ดูหนังแล้วไม่คิด ไม่มีอะไรติดในหัว ไม่ดูอาจจะดีกว่า เดินทางเพื่อเพิ่มหลักไมล์ แต่หัวใจยังแคบเหมือนเดิม บางทีการนอนอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านอาจมีความหมายมากกว่า

               ประเทศภูฏานเป็นประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย หลายคนแทบจะไม่รู้จักประเทศนี้เลย และคนอีกเป็นจำนวนมากเพิ่งจะรู้จักประเทศนี้ตอนที่เจ้าชาย จิ๊กมี่ มกุฎราชกุมาร แห่งราชวงศ์วังชุก เสด็จเยือนประเทศไทย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะประเทศภูฏานเพิ่งเปิดรับนักท่องเที่ยวครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2517 และปัจจุบันก็เก็บภาษีนักท่องเที่ยวแพงมากถึง 200 ดอลล่าสหรัฐ ต่อคนต่อวัน และต้องมีไกด์ท้องถิ่นเดินทางร่วมกับนักท่องเที่ยวด้วย เนื่องจากว่ารัฐบาลเกรงว่าการหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากจะทำลายสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศ

               ประเทศภูฏานเป็นประเทศเล็กๆ มีพื้นที่ประมาณ 46,500 ตารางกิโลเมตร มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาโดยส่วนใหญ่และไม่มีทางออกสู่ทะเล มีประชากรประมาณ 700,000 คน คิดเป็น 45 คน ต่อตารางกิโลเมตร ซึ่งนับว่าเบาบางมาก ประชากรส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ผู้คนพูดน้อยแต่ยิ้มง่ายและมีน้ำใจ คนภูฏานส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยานหรือนิกายตันตระที่รู้จักกันในเมืองไทย ศาสนาเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตของคนภูฏาน ซึ่งเห็นได้จากการแขวนธงภาวนาและกงล้อภาวนาจำนวนมากตามเส้นทางที่สำคัญ พระในนิกายวัชรยานจะแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปั้นพระพุทธรูป ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการแสดง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่พระในประเทศภูฏานจะมีการแสดง เพราะประเทศนี้จะมีงานเทศกาลประจำปีที่สำคัญตามเมืองใหญ่ที่เรียกว่า “เชจู” ซึ่งแปลว่าเทศกาลทางศาสนา อย่างในเรื่องนี้ผู้เขียนได้เล่าถึงงาน พาโร เชจู ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองพาโร มีกิจกรรมทางศาสนาหลายอย่างที่น่าสนใจ เช่น การแสดงของพระ การขายสินค้าที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา การเปิดให้คนได้ยลโฉม ทองเดรล ถือเป็นมงคลที่สุดของชีวิต ซึ่งในช่วงเทศกาลนี้จะเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในเมืองพาโรมากที่สุดของปี

               แม้ว่าประเทศภูฏานจะเป็นประเทศที่ยากจนติดอันดับท้ายๆของโลก แต่คนภายในประเทศก็มีความสุข สิ่งที่สะท้อนความเป็นตัวของตัวเองและแนวคิดการพัฒนาอันเป็นเอกลักษณ์ของภูฏานได้เป็นอย่างดี คือ แนวคิดเรื่อง “ความสุขประชาชาติ” ดังที่พระเจ้า จิ๊กมี่ ซิงยี ประกาศในวันเสด็จขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2515 ว่า “ความสุขประชาชาติสำคัญกว่าผลผลิตมวลรวมประชาชาติ” ในปี พ.ศ. 2541 รัฐบาลได้ใช้แผนพัฒนาประเทศฉบับแรกที่ตั้งอยู่บนหลักการความสุขประชาชาติ (GHN) ซึ่งมี 4 มิติ ได้แก่               

                1. การพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

                2. การรักษาสิ่งแวดล้อม

                3. การส่งเสริมวัฒนธรรมประจำชาติ

                4. ธรรมาภิบาลที่ดี

                ปัจจุบันที่สำคัญๆ ที่ทำให้ปรัชญา GNH ของภูฏานประสบความสำเร็จค่อนข้างดี คือ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแนบแน่น การที่คนส่วนใหญ่ของประเทศเดินอยู่บนทางสายกลางที่มีความพอเพียงและพอดีนั้น ทำให้ประเทศภูฏานไม่เหมือนประเทศใดในโลก การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจยังต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ และให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมบางประเภท ทว่าผู้คนภายในประเทศก็เต็มใจที่จะให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาไปอย่างช้าๆ แต่มีความมั่นคง ดังนั้น การเลือกเดินทางสายนี้เองทำให้ผู้เขียนคิดว่าประเทศภูฏานเป็น “อารยธรรมแห่งสุดท้าย” ของโลก

 

    จากหนังสือ : ภูฏาน อารยธรรมแห่งสุดท้าย open book

    ของ : สฤณี อาชวานันทกุล