จะให้นักศึกษา สัมผัสความรู้สึกจากแววตา ความเป็นอยู่ของชาวบ้านได้ดีต้องเริ่มการพานักศึกษาลงเรียนมหาวิทยาลัยชีวิตดีกว่า

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 1 มิถุนายน 2554 หน้า 11 ได้ลงข่าวเกี่ยวกับ มหาวิทยาลัยชีวิต ดังนี้


ชี้เปลี่ยนปท.ไทยต้องสร้างมหาวิทยาลัยชีวิต

ให้นักศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น

“ประเวศ” ชี้เปลี่ยนแปลงประเทศไทย ต้องสร้างมหาวิทยาลัยชีวิต เปลี่ยนวัฒนธรรมการเรียนรู้ท้องถิ่น ปลื้ม อุตรดิตถ์โมเดล ต้นแบบของ 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัด ติงการศึกษาติดขัดมา 100 ปี ปฎิรูปไม่สำเร็จ เหตุไม่ได้ปฎิรูปแนวคิด การศึกษาไทย เอาวิชาเป็นตัวตั้ง แต่ไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ (มรอ) ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานสมัชชาปฎิรูปประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง มหาวิทยาลัย..พลังแก้วิกฤตชาติ” ภายในงาน “อุตรดิตถ์โมเดลสู่การพัฒนาท่าเหนือเมืองน่าอยู่ 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัด” จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ตอนหนึ่งว่ามหาวิทยาลัยคือขุมทรัพย์ทางปัญญาที่จะทำให้ชาติพ้นวิกฤต แต่ตอนนี้กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงของแผ่นดิน วัฒนธรรมอำนาจเข้ามาครอบงำ ฉะนั้น โจทย์สำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมเผด็จการสู่วัฒนธรรมการเรียนรู้ท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อเป็นแผ่นดินแห่งการเรียนรู้ ผู้คน ท้องถิ่นต้องเข้ามามีส่วนร่วม

อย่างไรก็ตามอยากเห็นในแต่ละจังหวัด สถาบันการศึกษา ทำงานร่วมกับทุกคนในพื้นที่ และใช้เครื่องมือในการเรียนรู้ร่วมกันในการปฎิบัติ เพราะการเรียนรู้จากการท่องตำรา ไม่สามารถช่วยอะไรได้ การเรียนรู้นอกเหนือจากการปฎิบัติทำให้เกิดสิ่งที่ดีงาม เนื่องจากการเรียนรู้ระหว่างกัน เชื่อว่าจะนำไปสู่การเชื่อถือ ไว้วางใจกัน และทำให้เกิดความสุข ไม่เกิดการระแวงต่อกัน ไม่ต้องระมัดระวัง ไม่ต้องเข้าไปตรวจสอบ มีความสุขที่จะทำ และประสบความสำเร็จในสิ่งที่จะทำ แต่การศึกษาจำกัดอยู่ในกรุงเทพมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยในรูปใหม่ต้องเป็นมหาวิทยาลัยชีวิต

“การศึกษาที่ติดขัดมา 100 ปี และพยายามปฎิรูป แต่ไม่สำเร็จ เพราะไม่ได้ปฎิรูปแนวคิด อุตรดิตถ์โมเดล เป็นการปฎิรูปแนวคิด และการศึกษาไทย เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไมได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง แผ่นดินจึงอ่อนแอ และมีการแย่งชิง ดังนั้น อุตรดิตถ์โมเดลไม่ได้เอาวิชาเป็นตั้งตั้ง และปฎิรูปประเทศไทยที่สำคัญที่สุด ศูนย์อำนาจต้องไม่มีไว้ในส่วนกลาง ซึ่งการรวมอำนาจส่วนกลางเกิดขึ้นนานเกินไป ทำให้เกิดการแย่งอำนาจ และได้เปลี่ยนอำนาจจากพระเจ้าแผ่นดิน มาเป็นราษฎร กองทัพ และนักการเมืองทำให้เกิดความหายนะต่อประเทศบ้านเมือง” ศ.นพ.ประเวศ กล่าว

