หมอช่วยผมด้วย ผมเหนื่อย ช่วยผมที ผมยังอยากอยู่ กัน 3 คนพ่อแม่ลูก...

นานมากแล้วที่ไม่ได้มาเล่าเรื่องดีๆและเรื่องที่ไม่ค่อยดีให้สมาชิกติดตามค่ะ  ก็ยังอยู่ภาระกิจมีมาอยู่เรื่อยๆเหมือนทุกๆท่าน  วันนี้ต้องขอบคุณคนไข้ที่มีเรื่องมาให้เล่า...

วันนี้ประมาณ 14.00 น.ได้รับโทรศัพท์จากพยาบาลในตึกชายว่า " พี่เข็มไม่มาดูคนไข้ของพี่หน่อยหรือ  หมอคุยกะญาติแล้วและญาติก็ปล่อยแล้ว..." ฟังยังไม่ทันจบก็เดินเข้าไปในตึกเปิดประตูห้องพิเศษ 5 ...ภาพที่เห็นไม่น่าเชื่อสายตาตัวเองเลย...คนไข้ผู้ชายวัยกลางคน กระสับกระส่ายดิ้นไปมา  ใส่ออกซิเจนครอบจมูก  ผมยาว หนวดเครารุงรัง  ปากแห้ง ตาตัวเหลือง  บวมทั้งตัว  มีคุณพยาบาลกำลังหาเส้นให้น้ำเกลืออยู่ข้างๆเตียง  เสียงครวญคราง  "หมอช่วยผมด้วย ผมเหนื่อย ช่วยผมที  ผมยังอยากอยู่กัน 3 คนพ่อแม่ลูก  เอาเลือดมาให้ผมที ผมจะได้หายเหนื่อย" ภาพคนไข้ที่เราเห็นต่างจากคนไข้ที่เราเคยเจอกันครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 พ.ค.54ที่ผ่านมา  วันที่มาตรวจตามนัดครั้งที่  2 แลยังมีไข้  ให้นอนโรงพยาบาลและวันรุ่งขึ้นแพทย์เวรก็ส่งโรงพยาบาลชุมพรเนื่องจากมีปัญหาเรื่องเม็ดเลือด  และมาเจอกันอีกครั้งหนึ่งก็บ่ายวันนี้  สภาพอย่างที่กล่าวข้างต้น ..เขาเป็นผู้ชายที่รักครอบครัวเป็นที่สุด ทุกครั้งที่เราเจอกันและคุยกันเค้าจะคุยเรื่องลูกสาวที่เรียนเก่ง สอบได้ที่ 1 ของห้องให้ฟังทุกครั้ง   (นั่นคือความหวังที่ทำให้เขาสู้จนถึงทุกวันนี้ )  แต่สิ่งที่ขอคือ  หมออย่าพึ่งบอกภรรยาของผมนะ  เพราะกลัวเค้ารับไม่ได้  เราก็สัญญา...เมื่อต้นเดือนเมษายน 2554  เราได้รู้จักกัน  แต่ด้วยความที่เราไว้ใจกันเชื่อใจกัน  ให้กำลังใจตลอดมา  สร้างแรงจูงใจให้ตระหนักรู้ในตนเอง  ทำให้คนไข้รายนี้สู้และพร้อมที่จะดูแลสุขภาพและเข้าโครงการยาต้านไวรัส  เราเล่าเรื่องไวรัสในกระแสเลือดให้ฟัง  โดยใช้การเล่าเรื่องพระเอก(CD4)กับผู้ร้าย(Virus HIV)  เค้าตั้งใจฟังและเค้าสัญญาว่าจะดูแลพระเอกให้ดีที่สุด ...หลังจากประเมินแล้วคนไข้ผ่านเกณฑ์ทุกอย่าง เริ่มยาต้านไวรัสได้  รับยาไป 2 สัปดาห์เริ่มมีอาการ  ไข้ เพลีย  เหนื่อย  แต่เค้าก็บอกเราว่าสบายดี...ตรวจร่างกายแล้วทุกอย่างก็ดีหมด  ก็สบายใจ...เรามารู้เมื่อช่วงบ่ายจากภรรยาเค้าทีหลังว่า  " เค้า อยากหายจากการเจ็บป่วยเร็วๆ  อยากทำงาน  เค้าเหนื่อยแล้ว  เห็นเพื่อนรับยาดีขึ้นอยากเป็นเหมือนเพื่อนๆที่เค้าสบายดีแล้ว..ถ้าบอกอาการไป เดี๋ยวหมอเข็มไม่ให้ยาต้านฯ   และตอนอยู่ รพ.ชุมพร  อ้อนวอนและขอร้องหมอใหญ่ขอกลับมาอยู่ รพ.ปะทิว จะกลับมาอยู่กับหมอเข็ม  และยังน้อยใจว่ามานอนที่ รพ.ปะทิว 2 วันแล้ว หมอเข็มไม่มาเยี่ยมเลย  " ภรรยาเค้าก็บอกไปว่า  ตัวภรรยาเองยังไม่รู้จักหมอเข็มเลย  ไม่รู้คนไหน  จะไปบอกเค้าได้ยังไง (ฟังแล้วเราก็รู้สึกนะ...ต้องมาทบทวนตัวเอง)....

