ในเรื่องดังกล่าวนี้ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ได้อธิบายตอนนี้ว่าการที่พญายุทธิษฐิระได้ครองเมืองพะเยา และมีผลประโยชน์เหนือเมืองแพร่ เมืองงาว และแคว้นกาวน่านนั้นเนื่องจากขณะนั้นเพิ่งจะรวมเอาดินแดนทั้งสามมาอยู่กับล้านนาใหม่ ๆ ซึ่งยุทธิษฐิระเองซึ่งเป็นเชื้อสายราชวงศ์พระร่วง ก็มีความสัมพันธ์กับเจ้าราชวงศ์เมืองน่านในการเป็นเครือญาติกันมาก่อน ดังนั้นการบำเหน็จรางวัลดินแดนดังกล่าวให้ยุทธิษฐิระจึงเท่ากับเป็นแผนการในการปกครองดินแดนที่เพิ่งได้มาใหม่ของพระเจ้าติโลกราชอย่างชาญฉลาด [2] ทีเดียว

.๒.ลำดับเจ้าแห่งผู้ครองเมืองพะเยา

                ต่อจากนี้ไปจะเป็นการเรียงลำดับเจ้าผู้ครองเมืองพะเยา  เริ่มจากราชวงศ์มังราย สู่ราชวงค์พระร่วง  และราชวงศ์เวียงพร้าว  (สายเจ้าหมื่นเวียงพร้าว)  ซึ่งข้อมูลนี้ได้มาจากบทความหลายทัศนะจึงนำมาตรวจสอบและให้สอดคล้องกันมากที่สุด   ดังนี้

 

ที่

พระนาม

ปี  พ.ศ.

หมายเหตุ

ไม่ปรากฏพระนาม

๑๘๗๙-๑๙๔๕ 

๖๖ ปี

เจ้าสี่หมื่น (อาวเลี้ยงพระเจ้าสามฝั่งแกน)

๑๙๔๕-๑๙๕๔

 

หมื่นมอกลอง

๑๙๘๕

ครองได้ปีเดียวตายในสนามรบ

พระญายุทธิษฐิระ              

๑๙๙๔-๒๐๒๒

 

นาง (เจ้า) หมื่น  หรือนางเมืองพะเยา

๒๐๒๒-๒๐๓๑

 

เจ้าสี่หมื่นพะเยา  (เจ้าเมืองญี่)  ผู้เป็นปู่เลี้ยงพระญายอดเชียงรายและกลับมากินเมืองพะเยาอีกครั้งในปี  พ.ศ.๒๐๓๙

๒๐๓๓-๒๐๓๖

 

เจ้าสี่หมื่นพะเยา (ผู้เป็นราชครูของพระญายอดเชียงราย)

๒๐๓๖-๒๐๓๙

 

เจ้าสี่หมื่นพะเยา  (เจ้าเมืองญี่) ผู้เป็นปู่เลี้ยงพระญายอดเชียงราย

๒๐๓๙

 

พระญาหัวเคียน

๒๐๓๙-๒๐๔๕

 

๑๐

เจ้าแสนญาณกัลยา

๒๐๔๕-๒๐๕๒

 

๑๑

เจ้าเมืองจิต

๒๐๕๖-๒๐๕๘

 

๑๒

เจ้าเมืองสร้อยพะเยา

๒๐๕๘-๒๐๕๙

 

๑๓

เจ้าเมืองฝาง

๒๐๕๙

 

๑๔

เจ้าคำยอดฟ้า

๒๐๕๙-๒๐๖๑

 

๑๕

เจ้าพระญาหน่อเชียงแสน

๒๐๖๒-๒๐๖๔

 

๑๖

พระญาเมืองตู้

๒๐๖๔-๒๐๗๐

 

๑๗

เจ้าขุนเชียงคง

๒๐๗๑-๒๐๗๘

 

๑๘

พระญามหาวรรณ

 

 

๑๙

พระญาเมืองแก้ว

 

  ๒๑๐๑  เสียเชียงใหม่ให้แก่พม่า

 