ทั้งนี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากวัฒนธรรม วิถีชีวิตของชุมชนที่หลากหลาย มหาวิทยาลัยต้องเข้ามาช่วยสร้างสันติระหว่างคนกับคน และคนกับสิ่งแวดล้อม จึงอยากให้ทุกคนมาเรียนรู้ร่วมกับชุมชน โดยอาศัยการอยู่ร่วมกันเป็นศีลธรรม โดยเฉพาะศีลธรรมในครอบครัว และชุมชน เพราะที่ผ่านมาชุมชนเกิดการแตกจากอำนาจรัฐ เงิน และความรู้ เกิดวิกฤตของสังคม นอกจากนั้นระบบราชการอ่อนแอทั้งประเทศ ควรสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นในเชิงนโยบาย และความรู้ ส่วนการจะลดปัญหาคอรัปชั่น อำนาจความคิด มากกว่าอำนาจเงิน กระจายอำนาจส่วนท้องถิ่น

ศ.นพ.ประเวศ กล่าวด้วยว่ากำแพงของสถาบันการศึกษา คือกำแพงที่ขวางกั้นการศึกษากับชีวิตการลงพื้นที่ สัมผัสวิถีชีวิต เพราะฉะนั้นจะให้นักศึกษา สัมผัสความรู้สึกจากแววตา ความเป็นอยู่ของชาวบ้านได้ดีต้องเริ่มการพานักศึกษาลงเรียนมหาวิทยาลัยชีวิตดีกว่า ตอนนี้มีนักศึกษาเป็นแสนคน มีหมู่บ้านประมาณ 8 หมื่นแห่ง จะทำให้สร้างนักศึกษาที่มีความรู้และปัญญา ต้องให้ได้เรียนรู้จากตำรา และบุคคล วิถีชีวิต ประสบการณ์ เพราะตำราสอนให้ได้ความรู้ แต่ถ้าสอนจากบุคคล จะทำให้นักศึกษาได้ปัญญา อย่างไรก็ตาม การสร้าง 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัดให้เกิดขึ้นต้องปรับแนวคิดให้เป็นรูปแบบ พื้นที่เป็นตัวตั้ว มหาวิทยาลัยทำงานร่วมกันจังหวัด และมี สสส.เข้ามาสนับสนุน ทำให้เปิดพื้นที่ปัญญา และพื้นที่สังคม

รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัด มีภารกิจ ในการจัดองค์ความรู้ ศูนย์ความรู้ในมหาวิทยาลัย สร้างนักวิชาการรับใช้สังคม เพื่อให้กำแพงที่กั้นระหว่างมหาวิทยาลัยกับท้องถิ่น จะได้ไม่ต้องปิดตาย และเป็นที่พึ่งของสังคม นอกจากนั้นงานวิชาการต้องสามารถช่วยเหลือพัฒนาสังคม อย่างไรก็ตาม สำหรับการดำเนินงานผลักดันให้งานวิจัย สามารถขอตำแหน่งทางวิชาการได้นั้น อยากให้มหาวิทยาลัยช่วยกันคิดว่างานวิจัยเชิงพื้นที่ควรเป็นอย่างไร ผลงานที่ได้รับการยอมรับควรมีลักษณะแบบไหน และที่สำคัญทำไมชุมชนถึงต้องมองเห็นมหาวิทยาลัยเป็นที่พึ่ง

น.ส.ธันวธู จอมสืบ อดีตนักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกพัฒนาชุมชน มรอ. กล่าวว่า ในช่วงที่เรียนในมหาวิทยาลัยตนได้เห็นและร่วมกับมหาวิทยาลัยทำงานกับชุมชนทำให้คิดเป็นทำอะไร และรู้ว่าจะต้องทำอะไรก่อนอะไรหลัง ที่สำคัญรู้ปัญหาที่แท้จริงของชุมชน จึงทำให้เมื่อจบออกมาสามารถแก้ปัญหาชุมชนได้ทันที และที่สำคัญมีจิตอาสาที่จะทำงานร่วมกับท้องถิ่น

ด้านนายศรายุทธ์ ทิอ่อน นายกองค์กรบริหารส่วนตำบล(อบต.)ขุนฝาง จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายคนจะมองว่าการทำงานขององค์กรต่างๆในชุมชนนั้นจะมีการทุจริต แต่จากประสบการณ์ที่ตนทำงานร่วมกับชุมชน ไม่พบว่ามีกรณีดังกล่าว เพราะทำงานด้วยการไว้ใจกัน และมีการทำงานร่วมกันทุกฝ่ายจึงทำให้มีระบบการตรวจสอบกันด้วย ดังนั้นตนอยากให้ส่วนกลางมีการนำวัฒนธรรมเชื่อใจกันเข้าไปใช้ในงานด้วย


ขอเชิญเพื่อนพ้องน้องพี่ชาว ม.ชีวิต แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ได้โดยพลัน...