วิธีการสอนสาระวิชาวิจัยทางการพยาบาล
“ทำความเข้าใจ เป็นพี่เลี้ยงให้ และใช้การเรียนรู้ปัญหาการวิจัยจากสถานการณ์จริง”
การออกแบบการเรียนการสอนมีความจำเป็นที่อาจารย์ต้องทำความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของนักศึกษาพยาบาล เราลองดูความคิดของนักศึกษาพยาบาลว่าเขาคิดอย่างไรกับการเรียนวิชาวิจัย
“วิชานี้คงจะยากน่าดู กลัวว่าจะไม่เข้าใจ รุ่นพี่บอกต่อกันมาว่ายากเหมือนกันนะกว่าจะผ่านได้ เลยคิดว่าคงเรียนไม่เข้าใจ”
“ยุ่งยากที่จะหาคนมาร่วมทำการวิจัย ถ้าเราจะทำวิจัย 1 เรื่อง ก็ต้องใช้เงิน หาคนมาช่วยตอบข้อมูลไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ”
จากคำบอกกล่าวของนักศึกษาจึงเป็นที่มาของการรายงานวิชาการฉบับนี้ “สอนแบบทำความเข้าใจ เป็นพี่เลี้ยงให้ และใช้การเรียนรู้ปัญหาการวิจัยจากสถานการณ์จริง”
การทำความเข้าใจ
เมื่อถามว่านักศึกษาคิดอย่างไรกับการเรียนวิชาวิจัย ได้ความว่ามีทั้งการคิดในทางที่ดีที่เป็นกำลังใจต่อการเรียน ดังตัวอย่างที่นักศึกษาพูดว่า
“เป็นวิชาที่น่าเรียน เพราะพูดถึงการวิจัยก็น่าจะเป็นการหาความจริงของการพยาบาลที่ถูกต้อง”
“เป็นวิชาที่ดีเพราะจะทำให้เราได้ศึกษาค้นคว้าจากสถานการณ์ที่เราสนใจแล้วมาทำการสำรวจโดยที่เราศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มารวมกัน และปฏิบัติการตามเรื่องที่เราวิจัยแล้วมาเปรียบเทียบในเรื่องที่เราศึกษาและสถานการณ์จริง”
คิดถึงในทางลบที่ทำให้นักศึกษาเกิดความท้อแท้ในการเรียน ดังตัวอย่างที่นักศึกษาพูดว่า
“คิดว่าวิชานี้คงยากมากเลย เรียนไปคงต้องเบื่อแน่ ๆ เลย กลัวทำไม่ได้ เพราะมีเวลาแค่นิดเดียวแล้วจะทำวิจัยได้หรอ เพราะส่วนใหญ่จะทำในปริญญาโทขึ้นไป”
“ดูแล้ววิชานี้มันยิ่งใหญ่ ยุ่งยาก ขั้นตอนการทำงานมีมากมาย”
ต้องการให้อาจารย์สอนให้สนุก ไม่เครียด ไม่น่าเบื่อ
“ไม่อยากให้เครียด อยากให้เรียนด้วยความสนุกสนาน”
แต่ว่านักศึกษามีแรงบันดาลใจ คิดว่าวิชานี้เป็นความท้าทาย เรียนได้สำเร็จแน่นอนหากมีความพยายามดังที่นักศึกษาพูดว่า
“ต้องใช้ความพยายาม และตั้งใจอย่างมากเนื่องจากเป็นวิชาที่ยาก”
“คาดว่าถึงจะยากอย่างไร ก็จะพยายามเรียนให้ได้เกรดที่มากที่สุดที่ไม่ให้ต่ำกว่า 2.5 เพราะวิชานี้ 3 หน่วยกิต ถ้าได้น้อยก็จะดึงวิชาอื่นให้ร่วงหมด”
มีความคาดหวังต่อบทบาทของอาจารย์ที่เป็นผู้สอนว่า
“อาจารย์จะช่วยเหลือทำให้เข้าใจเรื่องสถิติ อาจารย์จะทำให้เกิดความกระจ่างได้ในการเรียนวิชานี้”
