เมืองพุทไธสง เดิมมีคูเมืองล้อมเกือบรอบเมือง ปัจจุบันซากคูเมืองยังพอมีให้เห็น ทำให้มีการสันนิษฐานว่า “พุทไธสง” มาจากภาษาเขมรว่า “บันทายสรอง” แปลว่า “กำแพงสูง”
เมืองพุทไธสงได้เริ่มก่อตั้งเมือ พ.ศ.2342 เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าพันปี
มีขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณีหลากหลาย เมืองพุทไธสงอาจสันนิษฐานได้ว่า บริเวณนี้ได้เคยเป็นที่ตั้งชุมชนมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ราว 3,000 ปีมาแล้ว ในยุคแรกเริ่มของประวัติศาสตร์ดินแดนที่ราบสูงทางภาคตะวันวันออกเฉียงเหนือ ได้รับวัฒนธรรมจากภายนอกโดยเฉพาะจากอินเดียบรรดารัฐหรือเมืองได้รับการพัฒนาหลายยุคหลายสมัย มีการเจริญรุ่งเรืองและล่มสลายไปตามกาลเวลา
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมไว้เพื่อทอเป็นเครื่องนุ่งห่มโดยเฉพาะทางภาคอีสานมีการเลี้ยงไหมมากที่สุด ดังนั้นพระองค์จึงทรงมีพระราชดำริจะบำรุงอุดหนุนการเลี้ยงไหม เพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ
ปี พ.ศ. 2444 กระทรวงเกษตราธิการ ซึ่งมีเจ้าพระยาเทเวศวงษ์วิวัฒน์ เป็นเสนาบดีได้จ้างผู้เชี่ยวชาญการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมชาวญี่ปุ่น โดยมีศาสตราจารย์ โทยามา (Kametaro Toyama) เป็นหัวหน้าคณะเข้าทำการสำรวจ หาลู่ทางในการปรับปรุงในการเลี้ยงไหมของไทย
ปี พ.ศ. 2446 รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ได้ตั้งกรมช่างไหมขึ้นโดยมีพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒน์พงษ์ เป็นอธิบดี
ปี พ.ศ. 2447 กรมช่างไหมได้จัดตั้งสาขาขึ้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เรียกว่ากองช่างไหมบุรีรัมย์
ปี พ.ศ. 2448 กรมช่างไหมได้ส่งเจ้าพนักงานชาวญี่ปุ่นไปสอนการทำสวนหม่อน เลี้ยงไหมและการสาวไหม ตามวิธีสมัยใหม่แก่ราษฎรในอำเภอพุทไธสง มณฑลนครราชสีมา และในเดือนพฤษภาคม รศ.127 (พ.ศ.2452) ได้แจกพันธุ์ไหมให้แก่ราษฎรในอำเภอพุทไธสง 110 คน