ถ้ามีตะกอนลำน้ำมาเพิ่มให้กับนาน้อยลง เขาจะต้องใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น

วันนี้ผมดูรายการทีวีเกี่ยวกับปัญหาการสร้างเขื่อนในลำน้ำโขง ที่ส่งผลกระทบถึงปริมาณตะกอนดิน ที่จะไหลไปทับถมแถวบริเวณปากน้ำโขง ในประเทศเวียตนาม

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเสมอๆ ในการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำทุกแห่ง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ขนาดไหน

ผมได้มีประสบการณ์ตรงกับเขื่อนลำตะคองที่บ้านผมเอง

ก่อนหน้านี้ นาที่บ้านผมจะเป็นนาที่ยั่งยืนในเชิงผลผลิต ที่มั่นคงดีมาก

จนทำให้เกิดระบบหน่วยนับระดับ "ผลิตภาพของที่นา" มากกว่าจะเรียกเป็นขนาดพื้นที่ดิน

เช่น เวลาคุยกัน พ่อของผมจะบอกว่า เรามีนา ๒๕๐

ที่แปลว่า นานี้จะได้ผลผลิตประมาณ ๒๕๐ ถัง ทุกปี ยกเว้นปีแล้งจัด หรือน้ำท่วม

และการตีราคานา จะว่าไปตามระดับผลผลิต โดยแทบไม่พูดถึงขนาดที่นาว่าเป็นพื้นที่เท่าไหร่

 นาตืนบ้าน นาตืนป้า ก็จะแพงกว่าเพื่อน เพราะให้ผลผลิตดี สม่ำเสมอ

แต่หลังจากการสร้างเขื่อนลำตะคอง เงื่อนไขและวิธีคิดก็เปลื่ยนไป

จะต้องมีการใช้ปุ๋ยคอกจึงจะได้ผลผลิตเท่าเดิม และต้องใช้มากขึ้นๆ

ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นปุ๋ยเคมี เพราะปุ๋ยคอกมีไม่พอ และต้องใช้มากขึ้นๆ อีกเช่นกัน

ทำให้หน่วยนับผลิตภาพของที่ดินหมดความหมาย เพราะระบบธรรมชาติที่สนับสนุนอยู่ได้สูญหายไปแล้ว

และในช่วงที่มีมาก ก็ไม่มีใครคิดจะเก็บกัก หรืออนุรักษ์ไว้ พอหมดไปหรือน้อยลง ก็หันไปพึ่งปัจจัยภายนอก

ดังนั้น ปัญหาดินตะกอนที่ลดน้อยลง จนทำให้เกิดปัญหากับผลิตภาพของดินจึงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด

ชาวนาทุกคนที่มีนาโคก หรือ นาข้างบ้าน ก็จะใช้วิธีการนี้ดักตะกอนจากชายป่า หรือตะกอนดินจากหมู่บ้าน เพื่อการปรับปรุงนาของตนเอง เรียกว่า "นาตืนป่า" หรือ "นาตีนบ้าน" ที่มักดีอยู่นาน

แต่ปัจจุบันไม่มีทั้งป่า และแทบไม่มีทั้งตะกอน "ดีๆ" จากหมู่บ้าน

นาแทบทุกแห่ง "โทรมพอๆกัน"

ความรู้ชุดเดิมนั้น ไม่สามารถใช้ได้ "ตรงๆ" อีกต่อไป

ต้องนำความรู้ที่มี มาปรับใช้ใหม่

ถ้าอยากได้นาตีนป่า ก็สร้างป่าในนาของตนเอง

ถ้าอยากได้นาตีนบ้าน ก็ใช้ขยะอินทรีย์ที่หาได้ใส่ลงในนา

นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องปรับใช้ ให้สิ่งที่บรรพบุรุษเคยใช้ เคยมี ให้ยังคงอยู่เท่าเดิม

แต่ นักทำลายโลก เขาจะมองเชิงใช้ประโยชน์อย่างเดียว

ถ้ามีตะกอนลำน้ำมาเพิ่มให้กับนาน้อยลง เขาจะต้องใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น

เขาคิดได้แค่นั้นเอง

น่าสงสารมาก

และต้องขอแสดงความยินดีกับบริษัทค้าปุ๋ยเคมีทั้งหลาย ที่ท่านทำให้เขาเป็น "ทาส" ทางความคิดของท่าน และเป็นลูกค้าที่ "ซื่อสัตย์" ต่อท่าน จนวันตาย

เขาน่าจะช่วยให้ท่านร่ำรวยจนตลอดอายุขัยของเขา

เขาจะรวยเหมือนท่านบ้างไหมนั้น เราก็รู้กันอยู่แล้วว่า "เป็นไปแทบไม่ได้"

ทางเดียวที่เป็นไปได้ ที่จะให้เขามีชีวิตที่ "ร่ำรวย" ก็คือ เลิกสวามิภักดิ์ต่อระบบการพึ่งผู้อืน แต่อาจต้องพึ่งเป็นครั้งคราวได้

แต่วิบากกรรม ข้อมูลที่มี และความรู้ความเข้าใจ ของนักทำลายโลกนั้น หนักหนาสาหัส

ไม่ง่ายที่จะแก้ไข ไม่ง่ายที่จะเปลี่ยน

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมครับ

มันเป็นเช่นนั้นเอง