            หมายเหตุ           ผู้ครองพะเยาลำดับที่  ๒  เป็นทัศนะของสุจิตต์  วงษ์เทศ ,  ผู้ครองพะเยาลำดับที่  ๓  พิเศษ  เจียจันทร์พงษ์  ค้นพบในพงศาวดารโยนก, ผู้ครองพะเยาลำดับที่ ๔-๑๙ หนังสือครบรอบ  ๑๐๐  ปี แม่เจ้าทรายมูล (มหาวงศ์)  ไชยเมือง  และประวัติสายสกุลเจ้าหลวงเมืองพะเยา  พุทธศักราช  ๒๓๘๗-๒๔๕๖  อ้างพิเศษ  เจียจันทร์พงษ์ในหนังสือตำนานพระเจ้าตนหลวงเมืองพะเยา    แต่มีข้อสงสัยอยู่  ๒  ประเด็นฝากผู้รู้ตรวจสอบด้วย ในหนังสือประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา  หน้า  ๕๐  พญาหัวเคียน  ใช้ชื่อว่าเจ้าสี่หมื่นผู้เป็นปู่เลีย้งพระเจ้ายอดเชียงราย)  และปี  พ.ศ.ต่างกัน สมัยเจ้าคำยอดฟ้า  เป็น  ๒๐๖๐-๒๐๖๒  ไม่ใช่  ๒๐๕๙-๒๐๖๑ 

 

.๓. การลิดรอนอำนาจพระญายุทธิษฐิระ  (พ.ศ. ๑๙๙๔-๒๐๒๒)

     เหตุการณ์ในช่วงนี้  เป็นการเมืองภายในของเชียงใหม่และสุโขทัย  แต่ถึงกระนั้นก็ตามได้ส่งผลกระทบถึงเมืองพะเยาเป็นอย่างมากโดยมีสาเหตุหลายประการทั้งทางด้านการปกครอง  การพระศาสนา  และศิลปะวัฒนธรรม  จากจุดเริ่มต้นของพระญายุทธิษฐิระ  หรือ ยุทธิษเฐียร  ซึ่งเป็นพระโอรสของพระญาราม หรือพระญาเชลียง  พญายุทธิษฐิระนี้เป็นพระราชนัดดาของเจ้ากรุงสุโขทัยพระนามว่าศรีสุริยวงศ์บรมปาลมหาธรรมราชาธิราช  เรื่องมีอยู่ว่าพระมหาอุปราชแห่งอยุทธยาที่ครองเมืองพิษณุโลกอยู่นั้น  พระองค์ได้ทำสัญญาลับกับพระญายุทธิษฐิระว่าถ้าพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อยุธยาแล้วก็จะทรงสถาปนาพระญายุทธิษฐิระให้เป็นมหาอุปราช  แต่เมื่อพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจะเสด็จเสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์แห่งรัฐศรีอยุธยาแล้ว  พระองค์ทรงแต่งตั้งให้เป็นแค่พระยาสองแควอยู่ในเมืองพิษณุโลกเท่านั้น  จึงเกิดความขัดแย้งกันขึ้น 

     และในปี  พ.ศ.๑๙๙๔  พระญายุทธิษฐิระ  ลอบส่งสาสน์ไปทูลพระเจ้าติโลกราช เพื่อขอขึ้นอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของกษัตริย์เชียงใหม่แล้วนัดหมายกันให้ยกทัพมาตีเมืองปากยม, เมืองสุโขทัย  และเมืองชากังราว (พิจิตร)  ได้ประสบความสำเร็จ  เมื่อพระเจ้าติโลกราชยกทัพเสด็จกลับเชียงใหม่พญายุทธิษฐิระจึงได้อพยพครอบครัวขึ้นมาด้วย และได้ช่วยราชการสงครามให้กับฝ่ายเชียงใหม่เป็นอย่างมาก  ต่อมาจึงได้ครองเมืองภูคา และได้มาครองเมืองพะเยาโดยควบคุมเมืองแพร่กับเมืองน่านอันเป็นเขตแดนที่มีเขตติดต่อกับสุโขทัยทางแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน [1]

