นางสาวพิไลวรรณ จ้อยีผล เลขที่ 76
สาขาบริหารการศึกษา รายวิชา EDU 511 เทโนโลยีการศึกษา
สรุปเนื้อหางานวิจัย
ปัจจัยเชิฃสาเหตุที่ส่งผลต่อการยอมรับนวัตกรรมและเทโนโลยีการศึกษาของครูเกียรติยศในประเทศไทย
สรุปงานวิจัย
จุดมุ่งหมายของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยคุณลักษณะส่วนตัว คุณลักษณะขององค์การ พฤติกรรมการติดต่อสื่อสาร ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาคุณลักษณะทางจิตวิทยาคือทัศนคติและแรงจูงใจกับการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ซึ่งวัดในรูปของปริมาณของการยอมรับความคงทนและความไวในการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาของครูเกียรติยศในประเทศไทย โดยใช้กรอบความคิดตามทฤษฎีการยอมรับนวัตกรรม ทฤษฎีการติดต่อสื่อสาร ทฤษฎีทัศนคติและการจูงใจและทฤษฎีองค์การ
2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมและกระบวนการตัดสินใจยอมรับของครูเกียรติยศว่ามีกระบวนการตัดสินใจยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาอย่างไร โดยทำการศึกษาเป็นรายกรณี ตามวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ
วิธีดำเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบสำรวจ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยภูมิหลัง ลักษณะขององค์การ พฤติกรรมการติดต่อสื่อสาร ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา คุณลักษณะทางจิตวิทยา (ทัศนคติและแรงจูงใจ) โดยวัดในรูปของปริมาณของการยอมรับความคงทนและความไวในการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาของครูเกียรติยศในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 2800 คน กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณประกอบด้วยครูเกียรติยศในประเทศไทยจำนวน 1243 คน สุ่มเลือกมาโดยวิธีสุ่มแบบง่าย ส่วนกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยเจาะจงมา 50 คน จากครูเกียรติยศที่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามมาแล้ว โดยใช้คำคุณศัพท์ จำนวน 57 คำ ของโรเจอร์ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ในการวิจัยเชิงปริมาณและใช้วิธีสนทนาเชิงสัมภาษณ์และโฟกัสกรุ๊ฟในการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการรวบรวมข้อมูลเมื่อนำแบบสอบถามที่คืนมาตรวจสอบแล้วได้แบบสอบถามที่สมบูรณ์นำมาวิเคราะห์ข้อมูล จำนวน 1243 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 86.85
การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ วิเคราะห์โดยใช้สถิติ โดยการคำนวณค่าร้อยละ การวัดแนวโน้มสู่ส่วนกลาง การวัดค่ากระจาย ค่าวัดความเบ้ ค่าวัดความสูงต่ำ การวัดระดับความนิยมนวัตกรรม การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ การวิเคราะห์ถดถอย การวิเคราะห์อิทธิพลและการวิเคราะห์อำนาจจำแนกพฤติกรรมการติดต่อสื่อสารและแรงจูงใจของครูเกียรติยศมีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาเช่นเดียวกับการศึกษาในเชิงปริมาณ
อภิปราย
จากผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้นมีเรื่องที่น่าสนใจกล่าวถึงหลายประการดังนี้
1.เมื่อเปรียบเทียบคุณลักษณะของบุคคลทั้ง 3 ด้านคือ ลักษณะการยอมรับ อายุการศึกษา สาขาที่จบ ประสบการณ์รายได้ หน่วยงานที่สังกัด เพศ และตำแหน่ง พบว่า ครูเกียรติยศที่มีอายุต่างกัน จะมีการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาในด้านปริมาณแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ครูเกียรติยศที่มีประสบการณ์ต่างกัน หรืออยู่ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกันจะมีการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ด้านความไวในการยอมรับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับการวิจัยของ Nuney (1977:4460) Burford (1980: 992-A) Rogers (1985: 44/11) สุภรณ์ วัชรศิริธรรม (2525) บุรินทร์ บุรัตน์ (2527) ประมวล พุทธานนท์ (2529) O. Reily & Fish (1976: 68-70) ศันสนีย์ ขำเกิล(2529) ทั้งนี้สอดล้องกับการวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้ที่มีประสบการณ์ทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษามาก จะยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาได้เร็ว และยอมรับมากกว่าผู้ที่ประสบการณ์และมีระดับการศึกษาน้อยกว่า ผลการศึกษาอีกประการหนึ่งคือ ผู้ที่มีอายุ ประสบการณ์ หรือมีระดับการศึกษาใกล้เคียงกัน จะมีพฤติกรรมการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ไม่แตกต่างกันมากนักส่วนครูเกียรติยศที่มีคุณลักษณะด้านบุคคลด้านอื่น ๆ ต่างกันมีการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะในด้านเพศนั้นคณเกียรติยศทั้งเพศหญิงและชาย มีจำนวนใกล้เคียงกัน และมีอายุส่วนใหญ่ระหว่าง 31 – 50 ปี ซึ่งอยู่ในวัยกลางคนมีประสบการณ์ค่อนข้างสูง และมีรายได้ 20,000 บาทขึ้นไปคือ ฐานะค่อนข้างปานกลางถึงรายได้ดีและอยู่ในระดับบริหารส่วนใหญ่ หน่วยงานที่สังกัดส่วนใหญ่ก็มาจากโรงเรียนขนาดกลาง ซึ่งลักษณะที่ใกล้เคียงกันเหล่านี้ ทำให้สภาพการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาของครูเกียรติยศจึงไม่แตกต่างกัน ซึ่งตรงกับผลการวิจัยของ Baldridge and Burnham (1975: 165-176)ชูชาติ บุญชู (2524: ง-ฉ) สุวรรณา เอี่ยมสุขวัฒน์ (2528)
2. เมื่อศึกษาอิทธิพลของตัวแปรต้น คือ พฤติกรรมการติดต่อสื่อสาร คุณลักษณะส่วนตัวและคุณลักษณะองค์การที่ครูเกียรติยศสังกัด จะเห็นได้ว่ามีตัวแปรต้นเพียงตัวเดียว คือ พฤติกรรมการติดต่อสื่อสารที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการยอมรับ ซึ่งตรงกับผลการวิจัยของ โซซิน (1964) Usom(1966) โรเจอร์ (1969) ฟิสเตอร์ (1968) ยูริด (2521) เดมอส (1978) โรเจอร์ (2513) ประมวล
สรุปผลการวิจัย
ผลการวิจัยปรากฏดังนี้
1. เมื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยคุณลักษณะบุคคล พฤติกรรมการติดต่อสื่อสาร คุณลักษณะขององค์การ ความรู้ คุณลักษณะทางจิตวิทยา (ทัศนคติ และแรงจูงใจ)กับการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาแล้วปรากฏว่า ตัวแปรปัจจัย คุณลักษณะส่วนบุคคล พฤติกรรมการติดต่อสื่อสาร คุณลักษณะองค์การ ความรู้ ทัศนคติ แรงจูงใจ เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ทั้งนี้พฤติกรรมการติดต่อสื่อสาร ทัศนคติและแรงจูงใจ มีอิทธิพลโดยตรงต่อการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ส่วนปัจจัยคุณลักษณะส่วนตัว คุณลักษณะขององค์การมีอิทธิพลทางอ้อมโดยผ่านตัวแปร ความรู้ ทัศนคติและแรงจูงใจการศึกษา ทั้งโดยการเรียนในชั้นเรียน การฝึกอบรมหรือจากสื่ออื่น ๆ และมีโอกาสเข้ามาสัมผัสนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา อาจจะโดยการเห็นผู้อื่นใช้แล้วตนเองมีโอกาสได้ใช้เห็นว่าได้ผลดีจึงเป็นแรงจูงใจให้ยอมรับและตัดสินใจใช้และใช้ต่อไป ซึ่งเป็นการยืนยันให้เห็นว่าครูเกียรติยศทุกคนเห็นด้วยกับการนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษามาใช้ในการเรียนการสอนส่วนพฤติกรรม การยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาของครูเกียรติยศที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ดังกล่าวจะแตกต่างกันไม่มากนัก พฤติกรรมที่แตกต่างกันชัดเจนคือในด้านการนำไปใช้ว่าจะนำไปใช้อย่างไรหรือใช้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับงานที่ปฏิบัติกับคุณลักษณะของหน่วยงานเป็นสำคัญ สังเกตได้ว่าหากครูเกียรติยศที่อยู่ในหน่วยงานที่สนับสนุนและเอื้อต่อการนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษามาใช้ ครูเกียรติยศจะมีโอกาสสัมผัสนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษามาก อยางไรก็ตามจากผลการศึกษาแสดงว่า ระดับความรู้ของครูเกียรติยศ และ(2529) ศันสนีย์ (2529) ปาริชาติ (2533) ส่วนตัวแปรคุณลักษณะส่วนตัวและคุณลักษณะขององค์การ ไม่มีอิทธิพลโดยตรงเพราะตัวแปรทั้ง 2 ตัวนี้ มีอิทธิพลทางอ้อมต่อการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา โดยมีอิทธิพลผ่านตัวแปรแทรก