“ได้รับความสนุกสนาน และไม่เครียดจากอาจารย์ผู้สอน”
“ต้องการให้อาจารย์พูดคุยร่วมกันกับนักศึกษาที่ค่อนข้างจะเป็นกันเอง นักศึกษาจะได้ไม่เกร็งและกลัวอาจารย์ค่ะ”
“อยากให้เรียนให้เข้าใจ อยากให้อาจารย์ใช้วิธีการสอนที่เข้าใจได้ง่าย จะได้อยากเรียนและจะได้เลิกเบื่อวิชานี้”
นอกจากนี้นักศึกษายังมีความคาดหวังต่อผลลัพธ์ของการเรียนด้านวิชาการ 4 ระดับ คือ
ระดับแรกคือ เพียงแค่เรียนให้เข้าใจ
“ขอแค่เรียนแล้วให้เข้าใจ และมีความรู้ก็พอแล้ว”
“ขอให้เรียนรู้เรื่อง เข้าใจ อ่านงานวิจัยได้ ไม่ใช่ท่องจำ”
ระดับที่สองคือ ขอให้ได้ประสบการณ์ ได้ชิ้นงาน
“อยากทำรายงานได้ด้วยตนเอง และสามารถเข้าใจความรู้พื้นฐานของการเขียนวิจัย”
“หวังว่าจะได้ผลงานวิจัยที่มีบุคคลอื่นสนใจ และมีคุณภาพ”
ระดับที่สามคือ ขอให้ได้ความสามรถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ และการคิดอย่างเป็นระบบ
“คิดสร้างสรรค์ หาความรู้ใหม่ ๆ ทางการพยาบาลได้”
ระดับที่สี่คือ ขอให้ได้ความรู้ไปใช้ประโยชน์ในอนาคต
“สามารถนำเสนอผลงานต่อสาธารณชนได้ นำไปใช้ประโยชน์กับสังคมได้”
“คิดว่าน่าจะได้ประสบการณ์นำไปเรียนต่อในโอกาสข้างหน้าได้”
นอกจากนี้ยังแสดงความต้องการที่ไม่ใช่เฉพาะด้านวิชาการเท่านั้นยังต้องการทำงานเป็นทีม
“สร้างความรับผิดชอบในหน้าที่ร่วมกันของนักศึกษา”
“สามารถทำงานกลุ่ม ร่วมกับสมาชิกกลุ่มทำงานได้อย่างมีความสุข ได้ความสุขจากการทำงาน สามัคคีในกลุ่ม”
ข้อค้นพบนี้เองสามารถสรุปได้ว่า อาจารย์ต้องทำความเข้าใจนักศึกษา และนำความเข้าใจนี้ไป
ออกแบบการสอนให้นักศึกษาที่คิดถึงการเรียนการสอนในวิชานี้ให้รักษาความคิดทางบวกต่อการเรียนในวิชานี้ไว้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเรียน แต่ขณะเดียวกันต้องปรับความคิดในทางลบโดยสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษาได้สนใจเรียน ด้วยการเสริมแรงให้นักศึกษาตั้งใจ มีความพยายามเรียนให้ได้คะแนนตามี่นักศึกษาตั้งเป้าหมายไว้ การประสบผลสำเร็จด้านการทำงานเป็นทีม
เพื่อตอบสนองความคาดหวังต่อผลลัพธ์ที่นักศึกษาต้องการของนักศึกษาให้ได้ทั้ง 4 ระดับ และการทำงานเป็นทีม จึงออกแบการสอนให้มีครูพี่เลี้ยงประจำกลุ่มนักศึกษาที่ทำวิจัย และสอนให้นักศึกษาเรียนรู้ปัญหาการวิจัยจากสภาพจริง
เป็นพี่เลี้ยงให้
วิธีการง่าย ๆ ที่ทีมวิจัยจัดให้นักศึกษาเป็นลำดับแรกคือ “การลดวัย และใช้ความเป็นมิตร” เพราะว่านักศึกษาชอบให้อาจารย์สอนแบบเป็นกันเองและความเป็นพี่เลี้ยงยังใช้เทคนิคอื่น ๆ อีก ดังนี้
