ข่าวสลด!!! พบศพเด็กทารกวัดไผ่เงินเจออีก 1654 ศพ รวมแล้ว 2002 ศพ ตะลึง พบแฝดสยาม 3 คู่ สัปเหร่อไม่สลดทำแผน-ฝากขัง ยังยิ้มได้ ...
ประเทศไทยถูกตีแผ่ประจานสังคมไทยไปทั่วโลก ข่าวการทำแท้งเถื่อนแล้วนำซากศพส่งให้สัปเหร่อเตรียมเผาทำลายที่วัดไผ่เงินโชติการาม ถนนจันทน์ เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ ประจานความฟอนเฟะของสังคมไทยตีแผ่ไปทั่วโลก..
ทำไม? การทำแท้งยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆที่ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธและเราก็ยังมีการรณรงค์การวางแผนครอบครัวตลอดเวลา
ศีลข้อที่ 1 ของศาสนาพุทธ ระบุว่า การฆ่าสัตว์เป็นบาป แล้วการฆ่าเด็กไม่บาปหรือ แท้จริงแล้ว เราควรเริ่มจากจุดไหน
นักการเมืองบางท่านบอกว่า ควรปรับแก้ไขกฎหมายไปเลย...เริ่มจาก ออกกฎหมายให้นักเรียนที่ตั้งครรภ์สามารถเรียนหนังสือต่อจนสำเร็จการศึกษาได้ ถ้าเป็นแบบนั้นก็หมายความว่า ไม่จำเป็นต้องมีการระมัดระวังป้องกัน กันแล้วสิ...หรือบางที บางท่านก็มีการเสนอว่า ให้มีการออกกฎหมายทำแท้งอย่างเสรี แต่ต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ เราก็ต้องย้อนกลับมาดูอีกว่า‘การวินิจฉัยของแพทย์’ นั้นมีเกณฑ์วัดที่อะไร
ขอให้เราลองมาศึกษาร่วมกันถึงข้อดี ข้อเสีย ของการทำแท้งก่อนว่าเป็นอย่างไร
ในแต่ละปี คนไทยตั้งครรภ์ประมาณ 1 ล้านคน แท้งเอง 6% ทำแท้ง 8% คลอดและเสียชิวิต 1% คลอดแล้วมีชีวิตรอด 85% ทั้งนี้ในการทำแท้งถูกกฎหมาย ที่เน้นว่าถูกกฎหมาย คือ กฎหมายยอมรับ นั้น ทำได้เพียง 2 กรณี คือ
1 การตั้งครรภ์นั้นเป็นอันตรายต่อมารดา
2 มารดาตั้งครรภ์จากการถูกข่มขืน
ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องกระทำโดยแพทย์และคณะแพทย์ลงมติเห็นชอบเท่านั้น
มาถึงตรงนี้ ขอยกตัวอย่างความเชื่อของพี่น้องชาวคริสต์เกี่ยวกับการทำแท้งในไบเบิลที่ว่า...ถ้ามีผู้ชายตีกันแล้วบังเอิญไปถูกหญิงมีครรภ์ทำให้แท้งลูก ต้องปรับผู้นั้นตามแต่สามีของหญิงนั้นเรียกร้องเอาจากเขา ถ้าหากว่าเป็นเหตุให้เกิดอันตรายประการใดก็ให้วินิจฉัยดังนี้ ชีวิตแทนชีวิต...(อพยพ 21: 22-25)
แล้วการใช้ถุงยางอนามัยล่ะ? บางท่านอาจคิดว่าก็รณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยสิ...เราควรย้อนกลับมาคิดกันว่าถุงยางอนามัยนั้นสามารถคุมกำเนิดและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ 100% จริงหรือเปล่า
คุณผู้ชายหลายท่าน เวลาซื้อถุงยางอนามัยมักนิยมเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง หรือ ในกระเป๋าสตางค์ ซึ่งที่ดังกล่าวนี้ทำให้ประสิทธิภาพของถุงยางเสื่อมลง เนื่องจากการกดทับและความร้อน อีกทั้ง การขนส่งและการจัดเก็บที่ร้านค้าก่อนจะมาถึงมือผู้ซื้อ ก็มีส่วนเร่งการเสื่อมสภาพของถุงยางอนามัยอีกด้วย...
