ผมเลือกใช้คำว่า "อยู่" มากกว่าคำว่าอาศัย พำนัก หรือคำอื่นๆ เพราะตั้งใจจะสื่อให้ทราบว่า "อยู่" ทั้งตัว อยู่ทั้งใจ แม้กายจำต้องห่าง แต่ใจก็อยู่ ณ บ้านหลังนี้

ผมเลือกใช้คำว่า "อยู่" มากกว่าคำว่าอาศัย พำนัก หรือคำอื่นๆ เพราะตั้งใจจะสื่อให้ทราบว่า "อยู่" ทั้งตัว อยู่ทั้งใจ แม้กายจำต้องห่าง แต่ใจก็อยู่ ณ บ้านหลังนี้

ผมยังจำบ้านหลังแรกในชีวิต บ้านพ่อบ้านแม่ที่ซอยพระพินิจ ติดกับซอยสวนพลู ผมจำความได้และมีความทรงจำแสนดีกับบ้านหลังแรกนั้น ยังจำพื้นกระดานมันปลาบที่ผมและน้องชายแฝดใช้เล่น ต่อสู้กันประสาเด็กชายซนสามคน ผมฝ่ายหนึ่ง แฝดพี่แฝดน้องอีกฝ่าย ยังจำได้ว่าผมใช้ "ความเป็นพี่" เอาชนะอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งตามมาด้วยไม้เรียวจากแม่

แม่เป็นส่วนสำคัญของความประทับใจบ้านหลังแรก มือแม่ซึ่งประคองหัวเราไว้ระหว่างเข่าแม่ตอนสระผม นิ้วแม่ที่กดใบหูเรามิให้น้ำเข้าหู น้องๆ ซึ่งนั่งยองๆ รอคิวสระผมบ้าง

พ่อเป็นความทรงจำที่สุดวิเศษ พ่อกับรถโบราณซึ่งต้องใช้เหล็กแยงเข้าที่กันชนหน้าแล้วหมุนติดเครื่อง พ่อจะให้เราสามพี่น้องหมุนก่อนเสมอๆ แล้วพ่อจึงสตาร์ทจริงจังหลายรอบกว่าจะติด ที่บ้านหลังแรกนี้ที่ผมและน้องชายสองคน ไปเฝ้าแม่คลอดน้องคนสุดท้อง เป็นหญิง จึงไม่ผาดโผนเท่าลิงสามตัวของแม่

ความทรงจำที่เล่ามานั้นแม้เวลาผ่านไปห้าสิบปี ยังจำสัมผัสจากพ่อจากแม่ได้ติดใจ บางครั้งยามเดียวดายแสนไกลบ้านเกิด ผมยังรู้สึกเหมือนสองท่านอยู่ไกล้ เหมือนท่านอุ้มเราไว้บนตัก

พ่อขายที่ดินแปลงนั้นเมื่อผมอายุสิบสอง บ้านหลังแรกถูกรื้อขณะนี้น่าจะเป็นอพาร์ทเมนต์ยูนิทละ 5-6 ล้านบาท แต่บ้านไม้สองชั้น หน้าต่างขอสับ ม่านบางๆ ขอบลูกไม้ฝีมือแม่ ยัง "อยู่" กับผมเสมอ

ผมและคนที่ผม "อยู่" ทั้งตัวและทั้งใจ และผู้ซึ่ง "อยู่" กับผมทั้งตัวและทั้งใจ คือ สี่ชีวิตในภาพนี้ครับ

 

เรา "อยู่" ด้วยกับครบสี่เสมอ แม้ลูกคนโตเรียนมหาวิทยาลัย ลูกคนเล็กจะเอนทรานซ์ ผมอยู่พิษณุโลก ภรรยาผมอยู่น่าน

 



ทุกคนหลงรักความเรียบง่ายตามธรรมชาติ บ้านพักในโรงพยาบาลน่านนั้น หลังไหนๆ ก็ติดแอร์ ยกเว้นบ้านเรา ซึ่งผมยืนยันว่าใต้ร่มจามจุรีสามต้นรอบบ้านหลวงนั้น เย็นสบายกว่าห้องแอร์เป็นไหนๆ และพิสูจน์โดยปูเสื่อ หอบงานและงานอดิเรกทำใต่ร่มไม้ จนลูกเลิกบ่นว่าทำไมพ่อไม่ติดแอร์เหมือนบ้านหมอคนอื่น

ภรรยาผมเป็นประเภททนร้อนแต่ไม่ทนหนาว ไม่มีแอร์กลางเดือนเมษาเธอไม่มีเหงื่อสักหยด คงเป็นพรที่ฟ้าประทานให้ ผมน่ะเหงื่อท่วมตัว แต่พอทนได้ครับ

เราศึกษา "ความพอเพียง" ตามแนวปรัญญาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสรุปร่วมกันตรงว่า จะมีความสุขกับสิ่งที่มี จึงไปสร้างบ้านบนต้นไม้ ที่คาคบต้นลิ้นจี่โบราณอายุ 40-50 ปี รัศมีขอบใบ กว่า 15 เมตร "บ้าน" นี้ละม้ายคล้ายเพิงพักคนงานก่อสร้าง มีฝาด้านเดียว คือด้านที่ลมหนาวพัดทางตะวันออกเฉียงเหนือ บ้านบนต้นไม้นี้ "ดีกว่า" รีสอร์ทหรูใดๆ ที่เราสัมผัส เพื่อนลูกไปใช้บ้านนี้ประจำ

ผู้อยู่ในบ้านนั้นสำคัญกว่าตัวบ้านเอง เพราะในอนาคตลูกๆ ต้องมีอาชีพ มีครอบครัวของแต่ละคน แยกย้ายกันไป

ผมหวังเพียงเราจะ "อยู่" ร่วมกันเสมอ เหมือนความทรงจำกับบ้านหลังแรกยามผมเพิ่งหัดเดิน