การส่งเสริมการกล้าแสดงออก
“ลองเลยนะคะเวทีนี้เป็นเวทีของการเรียนรู้เราเป็นนักศึกษาอยู่เราฝึกได้แต่ถ้าเราจบไปแล้วไม่มีใครช่วยดู มาฝึกซะตอนเป็นนักเรียนนี่แหละ ที่ครูให้เพื่อนช่วยกันดูเป็นกระจกสะท้อนกัน และกัน เชิญเลยค่ะ”
ตั้งคำถามให้คิดค้นปัญหาการวิจัย
จากการที่ให้นักศึกษาได้จากการลงภาคสนามไปค้นหาปัญหาการวิจัยจริง ๆ กับประชาชน ตัวอย่างเช่นนักศึกษาไปสัมภาษณ์ผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูง นักศึกษานำเสนอกับอาจารย์ว่า
“คนที่เป็นความดันโลหิตสูงไม่สนใจดูแลตัวเอง หนูจะทำวิจัยเรื่อง การดูแลสุขภาพจิตคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง” อาจารย์สะท้อนคิดกับนักศึกษาว่า
“รู้ได้ยังไงว่าคนที่เป็นความดันโลหิตสูงเขาไม่ดูแลจิตใจตัวเอง จากข้อมูลตรงไหน”
“จากการซักถามน่ะค่ะ เป็นคนใกล้ตัวน่ะค่ะ ก็คือแบบว่าอย่างไปหาหมอใช่ไหมคะ หมอก็บอกว่าไม่ให้เครียดอะไร ถามว่าเครียดไหมเขาก็แบบไม่ได้บอกน่ะค่ะ เขาก็บอกว่าไม่เครียดแต่จริง ๆ น่ะเครียดค่ะ ชอบอยู่คนเดียวอย่างงี้ เขาไม่รู้จักวิธีการคลายเครียด แล้วก็ไม่รู้จักให้ความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตใจ ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง”
“แล้วรู้ไหมว่าเขาเครียดเรื่องอะไร ได้ถามอีก ไหม”
“หลายเรื่องค่ะ”
“เรื่องอะไรบ้าง”
“เรื่องครอบครัวด้วย”
“ครอบครัวเป็นยังไงถึงเครียด แล้วเป็นยังไงถามไปเรื่อย ๆ ถามเรื่อย ๆ แล้วสุดท้ายนี่มันใช่สาเหตุเพราะไม่รู้วิธีการคลายเครียดจริงหรือเปล่า.. เนาะมันจะต้องให้เห็นว่าอะไรเป็นสาเหตุขอ ความเครียดด้วย เราจะได้วิจัยเพื่อแก้ปัญหาได้ตรงกับสาเหตุ”
แนะนำวิธีการเขียนงานวิจัย
จุดอ่อนที่พบคือ นักศึกษาลอกเนื้อหาวรรณกรรมที่อ่านมาไว้ในเนื้อหาที่เขียนในงานวิจัย หรือที่เรียกว่า “copy and pate” จากหนังสือ หรือในอินเตอร์เนตมาโดยไม่มีการปรับให้เป็นภาษาของตนเอง อาจารย์ต้องสอนวิธีการเขียนโดยการใช้คำเชื่อมเพื่อให้ได้ข้อความที่นักศึกษาเสนอมีความต่อเนื่อง ดังตัวอย่างคำพูดต่อไปนี้
“อย่างเช่นเราทำวิจัยเรื่อง การใช้จ่ายเงินของนักศึกษาพยาบาล เราเขียนพัฒนาการของวัยรุ่นเมื่อเราเขียนพัฒนาการของวัยรุ่นแล้ว นักศึกษาก็ต้องมาสรุปอีกพาลาการ์ฟหนึ่งว่าเอาเรื่องพัฒนาการวัยรุ่นมาใช้อย่างไร พัฒนาการวัยรุ่นจะมาเชื่อมเป็นมุมมองด้านปัจจัยเงื่อนไขที่วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้เงิน หรือการใช้จ่ายเงินของนักศึกษา”
