เวลาเราจะทำอะไร หรือใช้ชีวิตทุกวันนี้ ควรจะมีเป้าหมาย

  

 

 

หลายคน ๆ อาจบอกว่าเกิดมาครั้งเดียว ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าไปเลย หรือมีใครเคยได้ยินเพลงประกอบละคร โลมาท้าฝัน ไหมครับ ที่บอกว่า “เกิดมาแล้วตายแค่หนึ่งครั้ง….” ที่ได้ฟังเพราะเป็นการเปิดทีวี รอดูรายการเดอะสตาร์ จะเห็นว่าบางคนเกิดมาครั้งเดียวอยากทำอะไรก็ทำไปเลย อย่างเช่น อยากเข้าร้านเหล้า กินเหล้า ก็กินเลย อยากเที่ยวผู้หญิงก็เที่ยวไปเลย เป็นต้น ส่วนใหญ่มักจะใช้ชีวิตกับแสงสีในตอนกลางคืน

 

ส่วนผม ผมก็มีการใช้ชีวิตที่คุ้มค่าเหมือนกัน แต่เอ ไม่ใช่อย่างที่เกริ่นนำมานะครับ แต่มีหลักในการใช้ชีวิตอยู่ครับ เมื่อตอนผมเป็นเด็กผมเคยพยายามคิดว่าอะไรเป็นสิ่งที่สุดยอดที่สุดในชีวิต และควรยึดถือไว้ ก็ได้ลองอ่านหนังสือของหลายท่าน โดยก่อนหน้านั้น อาจารย์ที่สอนฟิสิกส์ ม.ปลายของผม ก็ได้บังคับให้นักเรียนอ่านหนังสืออะไรก็ได้มา 1 เล่มแล้วให้เขียนสรุปออกมาส่งด้วย ทำให้ผมต้องรีบไปหาหนังสือที่ห้องสมุดประชาชนจังหวัดลำปาง


 ก็ได้อ่านหนังสือของหลวงวิจิตรวาทการ และรู้สึกชอบขึ้นมาเลยครับ และพยายามจะยึดบุคคลนี้เป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิต

 

(http://4.bp.blogspot.com/_XkO_nCzeZxw/TT2G-qs4pSI/AAAAAAAAAWE/BAENDnyc34c/s320/1%255B1%255D.gif)

 

ต่อมาเวลามีชื่อของท่านนี้เขียนหนังสืออะไร ก็พยายามจะหาซื้อมาอ่าน เช่น เรื่อง กำลังใจ, กำลังความคิด, มันสมอง, วิธีการทำงานและสร้างอนาคต ฯลฯ ซึ่งต้องขอบคุณอาจารย์ฟิสิกส์ท่านนี้มาก

บางทีผมทราบเลยครับว่า การอ่านหนังสือดี ๆ สักเล่ม เจอประโยคดี ๆ สักประโยคหนึ่ง อาจจะเปลี่ยนชีวิตเราไปเลยก็ได้ครับ

แนวคิดของท่านหลวงวิจิตรวาทการนี้ ดีมาก ๆ เลยนะครับที่ให้แนวคิดในด้านต่าง ๆ เช่น กำลังใจ ท่านก็เคยเล่าว่า มีนักโทษคนหนึ่งจะถูกประหารชีวิต แต่เจ้าหน้าที่บอกแก่นักโทษคนนี้ว่าจะทำการฉีดสารพิษเข้าไปในตัวเขา เพื่อให้เสียชีวิต แล้วสุดท้ายเขาก็ตายครับ ดูเหมือนไม่มีอะไรนะครับ แต่สิ่งที่ฉีดเข้าไปในตัวเขา เป็นน้ำเปล่าครับ ไม่มีสารพิษแต่อย่างใด แล้วทำไมเขาตายหล่ะ เขาตายเพราะความคิดของเขาครับ ว่าเขาถูกสารพิษ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วไม่มีเลย

มาถึงตรงนี้แล้วหลายคนคงคิดได้ว่า ความจริงแล้วสิ่งที่เกิดกับเราเป็นผลมาจากความคิดของเราครับ เราคิดอย่างไร เราก็จะเป็นอย่างนั้นครับ สามารถทำให้ผมปรับแนวคิดในการใช้ชีวิตได้ครับ

 

ในเรื่องวิธีการทำงานและสร้างอนาคต ท่านก็สอนเรื่องการทำงานว่า ต้องมีความละเอียดลออ ความรวดเร็ว ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ท่านยังบอกว่าตอนท่านติดคุก ท่านเขียนหนังสือวันละน้อย ๆ แต่เขียนทุกวัน พอท่านออกมาก็รวบรวมเป็นหนังสือได้หนึ่งเล่มเลยทีเดียว