คือ ความรู้ ทัศนคติ และการจูงใจ ข้อยืนยันข้อนี้ได้จากการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยแสดงให้เห็นว่า เมื่อครูเกียรติยศได้รับความรู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ก็จะเกิดทัศนคติและแรงจูงใจที่จะยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ทั้งนี้เป็นผลที่เกิดขึ้นจากคุณลักษณะส่วนตัว เช่น อายุ ระดับการศึกษาตำแหน่ง และคุณลักษณะขององค์การด้วย เช่น การบริหาร การสนับสนุนขององค์การที่ครูเกียรติยศสังกัดอยู่ด้วยส่วนตัวแปรความรู้ ทัศนคติ และแรงจูงใจนั้น ผลการวิจัยของ Arbuckle (1977: 175)Demos (1978: 7108-A) โรเจอร์ และคณะ (2513: 32-36) Erout (1975 : 13-26) O’ Reily andFish (1976: 68-70) วธู ชูกิตติกุล (2525) รัตนาภร ธรรมโกศล (2526) แสดงให้เห็นว่า ความรู้ทัศนคติและการจูงใจ มีความสัมพันธ์กับการยอมรับนวัตกรรม แต่ผลการวิจัยดังกล่าวไม่ไศึกษาว่ามีตัวแปรใดบ้างที่มีอิทธิพลผ่านตัวแปรทั้ง 3 ดังนี้ ซึ่งจากผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า ตัวแปรทั้ง 3 ตัว คือ ความรู้ ทัศนคติ และแรงจูงใจ มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา โดยมีตัวแปรพฤติกรรมการติดต่อสื่อสาร คุณลักษณะส่วนตัว และคุณลักษณะของมีอิทธิพลต่อทางอ้อมผ่านตัวแปรเหล่านี้ ผลการวิเคราะห์นี้สอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงคุณภาพที่แสดงให้เห็นเมื่อครูเกียรติยศเปิดรับสารที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ก็เกิดความรู้เกิดทัศนคติที่ดีต่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาแล้วก็เกิดแรงจูงใจที่จะยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาในภายหลัง
3. เมื่อวิเคราะห์สัมประสิทธิสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตามแล้ว มีข้อน่าสังเกต คือ ตัวแปรที่มีค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์สูงคือ ตัวแปรการมองเห็นคุณค่า (VALUE) การใช้(USE) ซึ่งเป็นตัวแปรย่อยของตัวแปรทัศนคติ รายได้ (INCOME) ความกระตือรือร้น (EAGER)แสดงว่า ตัวแปรทั้ง 4 ตัวนี้มีอิทธิพลในการจำแนกการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาอยู่ในระดับมากในทำนองเดียวกันตัวแปรตาม การยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ซึ่งแบ่งออกเป็น ความไวในการยอมรับ ปริมาณการยอมรับ และความคงทนในการยอมรับมีชุดของตัวแปรต้นที่ส่งอิทธิพลแตกต่างกัน เช่น ความไว ได้รับอิทธิพลจากความรู้ ความชอบ และระดับการศึกษา ปริมาณของการยอมรับ ได้รับอิทธิพลจากความรู้ หน่วยงานที่สังกัด และระดับการศึกษาความคงทนในการยอมรับ ได้รับอิทธิพลจากการมองเห็นคุณค่าความชอบไม่ชอบ การใช้ความกระตือรือร้น การรับผิดชอบ และการเปิดรับสื่อบุคคล เป็นที่น่าสังเกตว่า ถ้าแบ่งการยอมรับออกเป็นมิติต่างกันแล้ว ชุดตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อมิติของการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยี
ข้อเสนอแนะ
ผลการวิจัยเรื่องนี้มีสาระสำคัญประกอบด้วยข้อเสนอแนะดังนี้การศึกษาก็ต่างกันด้วย
1. ข้อเสนอแนะสำหรับผู้เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา
1.1 จากผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าครูเกียรติยศ จะยอมรับนวัตกรรมและ
เทคโนโลยีการศึกษามากหรือน้อย นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ ประการ ปัจจัยบางประการนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษามีส่วนที่จะทำให้เกิดขึ้นมากหรือน้อยได้ จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยทางด้านพฤติกรรมการติดต่อสื่อสารของครูเกียรติ ยศ มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษามาก ถ้านักเทคโนโลยีการศึกษาพยายามให้ข้อมูลข่าวสาร และเผยแพร่งานทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ให้แก่วงการการศึกษาให้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นทางสื่อมวลชน สื่อบุคคลหรือสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา วงการของการศึกษาหรือวงการอื่น ๆ ก็จะยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษามากขึ้น