นักศึกษาเรียงลำดับหัวข้อไม่ถูกต้อง อ้างอิงยังไม่ถูกต้องและอ้างอิงไม่เป็นไปตามลำดับกาลเวลา การกำหนดหัวข้อหลัก หัวข้อย่อยไม่ถูกต้อง อาจารย์ผู้สอนให้คำแนะนำนักศึกษาดังคำพูดที่ว่า
“ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าให้เรียง พ.ศ.ด้วย เรียงจาก พ.ศ. น้อย ๆ มาก่อนตามหลักการเขียน... แล้วยังมีลำดับการเขียน ลักษณะการเขียนให้นักศึกษาไปจัดลำดับใหม่ว่าหัวข้อใหญ่ หัวข้อเล็ก ข้อ 1 เป็นหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย คือ 1.1 และย่อยลงไปอีก คือ 1.1.1 เขียนให้เป็นลำดับว่าอะไรคือหัวข้อใหญ่และภายใต้หัวข้อใหญ่มีหัวข้อเล็ก ๆ อะไรอยู่”
แนะนำให้เสนอช่องว่างของความรู้
การเขียนความเป็นมา และความสำคัญของปัญหา นักศึกษาไม่ได้นำเสนอช่องว่างของความรู้ ดังตัวอย่างที่อาจารย์ผู้สอนพูดว่า
“สุดท้ายของบทสรุปของการเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา หรือการทบทวนวรรณกรรมต้องสรุป gap of knowledge แปลว่า ช่องว่างของความรู้ว่างานวิจัยที่ผ่านมาเป็นการศึกษาเกี่ยวกับอะไร แต่ยังขาดอะไร เช่น ขาดการศึกษา หรือปัจจัยเงื่อนไขของการจ่ายเงิน แบบแผนการจ่ายเงิน หรือผลลัพธ์ของการจ่ายเงิน ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงสนใจว่ามีปัจจัยเงื่อนไขใดที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินของนักศึกษา นักศึกษาพยาบาลมีแบบแผนการใช้จ่ายเงินอย่างไร และผลลัพธ์ของการใช้จ่ายเงินเป็นอย่างไร”
เน้นให้เขียนจริยธรรมการวิจัย
นักศึกษาทุกกลุ่มไม่ได้เขียนจริยธรรมการวิจัยไว้ในบทที่ 3 อาจารย์ผู้สอนจึงเน้นย้ำกับนักศึกษาดังคำพูดที่ว่า
“ตกลงนะจริยธรรมวิจัยไม่มีเลย ใช้หลักอะไร เช่น หลักการให้ความเคารพสิทธิผู้ให้ข้อมูล หลักความยุติธรรม หลักประโยชน์ที่ผู้ให้ข้อมูลหรือกลุ่มตัวอย่างควรได้รับ เบื้องต้นก็คือการรักษาความลับผู้ให้ข้อมูลนะมันจะต้องบอกเป็นหลักการ”
สอนให้รู้ว่าวิจัยที่ทำต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพการพยาบาล
นักศึกษาทุกกลุ่มไม่ได้เขียนเชื่อมโยงปัญหาการวิจัยว่างานวิจัยที่ศึกษาตอบสนองวิชาชีพการพยาบาลอย่างไร ดังนั้น อาจารย์ผู้สอนจึงกล่าวสะท้อนคิดให้นักศึกษารับรู้ดังคำพูดที่ว่า
