เช้ามืดวันที่ ๒๐ เม.ย. ๕๔ ผมฟังวิทยุ FM 100.5 โฆษกเอ่ยถึงคำพูดของบริษัทขายเครื่อง สำอาง เรื่องความเครียดในชีวิตปัจจุบัน ทำให้ผู้หญิงผมหงอกเร็วกว่าวัย เขามีตัวเลข ประกอบด้วย และตั้งชื่อผมหงอกเร็วกว่าวัยว่า Ghost Grey Hair ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า นี่คือตัวอย่างหนึ่งของ "ภยันตรายรอบข้าง" ของชีวิตมนุษย์ในยุคทุนนิยม บริโภคนิยม ที่คนเราต้องเรียนรู้ที่จะสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ให้แก่ตนเอง
คนที่จิตใจอ่อนแอ ถูกชักจูงได้ง่ายโดยคำโฆษณา หรือวาทะที่มีพลังจูงใจ จะตกเป็นเหยื่อ ได้ง่ายในเรื่องต่างๆ ของชีวิต การอบรมบ่มนิสัยลูก การจัดการเรียนรู้แก่ศิษย์ การฝึกฝนตนเอง ต้องมีบทเรียนนี้อยู่ด้วยเสมอ ผมเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "ทักษะชีวิต" (life skills) ที่จะไม่ตกเป็น เหยื่อได้ง่าย
สมัยผมเป็นเด็กอยู่บ้านนอก ผู้ใหญ่จะสอนให้รู้จักระมัดระวังป้องกันตนเองจากสัตว์ร้าย แมลงมีพิษ พืชมีพิษ สิ่งมีพิษเหล่านี้ส่วนใหญ่ชัดเจน ระมัดระวังง่าย พอโตเป็นหนุ่ม ทักษะชีวิต อย่างหนึ่งที่พ่อแม่สอน คืออย่าไปสถานที่อโคจร สมัยนั้นคือ ซ่อง โต๊ะบิลเลียด บ่อนการพนัน อบายมุขเหล่านี้ชัดแจ้ง หลีกเลี่ยงง่าย
เพื่อนพ่อคนหนึ่ง ชื่อลุงเอื้อน สอนผมตอนเริ่มเป็นหนุ่มว่า "สตรีคือศัตรู" ผมเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง กล้าๆ กลัวๆ โชคดีที่รอดพ้นจากสตรีในช่วงอายุที่เป็นศัตรูของชีวิตมาได้ และมาได้สตรี ที่เป็นเทพธิดาของชีวิต คือสาวน้อย เธอเป็นผู้บันดาลให้ผมใช้ชีวิตแบบที่มีเวลานั่งเขียนบันทึก เพ้อฝันแบบที่กำลังทำอยู่นี้
เดี๋ยวนี้สิ่งไม่ควรข้องแวะ กับสิ่งที่มีคุณประโยชน์มันเป็นสิ่งเดียวกัน อยู่ด้วยกัน มันไม่ใช่ การเลือก yes or no กลายเป็นความพอดี มากไปไม่ดี ไม่มีเลยก็ขาดแคลน นี่คือทักษะชีวิตที่ ยากขึ้นในสภาพสังคมปัจจุบัน
การศึกษาในปัจจุบัน กับสมัยก่อนจึงต้องไม่เหมือนกัน ต้องให้นักเรียนเรียนรู้ทักษะชีวิตแห่ง ความพอดีนี้ด้วยตนเอง โครงการโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง น่าจะมีเป้าหมายแท้จริงที่จุดนี้ โดย เป้าหมายของการเรียนรู้ น่าจะอยู่ที่ทั้งครูและนักเรียน เพราะเรารู้ว่าครูโดยทั่วไปมีปัญหาเป็นหนี้ เป็นข่าวบ่อยๆ ข่าวครูเป็นหนี้มักพยายามสื่อว่าเพราะครูเงินเดือนน้อย ผมเห็นต่าง ผมคิดว่า ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวเพราะไม่มีทักษะชีวิตในสังคมกระตุ้นการบริโภคมากกว่า
