การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม (Integrity – ING)
การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม
(Integrity –
ING)
เป็นสมรรถนะตัวที่
4 ของสมรรถนะหลัก คำจำกัดความของ
การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม
ก็คือ การดำรงตนและประพฤติปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสมทั้งตามกฎหมาย
คุณธรรม
จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพและจรรยาข้าราชการเพื่อศักดิ์ศรีแห่งความเป็นข้าราชการ
การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม
มาจากคำว่า Integrity ที่มีนัยของการแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับคำพูด
(เท่ากับการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรมระดับที่ 2)
ซึ่งคำพูดที่ว่านี้เป็นค่านิยมของบุคคลนั้น ๆ (สิ่งที่เห็นว่าดี)
และค่านิยมที่ว่านี้ อาจมาจากหน่วยงาน (ค่านิยมองค์กร)
สังคมหรือหลักทางด้านศีลธรรมของบุคคล
สิ่งนี้ทำให้สมรรถนะการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรมแตกต่างไปจากสมรรถนะอื่น
ๆ ที่เน้นผลการปฏิบัติงานที่ดี แต่ Integrity
เน้นที่ค่านิยมมากกว่า
การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรมในโมเดลสมรรถนะของราชการพลเรือนไม่ได้เน้นแค่การแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับคำพูด
แต่เน้นกลุ่มพฤติกรรมตั้งแต่มีความสุจริต (ระดับที่ 1)
จนถึงการอุทิศตนเพื่อผดุงความยุติธรรม (ระดับที่ 5)
ยังมีประเด็นที่ว่า
แต่ละระดับของการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรมนั้น
สอดคล้องกับวินัยและจรรยาข้าราชการ ดังนั้น ข้าราชการทุกคนควรถูกกำหนด
สมรรถนะนี้ที่ระดับ 5 ทั้งหมดนั้น
ในเรื่องนี้มีประเด็นที่เกี่ยวข้องสองประเด็น กล่าวคือ
1. สมรรถนะและวินัยข้าราชการมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน
สมรรถนะเป็นการกำหนดมาตรฐานเชิงพฤติธรรม ที่เมื่อแสดงแล้ว
หน่วยงานจะเสริมแรงเพื่อให้พฤติกรรมนั้น ๆ คงอยู่
ส่วนวินัยข้าราชการเป็นเรื่องของการบอกว่าอะไรห้ามทำ ถ้าทำจะถูกลงโทษ
หรืออะไรต้องทำ ถ้าไม่ทำจะถูกลงโทษ
2.
การกำหนดระดับสมรรถนะใช้หลักของการรับรู้ความแตกต่างระหว่างระดับ
(Just Noticeable Difference (JND))
ซึ่งแต่ละระดับมีความยากง่ายแตกต่างกันอย่างชัดเจน
การนำไปใช้จึงต้องกำหนดให้สอดคล้องกับระดับตำแหน่ง ดังนั้น
ระดับตำแหน่งที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบและขนาดงานที่ต่ำกว่า
จึงควรกำหนดระดับสมรรถนะต่ำกว่าระดับตำแหน่งที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบและขนาดงานที่สูงกว่า
การกำหนดให้ทุกระดับตำแหน่งงานมีสมรรถนะในระดับเดียวกันทั้งหมดจึงอาจไม่เหมาะสม
ระดับที่
0 ไม่แสดงสมรรถนะด้านนี้หรือแสดงอย่างไม่ชัดเจน
หมายถึง
การที่ผู้ดำรงตำแหน่งไม่ได้แสดงพฤติกรรมบ่งชี้ของการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม
และจริยธรรมเลยหรือว่าแสดงบ้างแต่ไม่ชัดเจนพอที่จะทำให้ผู้ประเมินรับรู้ได้ว่าบุคคลผู้นั้นเป็นผู้ที่มีการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม
ระดับที่
1
มีความสุจริต เช่น
*
ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ
ถูกต้องตามกฎหมายและวินัยข้าราชการ
*
แสดงความคิดเห็นตามหลักวิชาชีพอย่างสุจริต
เป็นระดับพื้นฐานซึ่งหมายถึง
การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
ข้าราชการทุกคนถูกกำหนดให้ปฏิบัติเช่นนี้อยู่แล้ว
ส่วนราชการอาจกำหนดตัวอย่างพฤติกรรมให้ชัดเจนมากขึ้นว่า
การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตนั้น หมายถึงอะไรได้บ้าง เช่น
ไม่ใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่น
เป็นต้น
ระดับที่
2
แสดงสมรรถนะระดับที่ 1
และมีสัจจะเชื่อถือได้ เช่น
*
รักษาคำพูด มีสัจจะและเชื่อถือได้
*
แสดงให้ปรากฏถึงความมีจิตสำนึกในความเป็นข้าราชการ
เป็นระดับที่ยากกว่าระดับที่ 1 กล่าวคือ นอกจากมีความสุจริตแล้ว
ผู้ดำรงตำแหน่งยังต้องประพฤติตนให้มีสัจจะเชื่อถือได้
หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ การรักษาคำพูด ทั้งนี้
เพื่อให้ข้าราชการเป็นบุคคลที่สังคมให้ความเชื่อถือไว้วางใจ
สมรรถนะระดับที่ 2 เป็นระดับที่มีความสำคัญในแง่ที่ว่า
คนส่วนใหญ่รู้ว่าจะพูดอย่างไรจึงจะทำให้ดูดี ก็มักจะพูดตามค่านิยม
จรรยาข้าราชการ เช่น กล่าวว่าในการบริการไม่มีการเลือกปฏิบัติ
ในขณะที่ในทางปฏิบัติอาจจะไม่ได้แสดงพฤติกรรมเช่นนั้น เช่น
การลัดคิวการให้บริการให้กับผู้รับบริการบางคน เป็นต้น
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ ขาดความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้พูดออกไป
เพราะค่านิยมที่พูดออกไปนั้น
ในทางปฏิบัติอาจไม่สามารถกระทำได้ง่าย
ระดับที่
3
แสดงสมรรถนะระดับที่ 2
และยึดมั่นในหลักการ เช่น
*
ยึดมั่นในหลักการ จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพและจรรยาข้าราชการไม่เบี่ยงเบน
ตัวยอคติหรือผลประโยชน์ กล้ารับผิดและรับผิดชอบ
*
เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ
เป็นการยึดมั่นในหลักการ ความสำคัญอยู่ที่การยึดมั่นในหลักการนั้น
ไม่ว่าการปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณหรือจรรยาข้าราชการก็ตาม
โดยปกติมักทำให้ผู้ปฏิบัติต้องปฏิบัติงานด้วยความยากลำบากมากขึ้น
อาจต้องสละความสุขส่วนตัวบ้าง
ผู้ดำรงตำแหน่งก็ควรต้องยอมที่จะกระทำเช่นนั้น
เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ราชการถูกต้อง เหมาะสม
เพื่อรักษาศักดิ์ศรีแห่งความเป็นข้าราชการ
นอกจากนี้ยังรวมไปถึงพฤติกรรมของการกล้าที่จะยอมรับความผิดพลาด
และรับผิดชอบต่อผลของการกระทำของตนเองด้วย
ระดับที่
4
แสดงสมรรถนะระดับที่ 4
และยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง เช่น
*
ยืนหยัดเพื่อความถูกต้องโดยมุ่งพิทักษ์ผลประโยชน์ของทางราชการ