“เรื่องของเรานี่มันมองไม่สะท้อนว่ายังไม่สัมพันธ์กับวิชาชีพมันก็จะไม่ใช่วิชาวิจัยทางการพยาบาลเนาะ ใช่ไหม” “เราทำเรื่องภาวะผู้นำใช่ไหมเราอาจจะกล่าวพูดถึงภาวะผู้นำมีความสำคัญต่อวิชาชีพการพยาบาลอย่างไรเนาะ เสร็จแล้วก็มาอ้างว่าการหล่อหลอมภาวะผู้นำในผู้นำวิชาชีพนี่มันต้องเริ่มมันต้องมาพัฒนาตั้งแต่การเป็นนักศึกษา”
ใช้การเรียนรู้ปัญหาการวิจัยจากสถานการณ์จริง
อาจารย์บรรยายเนื้อหาที่มาของความรู้ที่นำไปสู่การออกแบบการวิจัยแบบต่าง ๆ และวิจัย จากนั้นมอบหมายให้นักศึกษาไปศึกษาสถานการณ์จริง นำข้อมูลที่ได้จากสถานการณ์จริง นำเสนอเพื่อกำหนดปัญหา และวัตถุประสงค์ของการวิจัย
จากนั้นให้นักศึกษาวิเคราะห์ความถนัดของกลุ่ม และสรุปคำถามการวิจัยที่ต้องการศึกษาว่าต้องการทำวิจัยภายใต้ปรัชญาหรือแนวคิดใด ดังตัวอย่างคำพูดที่อาจารย์ผู้สอนพูดกับนักศึกษาที่ต้องการศึกษา ผลของการจัดการความเครียดต่อภาวะความดันโลหิตว่า
“เราจะไปจัดการกับเขา เราจะไปควบคุมเขา เราจะไปสั่งให้เขาทำนู่นทำนี่ แต่ถ้าเราจะไปทำความเข้าใจเขาอะไรอย่างงี้ มันจะเป็นการใช้ฐานคิดปรากฏการณ์วิทยา คือเราไปคุยกับเขา ให้เขาให้ข้อมูลเรา ให้เรารู้ว่าจริง ๆ แล้วเขาเครียดด้วยเรื่องอะไร เครียดอย่างไร เพื่อที่จะอธิบายปรากฏการณ์ แต่ถ้าจะเข้าไปควบคุมจิตใจ ไปทำสมาธิ ไปทำนู่นทำนี่ให้กับเขานี่มันจะเป็นเรื่องของปฏิฐานนิยม นักวิจัยต้องไปจัดโปรแกรมการลดความเครียดให้กับผู้ป่วย”
“ถ้าสมมุติจะไปพัฒนาผู้ร่วมวิจัยนี่จะต้องไปทำความเข้าใจเขาก่อนไปเรียนรู้กับเขาก่อนว่าจริง ๆ เขาอยากจะพัฒนาเขาอยากจะทำอะไร และมันจะได้รูปแบบของการพัฒนาออกมาแล้วก็ค่อยทำการพัฒนาตามความต้องการของคนในกลุ่มนั้นนะคะ”
ไม่ให้นักศึกษาออกแบบการวิจัยไว้ล่วงหน้า และไม่นำเครื่องมือวัดมาเป็นหัวข้อการวิจัย
นักศึกษาบางกลุ่มได้เครื่องมือวัดก็จะนำเครื่องมือวัดที่ได้มาเป็นหัวข้อการวิจัยดังที่มีนักศึกษา 2 กลุ่มที่นำเครื่องมือวัดความเครียดมาให้ดูและบอกกับอาจารย์ว่าจะศึกษาเรื่องความเครียดของนักศึกษา
คำถามการวิจัยต้องได้มาจากช่องว่างระหว่างความรู้ที่มีอยู่กับสถานการณ์จริงที่เข้าไปศึกษา
อาจารย์ใช้วิธีการสอนสะท้อนคิดกับนักศึกษาเพื่อให้นักศึกษาได้เห็นว่าคำถามการวิจัยต้องได้มาจากการทบทวนวรรณกรรมเปรียบเทียบกับการศึกษาปรากฏการณ์ทางการพยาบาล ถ้าพบว่าปรากฏการณ์ที่ศึกษามีวรรณกรรมสนับสนุนปรากฏการณ์ทั้งหมดนักศึกษาก็สามารถทดสอบสมมติฐานตามวรรณกรรมที่พบได้ นั่นคือ การทำวิจัยเชิงปริมาณ แต่ถ้ามีวรรณกรรมสนับสนุนปรากฏการณ์บางส่วน ต้องการค้นหาข้อมูลเพื่ออธิบายให้ชัดเจนเพื่อทำความเข้าใจก็เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เมื่อนักศึกษาเข้าใจที่มาของปัญหาการวิจัยที่นักศึกษาได้ศึกษาจากสถานการณ์จริงและเปรียบเทียบกับวรรณกรรมแล้วจึงวิเคราะห์ความถนัดของกลุ่มว่ามีความถนัดในการทำวิจัยด้วยวิธีใด
