บันทึกนี้เป็นเรื่องคล้ายกันกับบันทึกที่ผ่านมา   หากอ่านอย่างรวดเร็วและไม่คิดอะไร  จะเกิดความรู้สึกในทางลบเหมือนกับว่า  ผู้เล่าเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย  จ้องจับผิดคนอื่น   แต่เรื่องนี้ผู้เล่าไม่มีเจตนาในการจับผิด แต่มีเจตนาเล่า

 

          เรื่องที่จะเล่านี้ใครบ้างที่จะมองว่าไม่เป็นพิษภัยกับสังคม    มันเกิดขึ้นเมื่อ ๑๐  เดือนที่ผ่านมาแล้ว  เคยเล่าในบันทึกนี้เหมือนกันแต่เล่ารวม ๆ กับเหตุการณ์การเดินทาง  วันนี้จึงอยากเล่าโดยละเอียด   

 

         ตอนนั้นได้เดินทางไปที่จังหวัดหนึ่ง   เกิดขึ้นในวันเดินทางกลับ  ขณะที่รถตู้ของโรงแรมกำลังนำพวกเราไปส่งที่สนามบิน   ด้วยหน้าที่ของพลเมืองดีที่พนักงานขับรถพาพวกเราแวะร้านสินค้าขายของฝากหรือของที่ระลึก  ที่นิยมเรียกกันติดปากว่า OTOP  

 

        ผู้คนที่มีทั้งมากับรถตู้และรถทัวร์เดินจับจ่ายซื้อของกันจำนวนมาก   ในร้านมีพนักงานเก็บเงินอยู่ ๒ จุด   ขณะที่ไปจ่ายเงินฉันยืนหลบให้คนอื่นก่อน  โดยไปยืนข้าง ๆ ประกอบกับนึกชื่นชมการทำงานของพนักงาน  เสียงใส ดัง ฟังชัดเมื่อบอกราคาให้กับลูกค้าว่าแต่ละคนจะต้องจ่ายเท่าไร   และนับเงินทอนอย่างรวดเร็วมาก  พร้อมกับยกมือไหว้ของคุณอย่างอ่อนหวาน   ส่วนใหญ่คนซื้อมักจะจ่ายเงินเป็นธนบัตร ๕๐๐ หรือ ๑๐๐๐  บาท  เพราะไม่อยากยุ่งยากในการนับเงินก่อนจ่าย  

 

         ครั้งแรกได้เห็นชัดเจนว่า  "เธอบอกกับลูกค้าคนแรกว่า ๓๒๐  บาท และรับธนบัตรใบละ  ๕๐๐  จากลูกค้า  แต่ฉันเห็นเธอนับเงินทอนอย่างรวดเร็วเพียง  ๑๖๐  บาท"   ฉันไม่แน่ใจจึงสังเกตต่อไป  พบว่า "ลูกค้าคนถัดมาอีก ๔ คน  ได้รับเงินทอนขาดคนละ ๒๐  บาททุกคน   และสุดท้ายคนที่ ๕ เป็นชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับทอนขาดไป ๑๐๐ บาท  เพราะเขาซื้อของ  ๒๕๐ บาทแต่ได้รับทอนเพียง ๖๕๐  บาท"  แต่ละคนรับเงินทอนก็ใส่กระเป๋าโดยไม่มีใครนับสักคน   ฉันเองก็เป็นเช่นเดียวกัน

 

         ก่อนที่จะถึงคิวของฉันอีก ๓  คน  ฉันตัดสินใจ "ชี้ไปที่เงินในมือของชายหนุ่มและพูดขึ้นมาแบบพอได้ยินกันทุกคนว่า ทอนตังค์ไม่ครบค่ะ"  ชายหนุ่มคนนั้นยังไม่เดินจากไปและหันกลับไปที่พนักงาน  "เธอยกมือไหว้ขอโทษอย่างอ่อนหวาน  ทำเป็นทบทวนดูสลิป  และหยิบเงินทอนให้อีก ๑๐๐  บาท"   ประมาณว่าไม่ได้เจตนา

 

         ปรากฏว่าคนกลุ่มนั้นเป็นกลุ่มที่เดินทางมาด้วยกัน   มีบางคนที่เงินทอนยังอยู่ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกง  ต่างล้วงออกมานับดู  พบว่าได้รับเงินทอนขาดไปคนละ ๒๐ - ๔๐  บาท  ฉันได้แต่คิดว่า  "อาจจะมีคนเห็นใจที่เธออาจทำงานเหน็ดเหนื่อย  และอยากเข้าใจว่าเธอไม่มีเจตนา"

 

         ส่วนคนข้างหน้าอีก  ๓ คนและฉัน   ไม่มีปัญหา  เพราะเธอรู้ตัวแล้วหลังจากกรณีของชายหนุ่มคนนั้น  ฉันได้เดินหลีกออกมาเพื่อไปขึ้นรถตู้กลับ   บนรถตู้ฉันคุยกับเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ทำให้เธอล้วงตังค์ทอนออกมาดูพบว่าโดนไป ๒๐ บาทเช่นเดียวกัน     

 

         ได้แต่สอนตัวเองและผู้ใกล้ชิดว่า  "ควรนับตังค์ทอนต่อหน้าเขาเสมอ  หากได้รับทอนเกินควรคืนทันที  หรือเมื่อรู้ตัวเมื่อไหรก็ตามควรคืนเขา  หากได้รับเงินทอนไม่ครบก็ควรเตือนเขาด้วยความปรารถนาดี   ถือว่าเป็นการชอบโดยธรรม"    ก่อนหน้านั้นที่ผ่านมาการจับจ่ายซื้อของ  ฉันไม่เคยสังเกตแต่อย่างใด  รับตังค์ทอนแล้วก็ใส่กระเป๋าทันที  

 

        สำหรับเรื่องนี้หากจะคิดว่า "ไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไร  อาจจะคิดว่าเงินเพียงเล็กน้อยคนอื่นก็ไม่ได้รวยขึ้น  และก็ไม่ทำให้เราจนเพราะการสูญเสียเงินเพียงเล็กน้อย  หากแต่เมื่อรู้เห็นแล้ว ไม่เป็นไรได้หรือ"   ขึ้นอยู่กับความคิดเห็น  และความรู้สึกของผู้อ่าน  

 

        แต่ขณะเดียวกันคนจำนวนมากก็อยากจะให้สังคมของบ้านเมืองเราอยู่เย็นเป็นสุข  มีความรัก ความเอื้ออาทรต่อกัน  ไม่แก่งแย่งฉกฉวยโอกาส หรือไม่เอารัดเอาเปรียบกัน  แต่เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นภัยต่อสังคมหรือไม่  ควรจะมองข้ามหรือช่วยกันดูแล