การมีนโยบายเปิดการศึกษาสงฆ์ระดับวิทยาลัยครั้งนี้ เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ต้องการขยายฐานการศึกษาทางพระพุทธศาสนาไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งหากมองในแง่ของพื้นที่แล้วเชียงรายเป็นเมืองชายแดนที่ติดกับประเทศพม่า ลาว และจีนตอนใต้ ย่อมต้องสร้างยุทธศาสตร์การศึกษาสงฆ์รองรับไว้ด้วย ดูจากการทำ MOU ระหว่างเมืองสิบสองปันนา ประเทศจีน กับจังหวัดพะเยาในเรื่องนโยบายแลกเปลี่ยนนักศึกษาทั้งพระและคฤหัสถ์ในปี ๒๕๕๐ มีความก้าวหน้าไปมิใช่น้อย

     เมื่อวานนี้ ที่ ๒๔ พค.๕๔ ได้ไปร่วมพิธีรับมอบและเปิดอาคารเรียนห้องเรียนวัดพระแก้ว ณ ดอยจำปี อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

     ความเดิม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ขยายฐานการศึกษาให้กับคณะสงฆ์ออกไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ รวม ๑๐ วิทยาเขตทั่วประเทศ  วิทยาเขตพะเยา เป็นวิทยาเขตอันดับที่ ๙ ได้ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๓๔ ได้รับพระภิกษุสามเณรและคฤหัสถ์เข้าศึกษาต่อในระดับต่าง ๆ จนมีความก้าวหน้าและพัฒนาไปมากแล้ว

     คณะสงฆ์จังหวัดน่านและคณะสงฆ์จังหวัดเชียงราย ได้ขอให้วิทยาเขตพะเยา ได้ขยายการศึกษาไปเปิดที่จังหวัดทั้ง ๒ ในปี ๒๕๔๖ และ ๒๕๔๗ ตามลำดับ

     ในส่วนของจังหวัดเชียงราย มจร.วิทยาเขตพะเยา ได้ไปเปิดห้องเรียน ณ วัดพระแก้ว โดยได้รับความอุปถัมภ์จากพระธรรมราชานุวัตร เจ้าคณะภาค ๖ และคณะสงฆ์อย่างเต็มที่ ปัจจุบันได้เปิดการเรียนการสอนมาแล้ว ๗ ปี และได้เปิดสอน ๓ สาขาวิชา ได้แก่สาขาวิชาพระพุทธศาสนา สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ และสาขาวิชาการบริหารรัฐกิจ โดยมีนิสิตทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ เข้าศึกษาต่อจำนวน ๔๕๑ รูป/คน ในระดับปริญญาตรี(พุทธศาสตร์บัณฑิต)

     ในปี พ.ศ.๒๕๕๕ ที่จะถึงนี้ เป็นปีที่พ่อขุนเม็งรายมหาราช ทรงสร้างเมืองเชียงรายครบ ๗๕๐ ปี คณะสงฆ์จังหวัดเชียงรายและข้าราชการ ประชาชน ได้มีฉันทามติเตรียมการสมโภชครั้งยิ่งใหญ่ โดยฝ่ายสงฆ์ได้จัดทำแผนงาน ๔ โครงการ คือ

     ๑.โครงการบูรณะพระธาตุดอยตุง

     ๒.โครงการสร้างพุทธมณฑลสมโภช ๗๕๐ ปีเมืองเชียงราย

     ๓.โครงการสร้างอาคารสงฆ์อาพาธ ณ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ และ

     ๔.โครงการจัดตั้งวิทยาลัยสงฆ์เชียงราย ขึ้นเพื่อร่วมฉลองกิจกรรมดังกล่าว

     ในโอกาสที่จังหวัดเชียงรายมีโครงการสร้างศาลากลางจังหวัดหลังใหม่ ในสถานที่ใหม่ พระธรรมราชานุวัตร จึงมีหนังสือแสดงเจตน์จำนงขอใช้อาคารศาลากลางจังหวัดเชียงรายต่อนายนรินทร์ พาณิชกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด (สมัยนั้น-๒๕๔๗) และเป็นที่รับทราบของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในเวลาต่อมาถึง ๗ ท่าน คือนายนรินทร์ พาณิชกิจ, นายวรเกียรติ สมสร้อย, นายอมรพันธ์ นิมานันท์, นายอุดม พัวสกุล, นายปรีชา กมลบุตร, นายไกรสิทธิ์ สินสมบูรณ์ทอง และนายสุเมธ แสงนิ่มนวล

     ในการประชุมคณะกรรมการวางผังแม่บทศูนย์ราชการจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ ๔/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้คณะสงฆ์ใช้อาคารศาลากลางจังหวัดเป็นที่ปฏิบัติงานคณะสงฆ์เพื่อพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตพะเยา "ห้องเรียนเชียงราย" ให้เป็น "วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย" ต่อไป

     การมีนโยบายเปิดการศึกษาสงฆ์ระดับวิทยาลัยครั้งนี้ เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ต้องการขยายฐานการศึกษาทางพระพุทธศาสนาไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งหากมองในแง่ของพื้นที่แล้วเชียงรายเป็นเมืองชายแดนที่ติดกับประเทศพม่า ลาว และจีนตอนใต้ ย่อมต้องสร้างยุทธศาสตร์การศึกษาสงฆ์รองรับไว้ด้วย ดูจากการทำ MOU ระหว่างเมืองสิบสองปันนา ประเทศจีน กับจังหวัดพะเยาในเรื่องนโยบายแลกเปลี่ยนนักศึกษาทั้งพระและคฤหัสถ์ในปี ๒๕๕๐ มีความก้าวหน้าไปมิใช่น้อย ในอนาคต  มจร.พะเยากำลังหาแนวทางไปทำ MOU กับเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว และเมืองเชียงตุง ประเทศพม่า เป็นลำดับต่อไป

     ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการยกระดับทางการศึกษาเพื่อสร้างศาสนทายาททางพระพุทธศาสนาให้กว้างไกล  อย่างน้อยก็เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบนให้มีรูปแบบและแนวคิดการศึกษาอย่างไทยกลับไปพัฒนาประเทศของตนบ้าง