แม้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจมีความยากลำบาก
*
กล้าตัดสินใจ ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความถูกต้อง เป็นธรรม
แม้อาจก่อความไม่พึงพอใจให้แก่ผู้เสียประโยชน์
เป็นระดับที่ยากขึ้นกว่าระดับที่ 3 เพราะระดับที่ 3
การยึดมั่นในหลักการนั้น
ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ราชการยากลำบากขึ้น
เพื่อให้เกิดความถูกต้องตามหลักการในระดับที่ 4
เน้นที่ผู้ที่เสียประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างถูกต้องไม่พึงพอใจ
หรือแม้แต่อาจเป็นการสร้างศัตรูขึ้น
แต่ผู้ดำรงตำแหน่งถูกคาดหวังให้ยืนหยัดเพื่อความถูกต้องนั้น
ระดับที่
5
แสดงสมรรถนะระดับที่ 4
และอุทิศตนเพื่อความยุติธรรม เช่น
*
ยืนหยัดพิทักษ์ผลประโยชน์และชื่อเสียงของประเทศชาติแม้ในสถานการณ์ที่อาจเสี่ยงต่อความมั่นคงในตำแหน่งหน้าที่การงานหรืออาจเสี่ยงภัยต่อชีวิต
เป็นระดับสูงสุด
ในระดับนี้ผู้ที่เสียผลประโยชน์อาจไม่ใช่แต่ไม่พึงพอใจ
แต่อาจแสดงอำนาจในอันที่จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงในตำแหน่งหน้าที่การงาน
เช่น การข่มขู่ว่าจะทำให้พ้นจากตำแหน่ง เป็นต้น
หรืออาจทำให้เสี่ยงภัยต่อชีวิต เช่น การข่มขู่ว่าจะทำร้าย เป็นต้น
ถึงกระนั้นผู้ดำรงตำแหน่งก็ถูกคาดหวังว่าจะยังยอมอุทิศตัวเพื่อความยุติธรรม
สรุป
:
การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม
จึงหมายถึง การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ
ถูกต้องตามกฎหมายและวินัยข้าราชการ
การแสดงความคิดเห็นตามหลักวิชาชีพอย่างสุจริต การรักษาคำพูด
มีสัจจะและเชื่อถือได้
การแสดงให้ปรากฏถึงความมีจิตสำนึกในความเป็นข้าราชการ
การยึดมั่นในหลักการ
จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพและจรรยาข้าราชการไม่เบี่ยงเบน
ตัวยอคติหรือผลประโยชน์ กล้ารับผิดและรับผิดชอบ
การเสียสละความสุขส่วนตน เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ
การยืนหยัดเพื่อความถูกต้องโดยมุ่งพิทักษ์ผลประโยชน์ของทางราชการ
แม้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจมีความยากลำบาก การกล้าตัดสินใจ
ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความถูกต้อง เป็นธรรม
แม้อาจก่อความไม่พึงพอใจให้แก่ผู้เสียประโยชน์
และการยืนหยัดพิทักษ์ผลประโยชน์และชื่อเสียงของประเทศชาติแม้ในสถานการณ์ที่อาจเสี่ยงต่อความมั่นคงในตำแหน่งหน้าที่การงานหรืออาจเสี่ยงภัยต่อชีวิต
การแสดงถึงพฤติกรรมในสมรรถนะข้อนี้
เป็นการแสดงพฤติกรรมที่ค่อนข้างยาก...เพราะเป็นพฤติกรรมที่วัดได้เป็นรูปธรรม
จาก นิสัย การปฏิบัติ ความเป็นตัวตน
อัตลักษณ์ของบุคคลคนนั้นเอง...เรียกว่า "ในความเป็นตัวตนของคน ๆ
นั้น"...ซึ่งถ้าเอ่ยชื่อ ก็จะแสดงให้เห็นเลยว่า คนทั่ว ๆ ไป
ลงมติกันว่าคน ๆ นั้น ปฏิบัติตนโดยมีหรือใช้หลักการหรือไม่
ยึดมั่นในความถูกต้อง
ความชอบธรรมหรือไม่...ซึ่งจะวัดได้จากผลของการปฏิบัติ...