผลนี้เองในปี พ.ศ.๒๐๒๒ อันเป็นปีสุดท้ายของการครองเมืองพะเยาของพระญายุทธิษฐิระนั้นในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์เล่าว่า พระเจ้าติโลกราชได้หาวิธีการกำจัดอำนาจของพญายุทธิษฐิระลงโดยการอัญเชิญพระพุทธรูปแก่นจันทร์จากพะเยาไปไว้ที่เมืองเชียงใหม่ซึ่งการอัญเชิญไปครั้งนี้ได้ผ่านทางเมืองน่าน เมืองแพร่ เขลางค์ (ลำปาง) ลำพูน เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเส้นทางที่อ้อมลงทางใต้แล้ววกขึ้นมาทางเหนือซึ่งมีเส้นทางอื่นที่ไม่ต้องอ้อมไปทางน่านกับแพร่ก็ได้ แต่เมื่อพิจารณาว่าเมืองน่านเมืองแพร่นั้นคือขอบเขตอำนาจของพระยายุทธิษฐิระ การนำพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพะเยาตระเวนไปเช่นนั้นก็เพื่อประกาศพระราชอำนาจของพระเจ้าติโลกราชแห่งเมืองเชียงใหม่ว่าทรงมีอยู่เหนือพระยายุทธิษฐิระอย่างแท้จริง และศูนย์กลางทางด้านอำนาจที่แท้จริงนั้นคือเชียงใหม่ มิใช่พะเยา [4]
ในเรื่องเมืองพะเยาในยุคภายใต้แคว้นล้านนาหรืออาณาจักรล้านนานี้ สรัสวดี อ๋องสกุลได้สรุปเอาไว้ว่าข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือเมืองพะเยาในสมัยล้านนานี้มีความสำคัญน้อยลงไปตามลำดับ เพราะกษัตริย์เชียงใหม่มักส่งเชื้อพระวงศ์ระดับสูงมาปกครอง เช่น ในสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน (๑๙๔๕–๑๙๘๔) ได้ส่งอาว์ผู้ช่วยเหลือให้พระองค์ได้ครองเชียงใหม่ เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ โดยกำหนดตำแหน่งเจ้าเมืองพะเยาไว้ที่ “เจ้าสี่หมื่น” และในสมัยพระเจ้าติโลกราช (๑๙๘๔–๒๐๓๐) ได้ส่งพระยายุษธิฐิระ มาครองเมืองพะเยา ผู้ปกครองเมืองพะเยาจึงเป็นเพียงเจ้านาย หรือเป็นตำแหน่งขุนนางที่เชียงใหม่ไว้วางใจเพื่อเป็นฐานขยายอำนาจสู่เมืองแพร่และเมืองน่านต่อไป แต่ถึงกระนั้นพะเยาไม่มีบทบาทอีกเลยหลังจากที่เชียงใหม่ได้เมืองแพร่และน่านเข้ามาผนวกกับแคว้นล้านนา [5]
พะเยาในยุคนี้นอกจากเจ้าสี่หมื่น(พระยายุษธิฐิระ) ไม่ปรากฏว่าเจ้าสี่หมื่นพระองค์ใดจะมีบทบาทที่โดดเด่นและเรื่องราวของพะเยาอีกเลย แต่เท่าที่มีปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกวัดลีระบุว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๓๘ ขณะที่ผูกพัทธสีมาวัดลีเจ้าสี่หมื่นทรงมาเป็นประธาน [6] และอีกครั้งหนึ่งสมัยพระเจ้านันทบุเรงที่บรรดาเจ้าเมืองเชียงแสน เจ้าเมืองพะเยา เจ้าเมืองเชียงราย ได้นำทัพของแต่ละเมืองมาสมทบกับทัพเชียงใหม่เพื่อร่วมกับทัพของพระมหาอุปราชาของพม่าในการโจมตีอยุธยา [7]
[1] สุจิตต์ วงษ์เทศ. บทความในประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน , ๒๕๓๙). หน้า ๔๕.
[2] พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. หนังสือประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน , ๒๕๓๙). หน้า ๔๕.
[3] พระรัตนปัญญาเถระ . ชินกาลมาลีปกรณ์. ( มปท.๒๕๑๐). หน้า ๑๖๔.
[4] สุจิตต์ วงษ์เทศ. บทความในประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน , ๒๕๓๙). หน้า ๔๙.
[5] สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา . พิมพ์ครั้งที่ ๒ ( กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๓๙). หน้า ๕๑.
[6] [6] พระธรรมวิมลโมลี. พะเยา ความเป็นมาในอดีต. งานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี ๒๕๔๑ ณ วัดศรีโคมคำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ถวายโดยบริษัท พงษ์จิตต์ จำกัด. ( มปท. ๒๕๔๑). หน้า ๒๔.
[7] กรมศิลปากร อ้างใน ลัดดาวัลย์ แซ่เชียว. ๒๐๐ ปีล้านนา. ( กรุงเทพฯ : TEN MAY PRODUCTION, ๒๕๔๕). หน้า ๑๔๘.