พอดี ดร. นงเยาว์ เปรมกมลเนตร ส่งหนังสือ Skills for Innovation and Research มาให้ จึงได้เรียนรู้ว่า ที่ผมกำลังบันทึกอยู่นี้ เขาเรียกว่า consumer skills ใช่แล้ว ใน consumer society คนเราจะมีชีวิตที่ดีได้ ต้องมี consumer skills ตอนเป็นเด็กที่บ้านนอก ผมต้องมี rural life skills ตอนแตกเนื้อหนุ่มต้องมี adolescent skills ที่บางคนแรงขับดันทางเพศแรงมาก และทักษะอย่างหนึ่ง ที่ต้องมีคือการหักห้ามใจตนเอง ไม่ให้ไปอยู่สองต่อสองกับสาวๆ ในที่ลับ เพื่อนผมคนหนึ่ง มีลูกตั้งแต่อยู่ ม. ๖ (เท่ากับ ม. ๔ สมัยนี้) เพราะขาดทักษะนี้ เพื่อนคนนี้สมองดีกว่าผม เรียนหนังสือ ได้ดีพอๆ กับผมในภาพรวม และดีกว่าทางด้านศิลปะ และมาเรียนโรงเรียนแตรียมอุดมศึกษาด้วย แต่ภาระครอบครัวที่เกิดขึ้นเร็วในวัยยังไม่เหมาะสม ทำให้ชีวิตของเขาทำประโยชน์ได้น้อยไป
ชีวิตคนเราเป็นธรรมดาที่จะต้องเผชิญการล่อหลอกในเรื่องต่างๆ เพื่อสนองแรงขับดัน บางอย่างของคนอื่น ระบบอื่นบ้าง ของเราเองบ้าง ถ้าเราไม่มีทักษะในการ "อยู่ในปากงู" เหมือนกับ ลิ้นงู เราก็จะโดน "เขี้ยวงู" และ "พิษงู" ที่ร้ายคือ เราหลงเสพติด "พิษงู" คืดว่าเป็น "ยาบำรุง" ทั้งๆ ที่มันเป็นยาพิษ นี่คือมิติแห่งปัญญา ซึ่งบางครั้งมันก็ไม่โผล่ออกมา เพราะสติไม่เรียก เรายังอยู่ใน สภาพเผลอสติ หลงดื่มด่ำยาพิษอยู่ ปัญญาก็หลบไปนอนเล่นเสีย มีปัญญาก็เหมือนไม่มี
ผมคิดเอาเองว่า (ไม่ทราบว่าผิดหรือถูก) ปัญญาและสติต้องการการฝึก เพื่อให้ว่องไวตื่นตัว ไม่เผลอสติ ไม่ปัญญาเฉื่อย และวิธีฝึกก็คือสิ่งที่ผมกำลังเขียนบันทึกอยู่นี่แหละ คือการไตร่ตรอง หรือ reflection หรือ AAR ชีวิต ซึ่งก็เป็นอีกทักษะหนึ่งที่ผมเจอเข้าเองโดยการลองผิดลองถูก พบว่า สำหรับผม การมีโอกาสไตร่ตรอง (บางทีก็ยุ่งจนหาเวลายาก) เป็นช่วงที่ให้ความสุข และค้นพบบางอย่างที่เราผ่านเลย ผ่านไปผ่านมาแต่ไม่เห็น การไตร่ตรองทำให้เราเห็น เป็นการเห็นแบบค้นพบ การค้นพบทำให้เกิดปิติสุข ทั้งหมดนี้ผมตีความว่าเป็นทักษะ ที่ต้องฝึกฝนจึงจะมี ผมโชคดีจริงๆ ที่มีทักษะนี้โดยการฝึกฝนตนเอง และผมเชื่อว่า ต้องฝึกไปตลอดชีวิต
วิจารณ์ พานิช
๗.๐๕ น. ๒๑ เม.ย. ๕๔
ที่วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล
น่าจะมีการสอนหลักสูตรนี้ในโรงเรียนนะคะอาจารย์ ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าวิชาอะไร เด็กสมัยนี้ต้องต่อสู้กับความเย้ายวนในสังคมบริโภคอย่างน่าสงสารมาก ลูกสาววัยทีนของดิฉันก็เช่นกัน ทั้งที่คอยเบรค คอยชี้แนะ สะกิดเตือน เธอก็ยังตกเป็นเหยื่ออยู่เป็นประจำ ส่งไปปฏิบัติธรรมให้มีสติ รู้ทันกิเลสก็แล้ว ดิฉันคิดว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ต้องการงานที่มีรายได้สูง มากกว่างานที่มีคุณค่า เพราะอะไร