ผลลัพธ์ของการสอน
นักศึกษาสามารถบอกช่องว่างของความรู้เพื่อนำไปสู่การตั้งคำถามการวิจัยได้
ภายหลังจากที่นักศึกษาไปศึกษาทบทวนวรรณกรรม มีคำบอกกล่าวของตัวแทนกลุ่มของนักศึกษาที่สะท้อนว่านักศึกษาสามารถบอกช่องว่างของความรู้เพื่อนำไปสู่การตั้งคำถามการวิจัยได้ดังตัวอย่างคำพูดที่นักศึกษาเสนอในชั้นเรียนที่ว่า
“ภาวะผู้นำ เป็นสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้ต่อเนื่องได้นะคะ ฝึกฝนได้นะคะ แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำของนักศึกษาพยาบาลเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งนะคะ เพราะว่าวิธีการพัฒนาภาวะผู้นำในปัจจุบันส่วนใหญ่ที่ใช้กันอยู่นะคะ เช่น การจัดอบรม การมีพี่เลี้ยง การแสดงบทบาทสมมุติ การศึกษาทางวีดีโอหรือวีซีดีนะคะ ซึ่งมีการ.. งานวิจัยต่าง ๆ พบว่า ในงานวิจัยหลาย ๆ งานวิจัยค่ะที่ยังไม่ได้รวบรวมแนวทางต่าง ๆ ค่ะ คือ การทำวิจัยในครั้งนี้นะคะก็เป็นการรวบรวมแนวทางต่าง ๆ ค่ะ ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ เพื่อนำไปพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนได้ค่ะ การร่วมลงนาม การร่วมลงศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำนะคะจะสามารถนำมาปรับใช้ในการให้นักศึกษาพยาบาลได้”
นักศึกษาสามารถวิเคราะห์เนื้อหาวรรณกรรมเชื่อมโยงกับฐานคิดที่เป็นที่มาของการวิจัยได้
ตัวอย่างคำพูดของนักศึกษาที่สะท้อนว่านักศึกษาสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ที่กลุ่มต้องการศึกษา ดังนี้
“สำหรับกลุ่มของเรานะคะก็ได้มีการทำงานเป็นกลุ่มกันก็มีการร่วมกันคิดนะคะว่าจะตั้งคำถามแบบปลายเปิดนะคะเพื่อไปสอบถามนักศึกษานะคะกลุ่มเป้าหมายนะคะ แล้วก็จะมีการคัดเลือกนะคะวิธีหรือว่าเทคนิคการอ่านหนังสือนะคะของแต่ละบุคคลนะคะแล้วก็คัดเลือกว่ามีเทคนิคไหนบ้างที่คนส่วนใหญ่นิยมกัน เราก็จะมีการคัดเลือกนะคะออกมาสามถึงสี่เทคนิคใหญ่ ๆ นะคะแล้วก็เราก็จะใช้เทคนิคนี้นะคะนำไปเป็นเครื่องมือในการวัดกลุ่มเป้าหมายนะคะว่าแต่ละเทคนิคที่เขาใช้นั้นมีความแตกต่างกันยังไงนะคะ แล้วก็มีผลสัมฤทธิ์ยังไงในการอ่านหนังสือที่ใช้เทคนิคนี้นะคะ ค่ะแล้วเราก็การประเมินนะคะเราก็จะดูจากผลการสอบนะคะซึ่งจะสังเกตได้ว่าวิชานี้นะคะ แต่ละบทที่อาจารย์สอนก็จะมีการสอบ.. ตลอดนะคะ แล้วก็จะดูว่านักศึกษามีความสนใจมากน้อยเพียงใดค่ะ ผลการสอบเป็นยังไงค่ะเราก็จะนำมาเป็นตัวชี้วัดแต่ละเทคนิคต่างกันยังไงค่ะ กลุ่มของเราคิดว่าน่าจะเป็นการวิจัยที่มาจากฐานคิดปฏิธานนิยมค่ะ”
นักศึกษามีความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์
นักศึกษาหลายคนสะท้อนผลลัพธ์ของการเรียนวิชาวิจัยว่าทำให้ตนองสามารถคิดวิเคราะห์ได้ ดังคำพูดของนักศึกษาที่ว่า
“มันฝึกอีกอย่างหนึ่งว่า ฝึกให้เราเป็นคนช่างสังเกต และค้นคว้าตอบคำถามสิ่งที่สังเกตและสงสัย”
“ก็เหมือนกันว่าก่อนที่เราจะมาตั้งหัวข้อวิจัย สิ่งที่ราจะทำวิจัยคือ จากสิ่งที่เราสังเกตขึ้นทั้งหมดเลยอย่างนี้ว่าทำไม เราถึงนำการสังเกตมาวิเคราะห์ว่า เราจะทำวิจัยในหัวเรื่องเรื่องไหน”
นักศึกษามีความสามารถด้านการคิดอย่างเป็นระบบ
นักศึกษาได้บอกกล่าวประสบการณ์การเรียนของตนเองว่า
“ค่ะสำหรับประโยชน์นะคะ ก็คิดว่าทำให้เราสามารถพัฒนาความคิดของเราให้เป็นระบบมาก
ขึ้นได้..คิดในเรื่องเล็กเข้าไปมองในจุดเล็ก ๆ ให้เป็นจุดใหญ่ได้ค่ะ ต้องละเอียดอ่อนด้วย บางทีเราไม่สามารถที่จะมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ ของงานวิจัยไปได้ ถ้าเรามองข้ามจุดเล็ก ๆ ของงานวิจัย ก็คือวิจัยตรงนั้น แล้วก็ถ้ามีความอดทนอย่างมีความละเอียดอ่อนแล้ว เราต้องคิดอย่างเป็นระบบมันหัดให้เราคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้นอย่างงี้ค่ะ เราไม่สามารถที่จะคิดจากผลแล้วมาหาเหตุได้ เราต้องมีเหตุเพื่อไปหาผล”
นักศึกษามีความสามารถด้านการคิดสร้างสรรค์
“ก็มีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เราคิดวิเคราะห์ปัญหาได้ และสามารถคิดสร้างผลงานที่เป็นนวัตกรรมของวิชาชีพเราได้”
นักศึกษามีความสามารถด้านการค้นหาความรู้ด้วยตนเอง
“แต่ก่อน ประมาณว่ามีแค่ไหนตำราแค่ไหนอาจารย์ให้มาแค่ไหน ก็ท่องแค่นั้น แต่อันนี้ ไม่ใช่อย่างงั้น แล้วมันมีวิจัยมา มีปัญหาเราต้องคิดต่อแล้ว ต้องค้นต่อ เพื่อหาคำตอบปัญหาการวิจัย”
นักศึกษามีความสามารถด้านการคิดอย่างมีเหตุผล
“สิ่งที่พอใจมากที่สุดก็คือ ทำให้เรามีเป็นคนที่คิดเป็นแล้วก็เป็นคนมีเหตุผล แล้วก็ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นค่ะ”