                ในเรื่องดังกล่าวนี้ พิเศษ  เจียจันทร์พงษ์  ได้อธิบายตอนนี้ว่าการที่พญายุทธิษฐิระได้ครองเมืองพะเยา และมีผลประโยชน์เหนือเมืองแพร่  เมืองงาว  และแคว้นกาวน่านนั้นเนื่องจากขณะนั้นเพิ่งจะรวมเอาดินแดนทั้งสามมาอยู่กับล้านนาใหม่ ๆ ซึ่งยุทธิษฐิระเองซึ่งเป็นเชื้อสายราชวงศ์พระร่วง  ก็มีความสัมพันธ์กับเจ้าราชวงศ์เมืองน่านในการเป็นเครือญาติกันมาก่อน  ดังนั้นการบำเหน็จรางวัลดินแดนดังกล่าวให้ยุทธิษฐิระจึงเท่ากับเป็นแผนการในการปกครองดินแดนที่เพิ่งได้มาใหม่ของพระเจ้าติโลกราชอย่างชาญฉลาด [2]   ทีเดียว

                เมื่อยุทธิษฐิระเข้ามาครองพะเยาได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับเมืองพะเยาเป็นอย่างมากทั้งในด้านการเมืองการปกครอง  การพัฒนาที่ปรากฏในศิลาจารึกว่าได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นในปี  พ.ศ.๒๐๑๗  เป็นต้นนอกจากนั้นยังมีการทำนุบำรุงพระศาสนา  มีการสร้างพระพุทธรูป,  สร้างรอยพระพุทธบาท  เป็นต้น  โดยเฉพาะการได้มาซึ่งพระพุทธแก่นจันทร์ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงที่มาว่า ยังมีอุบาสกผู้หนึ่งชื่อโมลี  เป็นคนอยู่ในแคว้นพะเยา  ได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นั้น  มาสักการะบูชาในวัดปทุมาราม  ๖๐  ปี  ต่อจากนั้น  เจ้านครพะเยาพระนามว่า  ยุทธสัณฐิระ (พระยาเชลียง)  ทรงอัญเชิญพระพุทธรูปแก่นจันท์องค์นั้นมาประดิษฐานบูชาในวิหารวัดดอนชัย (วัดป่าแดงบุญนาค อำเภอเมืองพะเยา-ปัจจุบัน)[3]   ซึ่งพระพุทธรูปแก่นจันทร์นี้ถือว่าเป็นเสมือนเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองคู่บารมีของพญายุทธิษฐิระทีเดียวก็ว่าได้  และในเรื่องนี้เองจึงเป็นชนวนให้พระองค์ต้องลดบทบาทลงเพราะเหตุผลทางการเมือง

                ในการที่เจ้าสี่หมื่นพะเยา (ยุทธิษฐิระ) ได้เข้ามาพัฒนาเมืองพะเยาให้เจริญรุ่งเรืองนี้เองจึงส่งผลให้พระองค์มีพระราชอำนาจมากในทางภาคล้านนาตะวันออกทั้งหมดทั้งนี้ตั้งแต่ใต้เมืองเชียงรายเป็นต้นมาลงไปทางฝากตะวันออกคือเมืองน่านกับเมืองแพร่ ทะลุลงไปติดกับชายแดนของสุโขทัยแห่งอาณาจักรศรีอยุธยาเลยทีเดียวจนเป็นที่ไม่วางพระราชหฤทัยของกษัตริย์เชียงใหม่ที่หากปล่อยเอาไว้อย่างนั้นจะทำให้เป็นอันตรายต่อราชบัลลังก์  ด้วยเหตุผลนี้เองในปี พ.ศ.๒๐๒๒  อันเป็นปีสุดท้ายของการครองเมืองพะเยาของพระญายุทธิษฐิระนั้นในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์เล่าว่า พระเจ้าติโลกราชได้หาวิธีการกำจัดอำนาจของพญายุทธิษฐิระลงโดยการอัญเชิญพระพุทธรูปแก่นจันทร์จากพะเยาไปไว้ที่เมืองเชียงใหม่ซึ่งการอัญเชิญไปครั้งนี้ได้ผ่านทางเมืองน่าน  เมืองแพร่  เขลางค์ (ลำปาง) ลำพูน  เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเส้นทางที่อ้อมลงทางใต้แล้ววกขึ้นมาทางเหนือซึ่งมีเส้นทางอื่นที่ไม่ต้องอ้อมไปทางน่านกับแพร่ก็ได้  แต่เมื่อพิจารณาว่าเมืองน่านเมืองแพร่นั้นคือขอบเขตอำนาจของพระยายุทธิษฐิระ  การนำพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพะเยาตระเวนไปเช่นนั้นก็เพื่อประกาศพระราชอำนาจของพระเจ้าติโลกราชแห่งเมืองเชียงใหม่ว่าทรงมีอยู่เหนือพระยายุทธิษฐิระอย่างแท้จริง  และศูนย์กลางทางด้านอำนาจที่แท้จริงนั้นคือเชียงใหม่  มิใช่พะเยา  [4]