1.2 ด้านตัวนักเทคโนโลยีการศึกษาจะต้องปฎิบัติตนเป็นตัวอย่างแก่ผู้ที่อยู่ในวงการอื่น ๆ เช่น นักการศึกษา นักฝึกอบรม หรือผู้ที่ทำหน้าที่ทางด้านการเผยแพร่ไม่ว่าจะเป็นการเลือกการใช้ การผลิต หรือการออกแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา มาใช้ในการถ่ายทอดอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยให้บุคคลเหล่านั้นได้มองเห็นประโยชน์และคุณค่าของนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาอย่างชัดแจ้ง เพื่อสร้างทัศนคติและแรงจูงใจให้บุคคลในวงการอื่น ๆ นั้นยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาให้มากขึ้น
2. ข้อเสนอแนะสำหรับนักการศึกษา
2.1 หน่วยงานที่ปฏิบัติงานด้านการศึกษา สามารถนำเอาผลการวิจัยครั้งนี้ เป็นแนวทางในการคัดเลือก บุคลากรที่จะปฏิบัติงานด้านการศึกษา โดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการยอมรับ เช่น พฤติกรรมการติดต่อสื่อสาร ทัศนคติ แรงจูงใจที่มีต่อการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา เพราะผู้ที่มีสิ่งเหล่านี้สูง ย่อมส่งผลถึงความสามารถในการนำเสนอและถ่ายทอดเพื่อที่จะให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพตามที่ต้องการ
2.2 บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นครู อาจารย์ ผู้บังคับบัญชา ควรศึกษาปัจจัยต่าง ๆ เชน่ พฤติกรรมการติดต่อสื่อสาร ทัศนคติ แรงจูงใจที่มีผลต่อการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา และควรหาทางปรับปรุงหรือสนับสนุนให้บุคลากรในวงการศึกษาได้ยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษามากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพของการศึกษาต่อไป
3. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยต่อไป
3.1 ควรศึกษาเจาะลึกลงไปในแต่ละมิติของตัวแปรแต่ละตัว เช่น ในด้านพฤติกรรมการติดต่อสื่อสาร ควรศึกษาว่าพฤติกรรมการติดต่อสื่อสาร มิติใด แบบใด จะมีอิทธิพลมากที่สุด
3.2 จากการศึกษาครั้งแสดงให้เห็นว่า เมื่อแบง่ การยอมรับออกเป็น 3 มิติ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อมิติการยอมรับทั้ง 3 มิติจะแตกต่างกัน ดังนั้นควรศึกษาวิจัยเจาะลึกว่าหากแบ่งมิติของการยอมรับต่างออกไปจากการวิจัยครั้งนี้ ผลของการวิจัยจะออกมาเป็นอย่างไร
3.3 ควรศึกษาวิจัยการแบ่งกลุ่มผู้ยอมรับโดยนำเอาหลักและทฤษฎีการยอมรับของโรเจอร์ มาวิจัยค้นหากลุ่มผู้ยอมรับกับคนไทยว่าผลจะออกมาเช่นเดียวกับที่โรเจอร์ได้ค้นคว้าหรือไม่
โดยเฉพาะการแบ่งกลุ่มผู้ยอมรับออกเป็น 5 กลุ่ม ซึ่งโรเจอร์วัด 2 วิธีการคือ การใช้คำคุณศัพท์ 57 คำถามผู้ยอมรับหรือวัดมิติการยอมรับทั้ง 3 ด้าน คือ ปริมาณความคงทนและความไว
3.4 การวิจัยครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่าความรู้ไม่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา ทั้งนี้อาจจะเพราะว่าครูเกียรติยศมีความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาในระดับที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้น ควรวิจัยเปรีบเทียบว่าหากกลุ่มเป้าหมายมีความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาต่างกัน ความรู้จะมีอิทธิพลโดยตรงต่อการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาหรือไม่
3.5 ในการวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้สอบถามเจาะนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา15 รายการ ซึ่งถ้าหากเปลี่ยนแนวคำถามใหม่ สอบถามเกี่ยวกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษาที่แตกต่างออกไป ผลของการวิจัยก็อาจจะแตกต่างไปจากผลการค้นพบครั้งนี้ได้
3.6 น่าจะมีการวิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวกับการยอมรับ แล้วนำผลการวิจัยนั้นมาสร้างเป็นโมเดลการยอมรับ หลังจากนั้นก็ทดสอบเชิงปริมาณว่า โมเดลที่สร้างขึ้นมานั้นถูกต้องเพียงใด__