นอกจากนี้ท่านยังบอกว่า คนเราหากอายุเกิน 3 รอบ คือ อายุ 36 ปี แล้วยังหาหลักแหล่งที่มั่นคงในชีวิตไม่ได้ เช่นมีอาชีพที่มั่นคงแล้วไม่ย้ายงานแล้ว มีบ้านเป็นหลักแหล่งแล้วคนนั้นถือว่าใช้ได้ แต่หากใคร อายุครบ 3 รอบแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรที่มั่นคงแล้วถือว่าชีวิตนั้นล้มเหลว และท่านบอกว่าลองให้เขียนสิ่งที่ต้องการหรืออยากเป็นสูงสุดของชีวิตมา หากบวกไปอีก 10 ปี จากอายุตอนนี้แล้วเกิน 36 ปี ท่านก็บอกว่าจะเป็นไปได้ยาก ดังนั้นผมตอนนี้ก็ 24 ยังเหลือเวลาอีก 12 ปีนะครับ ยังพอมีหวังถ้าตั้งเป้าหมายอะไรไว้ แนวคิดเหล่านี้สามารถนำเอามาเสริมมาปรับใช้ในชีวิตของผมได้อีกเช่นกัน

 

ในการใช้ชีวิตหรือทำอะไรก็ตาม ผมค้นพบอะไรบางอย่าง อย่างแรกเวลาเราจะทำอะไรก็ตามไม่ว่างานหรือเรียนหรืออะไรก็ตาม คิดว่าต้องไม่เครียด ต้องสบาย ๆ ไม่เกร็งมากเกินไป เราก็ตั้งใจนะ แต่เราไม่เครียดว่าจะต้องได้นะ ต้องได้ ๆ การที่เราไม่เครียด สบาย ๆ เวลาทำอะไร จะทำได้ดีกว่า การเคร่งเครียดว่าจะต้องได้ ๆ นะครับ

 

นอกจากนี้ที่ค้นพบอีกอย่างคือ เวลาเราจะทำอะไร หรือใช้ชีวิตทุกวันนี้ ควรจะมีเป้าหมาย ด้วยการเขียนออกมา ครับ อาจจะแบ่งเป็นเป้าหมายระยะ 1 อาทิตย์ ระยะ 1 เดือน ระยะ 1 ปี ระยะ 3 ปี ระยะ 5 ปี ระยะ 10 ปี เป็นต้น คนเราต้องมีเป้าหมายครับ เหมือนเวลาเราขับรถ หากเราสตาร์ทรถแล้วขับไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าเราจะไปจอดที่ไหน เราก็ไปไม่ถึงซักที ดังนั้นเราก็ต้องตั้งเป้าหมายครับ
การตั้งเป้าหมายโดยการคิดอยู่ในหัว จะไม่ประสบความสำเร็จเท่าไร่นัก นอกจากต้องเขียนออกมาบนกระดาษ และมองมันทุกวันครับ แล้วจะแปลกใจว่าเราได้ในสิ่งที่เราเขียนจริง ๆ ครับ

 

สำหรับแบบอย่างในการทำงานที่จะใช้เป็นแบบอย่างคือ อ.ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ครับ

 

(http://www.tamroiphrabuddhabat.com/chaiwat/tamroi/dr.aejaong1.jpg)

 

ท่านเป็นแรงบันดาลใจของผมที่จะสร้างเด็กดี และเด็กเก่งควบคู่กันครับ ท่านชอบเล่านิทานให้เด็กฟัง ซึ่งเป็นนิทานที่แทรกความดีเข้าไป เด็กที่ฟังหรือผู้ใหญ่ก็ตาม ก็ต้องนั่งนิ่งฟังเพราะติดตามอยู่ ทำให้เด็กไม่ค่อยคุยกันเพราะน่าสนใจและเป็นนิทานที่สอดแทรกความดีไว้ด้วย (ดังนิทานลิงในบันทึก อะไรที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตนี้)

คนเราหากตั้งเป้าหมายในชีวิตได้แล้ว มีแบบอย่างที่ดีว่าเราอยากทำแบบเขา เราไม่ต้องไปแข่งกับใครครับ ว่าคนนั้นทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ เราอยากแข่งกับคนนั้นจะไม่มีเลยครับ คือเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร เรามีเป้าหมายมีแบบอย่างแล้ว ก็ทำตามฝันของเราครับ


นอกจากนี้คนเราเมื่อเดินทางมาถึงจุดหนึ่งคือใกล้ฝั่งหรือชรา ทุกคนก็ต้อง เจ็บ และแก่เหมือนกันทุกคนครับ หรือบางคนอาจจะไม่ทันแก่เลยด้วยซ้ำ ซึ่งหลาย ๆ คนก็คงไม่เถียงนะครับ ว่าต้องแก่ ต้องตาย ทุกคนต้องตายครับ ดังนั้นบางทีเรามัวหลงเหลิงอยู่กับแสงสีมากเกินไปจนลืมนึกไป ว่าเราต้องตายนะ คิดไปก็เสียวนะครับ ว่าเราต้องเหี่ยวหรือนี่ ต้องตายหรือนี่ จริงหรือนี่ว่าเราต้องขึ้นไปบนเมรุวัด แล้วสุดท้ายก็เป็นผงเหมือนกันทุกคนครับ ไม่ว่าคนนั้นจะมีเงินมากมายแค่ไหน หรือมียศถาบรรดาศักดิ์สักเท่าใดก็ตาม


ดังนั้นสิ่งที่จะติดตัวไปได้อย่างเดียวคือ ธรรมะ คือความดีครับ ที่ควรจะสั่งสมควบคู่กับการทำงานที่เป็นครูไปด้วยครับ สำหรับแบบอย่างในด้านธรรมะของผมคือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ครับ ท่านสอนดีมากครับ หากใครสนใจลองสืบค้นดูได้นะครับ