     ในเรื่องเมืองพะเยาในยุคภายใต้แคว้นล้านนาหรืออาณาจักรล้านนานี้ สรัสวดี  อ๋องสกุลได้สรุปเอาไว้ว่าข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือเมืองพะเยาในสมัยล้านนานี้มีความสำคัญน้อยลงไปตามลำดับ  เพราะกษัตริย์เชียงใหม่มักส่งเชื้อพระวงศ์ระดับสูงมาปกครอง เช่น ในสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน (๑๙๔๕–๑๙๘๔) ได้ส่งอาว์ผู้ช่วยเหลือให้พระองค์ได้ครองเชียงใหม่ เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบ โดยกำหนดตำแหน่งเจ้าเมืองพะเยาไว้ที่  “เจ้าสี่หมื่น”  และในสมัยพระเจ้าติโลกราช (๑๙๘๔–๒๐๓๐)  ได้ส่งพระยายุษธิฐิระ มาครองเมืองพะเยา  ผู้ปกครองเมืองพะเยาจึงเป็นเพียงเจ้านาย หรือเป็นตำแหน่งขุนนางที่เชียงใหม่ไว้วางใจเพื่อเป็นฐานขยายอำนาจสู่เมืองแพร่และเมืองน่านต่อไป  แต่ถึงกระนั้นพะเยาไม่มีบทบาทอีกเลยหลังจากที่เชียงใหม่ได้เมืองแพร่และน่านเข้ามาผนวกกับแคว้นล้านนา  [5]

     พะเยาในยุคนี้นอกจากเจ้าสี่หมื่น(พระยายุษธิฐิระ) ไม่ปรากฏว่าเจ้าสี่หมื่นพระองค์ใดจะมีบทบาทที่โดดเด่นและเรื่องราวของพะเยาอีกเลย แต่เท่าที่มีปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกวัดลีระบุว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๓๘  ขณะที่ผูกพัทธสีมาวัดลีเจ้าสี่หมื่นทรงมาเป็นประธาน  [6]  และอีกครั้งหนึ่งสมัยพระเจ้านันทบุเรงที่บรรดาเจ้าเมืองเชียงแสน  เจ้าเมืองพะเยา  เจ้าเมืองเชียงราย ได้นำทัพของแต่ละเมืองมาสมทบกับทัพเชียงใหม่เพื่อร่วมกับทัพของพระมหาอุปราชาของพม่าในการโจมตีอยุธยา [7]



[1] สุจิตต์  วงษ์เทศ.  บทความในประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา.  (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน , ๒๕๓๙).   หน้า  ๔๕.

[2] พิเศษ  เจียจันทร์พงษ์.  หนังสือประวัติศาสตร์  สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน , ๒๕๓๙).   หน้า  ๔๕.

[3] พระรัตนปัญญาเถระ .  ชินกาลมาลีปกรณ์.  ( มปท.๒๕๑๐).  หน้า  ๑๖๔.

[4] สุจิตต์  วงษ์เทศ.  บทความในประวัติศาสตร์  สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา.  (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน , ๒๕๓๙).  หน้า  ๔๙.

[5] สรัสวดี  อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา . พิมพ์ครั้งที่  ๒  ( กรุงเทพฯ  :  บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด,   ๒๕๓๙).    หน้า  ๕๑.

[6] [6] พระธรรมวิมลโมลี. พะเยา  ความเป็นมาในอดีต. งานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี  ๒๕๔๑           ณ  วัดศรีโคมคำ  อำเภอเมือง  จังหวัดพะเยา ถวายโดยบริษัท พงษ์จิตต์ จำกัด. ( มปท. ๒๕๔๑). หน้า  ๒๔.

[7] กรมศิลปากร  อ้างใน ลัดดาวัลย์  แซ่เชียว. ๒๐๐  ปีล้านนา. ( กรุงเทพฯ : TEN  MAY  PRODUCTION, ๒๕๔๕). หน้า  ๑๔๘.