ในแง่ของจิตใจล่ะ ถ้าเราเป็นพ่อแม่แล้วลูกสาวหรือลูกชายของเราขออนุญาตใช้ถุงยางอนามัย หรือเราพบถุงยางอนามัยในกระเป๋าของลูกเรา เราจะรู้สึกอย่างไร ? จะกล้าสนับสนุนลูกๆไหม ?
ผู้เขียนเชื่อว่า 100% คงรับไม่ได้
แต่บางท่านก็อาจจะแย้งว่าก็สังคมมันเป็นแบบนี้แล้ว ถ้าไม่ใช้ถุงยางอนามัยแล้วจะให้ทำอย่างไร
เราคงต้องเริ่มจากการเปลี่ยนทัศนคติของเราเกี่ยวกับการให้การศึกษาเรื่องเพศแก่เยาวชนของเราเสียก่อน โดยเปลี่ยนจากการสอนแต่ให้พวกเขา ‘ยืดอกพกถุง’ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากค่านิยมฟรีเซ็กส์ (Free Sex) ที่ปลายเหตุ ในรูปแบบ “เซฟเซ็กส์” (Safe Sex) เพียงเอย่างเดียว มาสู่การส่งเสริม “จริยธรรมทางเพศ” (Sexual Ethic) กันอีกทางหนึ่งด้วย
หลายท่านคงสงสัยว่าแล้ว “จริยธรรมทางเพศ” (Sexual Ethic) คืออะไร ก็ในเมื่อทุกวันนี้สถานศึกษาหลายแห่งก็มีการสอน “เพศศึกษา” (Sex Education) อยู่แล้ว ความแตกต่างมันอยู่ที่ตรงไหน?
“เพศศึกษา” (Sex Education) สอนอะไร...เพศศึกษาสอนเรื่อง ระบบสืบพันธุ์ รวมทั้งวิธีการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ส่วนท่านใดที่ยังไม่แต่งงานแต่จะมีเพศสัมพันธ์กันก่อน ก็มีได้ หรือแม้กระทั่งจะแต่งงานไปแล้ว ถ้าจะนอกใจ (มีชู้ มีกิ๊ก) ก็แนะนำว่าควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง สรุปก็คือ ยังมี “ฟรีเซ็กส์” เหมือนเดิม เพียงแต่ใช้ถุงยางอนามัยเพื่อให้ปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
แล้ว “จริยธรรมทางเพศ” (Sexual Ethic) ล่ะ สอนอะไร... สอนเรื่องรักบริสุทธิ์ การมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น และการยับยั้งชั่งใจ รวมทั้งสอนเรื่องคุณค่าของเพศสัมพันธ์ และแนวทางปฏิบัติเพื่อส่งเสริมคุณค่าของเพศสัมพันธ์ คือ เมื่อยังไม่แต่งงาน ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ และเมื่อแต่งงานแล้วก็ต้องรักเดียวใจเดียว ไม่มีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่น
เราๆ ท่านๆ คงรู้กันอยู่แล้วว่าผลของค่านิยม “ฟรีเซ็กส์” เป็นอย่างไร ภรรยาหรือสามีของเราจะดีใจไหมถ้าเขาหรือเธอนั้นบอกเราว่า ‘สวมแหวนไม่ได้แปลว่ารักมากกว่าสวมถุง’
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะกลับมาทบทวนถึงปัญหานี้โดยไม่ต้องรอให้การทำแท้งหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้นเกิดขึ้นกับคนที่เรารัก..