“งานวิจัยก็ทำให้เราเป็นผู้ใหญ่ รู้จักคิดใช้เหตุผลมากขึ้น บางทีทำงานด้วยกันกับเพื่อนมันอาจจะแบบว่ามีอารมณ์กระทบกระทั่งกันบ้าง ณ จุดนี้คือเราทำงาน เราก็ต้องใช้เหตุผลมีเหตุผลมากขึ้น”
ผลของการเรียนการสอนวิธีนี้
นักศึกษารู้สึกประทับใจ ได้ความรู้มากขึ้น เก่งวิจัยมากขึ้น ได้การทำงานเป็นทีม ได้พบกับความคิดที่หลากหลาย ได้ความอดทน ประทับใจกับการให้เวลาของอาจารย์ และได้ประโยชน์เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท
สิ่งที่นักศึกษาไม่ประทับใจคือ การไม่เข้าใจภาษาที่อาจารย์สอน อาจารย์ใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษ แปลไม่ได้จึงไม่เข้าใจ ทำให้รู้สึกเบื่อ ความยากในการเขียน ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองลดลง เนื่องจากเขียนรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ไม่สำเร็จ มีเนื้อหาการเรียนที่มากเกินไปไม่ต่อเนื่อง ในขณะที่เวลาเรียนมีน้อย จึงทำให้นักศึกษาเกิดความเบื่อหน่าย ไม่ประทับใจเรื่องการพัฒนาเครื่องมือ และไม่อยากทำวิจัยเนื่องจากนักศึกษาบางคนในกลุ่มไม่ได้ช่วยเหลือกลุ่มในการทำงานวิจัยร่วมกัน ความต้องการเวลาในการค้นหาที่เพิ่มมากขึ้น เพราะนักศึกษาต้องอ่านงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก และเนื้อหาการเรียนที่ยากเกินโดยเฉพาะการวิจัยเชิงคุณภาพ รู้สึกว่าได้ความรู้ไม่เท่ากันเนื่องจากแบ่งกลุ่มการสัมมนาโครงร่างการวิจัยของนักศึกษาออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเชิงปริมาณและกลุ่มเชิงคุณภาพ นักศึกษาควรได้รู้ทั้งสองเรื่องเหมือน ๆ กัน
จากผลของการสอนด้วยวิธีนี้จะเห็นได้ว่าอาจารย์ต้องเข้าใจนักศึกษาที่เป็นผู้เรียน สนับสนุนให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทุกขั้นตอนของการวิจัยด้วยการจัดให้อาจารย์ที่เป็นพี่เลี้ยงนักศึกษา สะท้อนคิด และให้ข้อเสนอแนะในสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของนักศึกษา และควรจัดการกับอุปสรรคที่ทำให้นักศึกษาไม่ประสบผลสำเร็จในการเรียน
ที่มา ดร. บุญสืบ โสโสม, อ.จีระวรรณ์ อุคคกิมาพันธุ์, อ. สุภมาส อดิการกุล. (2552). รายงานการวิจัยเรื่อง กระบวนการพัฒนาวิธีการสอนรายวิชาวิจัยทางการพยาบาล หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต : กรณีศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข.
ขอชื่นชมค่ะ สนใจวิธีการสอนของท่านอาจารย์ค่ะ