     หลังจากที่เราฟังเรื่องเล่าทั้งน้ำตาที่ไหลนองทั้งสองแก้มของภรรยาคนไข้และเสียงสะอึกสะอื้นของผู้เป็นลูกสาวที่อยู่ข้างๆ  เราก็ให้กำลังใจนะ  และเราก้ยังไม่ได้เปรยว่าคนไข้เป็นอะไร  เราเดินไปอยู่ข้างๆเตียงกุมมือคนไข้ที่กำลังดิ้นด้วยความทรมานและชวนคุยทบทวนทุกเรื่องที่เราคุยคุยกัน  เค้าจำได้ทุกอย่าง  และย้ำอีกว่า " ลูกสวาผมเรียนเก่ง จะสอบเตรียมอุดมมหิดล" ลูกสาวยิ่งฟังก็ยิ่งร้อง  เราก็ชวนคุยไปเรื่อยๆ  เค้ายังยิ้ม  ยังคุย  ยังดิ้นทุรนทุราย  และแขนอีกข้างเพื่อนพยายาบาลก้ยังแทงเข็มไม่ได้...สุดท้ายก็คุยกับภรรยาด้วยท่าทีที่เป็นมิตรว่า  " คุณทนกับสภาพที่คนไข้  ทุรนทุรายแบบนี้ได้มั๊ย  ไหวรึเปล่า คนไข้บ่นตลอดว่าเจ็บ  ปวดตามร่างกาย ร้องครวญครางตลอด  คุณทนได้มั๊ย ภรรยาก็ตอบทั้งน้ำตาที่อาบทั้งสองข้างว่า  "ทนได้ค่ะ  ทนได้  ฉันจะไม่ไปไหน  เค้าเจ็บ ฉันเจ็บ ลูกสาวเจ็บ เราเจ็บด้วยกัน  ฉันจะยืนอยู่ข้างๆให้กำลังใจเค้าอยู่ตรงนี้  ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ฉันจะอยู่...เคียงข้างเค้า...และจะให้เค้าจากไปอย่างสงบ"  ...

   เราทำอะไรไม่ได้นอกจากชื่นชมและให้กำลังใจ  ณ  วินาทีนั้น  ประมาณ  45  นาที ที่เราได้สัมผัสและพูดคุยกับทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น  ทุกคนอยู่ในสภาพที่เศร้าจริง  บรรยากาศที่...อืม...เราเข้าใจทุกคน...สักพักเราขอตัว  เพราะต้องอยู่เวรบ่ายต่อ....

16.00 น. ลงมาทำงานก็ได้รับโทรศัพท์อีกว่า  คนไข้หมอเข็มเสียแล้วนะ  ...

...เกิดอะไรขึ้นคล้อยหลังเรา  25  นาที  คนที่เราพึงพูดคุย  พึ่งถามไถ่  เธอจากไปอย่างสงบแล้วหรือ  ...ทันใดที่ได้ข่าวก็เข้าไปที่ห้องเดิม  สิ่งแรกที่เราได้ยิน  คือ  หมอพี่เค้าไปจากหนูแล้ว  และสิ่งที่ได้สัมผัสต่อมา  คืออ้อมกอดที่รู้สึกอ้างว้างของสองแม่ลูกที่โอบกอดที่ตัวเราพร้อมกับเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นปานจะขาดใจ  สิ่งที่เราทำได้ ขณะนั้นคือนิ่ง  นิ่งและนิ่ง  พร้อมตอบสนองอ้อมกอดของสองแม่ลูกด้วยการลูบเบาๆและสิ่งที่ทำได้อีกอย่าง  คือการให้กำลังใจ

บทเรียนที่ได้รับจากคนไข้รายนี้

การศึกษาหาความรู้และการรู้เท่าทันโรค  จะทำให้เรามัศักยภาพในการดูแลคนไข้ได้ยิ่งขึ้น  และสัญญาใจบางครั้งวาระสุดท้ายก็ต้องเปิดเผยให้กับบุคคลใกล้ชิดให้ได้รับรู้เรื่องราวบ้างเป็นสิ่งสำคัญสุด  เพื่อการดูแลและดำชีพต่อไป  การให้กำลังใจการให้ตระหนักรู้ในตนเอง  การอยู่กับปัจจุบันและความจริง จะทำให้เรามีความสุข แต่บางครั้งการอยู่อย่างมีความฝัน  จะทำให้บุคคลเหล่านั้นมีแรงขับ  สู้ๆสู่ความสำเร็จได้...

ขออโหสิกรรมและขอบคุณที่เป็นครูให้กับเรา  บทเรียนชีวิตที่เราได้จะนำไปดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์รายอื่นๆต่อไป