"สิทธิ" เป็นความชอบธรรมมาแต่กำเนิด เด็กไทยทุกคนเกิดมาพร้อมกับได้สิทธิทางสังคมการเมืองไปจนตาย "พระ" เป็นสถานภาพหนึ่งของบุคคลที่คนในสังคมให้คำนิยามว่าเป็นอุดมเพศหรือเป็นเพศที่สูงสุด บริสุทธิ์ และให้ความเคารพนับถือกว่าเพศใดใดในสังคม
วันก่อนได้ยินท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศว่าจะยุบสภาภายในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔ นี้ มีกระแสมานานว่าพระควรมีสิทธิ์ในการเลือกตั้งหรือไม่? ผู้เขียนก็สนใจ แต่ไม่มีโอกาสแสดงออกสักที ดีที่โอกาสมาเจอ gotoknow ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯเขาจัดให้มีการอบรม สมใจในความปรารถนา ที่ได้มีโอกาสมาร่วมเสนอความคิดเห็น.......
ในประเด็นที่ว่า พระควรมีสิทธิ์ในการเลือกตั้งหรือไม่? เมื่อเปิดประเด็นนี้ขึ้นมา มีกลุ่มคนอยู่ ๒ ฝ่าย ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย (อย่างยิ่ง)
ฝ่ายที่เห็นด้วย จะอ้างรัฐธรรมนูญ ที่ให้สิทธิประชาชนคนไทยที่เท่าเทียมกัน โดยไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใคร และยังยกตัวอย่างพระตั้งพรรคการเมือง-เล่นการเมืองในประเทศศรีลังกา ญี่ปุ่น หรือเป็นผู้นำทางการเมืองอย่างธิเบต ส่วนพม่าพระเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง เมื่อประชาชนเดือดร้อน ฯลฯ
ประเทศไทย มีกฏหมาย ๒ ฉบับของ ๒ กระทรวงใหญ่ที่ออกมาขัดแย้งสิทธิ์ของพระเอง คือกระทรวงมหาดไทยที่เห็นว่าพระสงฆ์ไม่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง แต่กระทรวงกลาโหมเห็นว่าชายไทยทุกคน (รวมทั้งพระ) ต้องไปเกณฑ์ทหาร ฉะนั้นพระจึงงง?
ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ก็จะอ้างความไม่เหมาะสมที่พระจะไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เนื่องจากการเลือกตั้งไม่ใช่กิจของสงฆ์ ซึ่งเป็นการมองจากสมณภาวะ คือภาวะของผู้สงบ
เมื่อไปอ่านงานวิจัยของคุณสุรพศ ทวีศักดิ์ แห่งสำนักมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เรื่อง "ความคิดทางจริยธรรมกับการเลือกฝ่ายทางการเมืองในสังคมไทยปัจจุบัน" ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย จากศูนย์พุทธศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สัมภาษณ์พระ ๕๑๒ รูป โดยพบว่า
๑)ถ้าเป็นการเมืองของนักการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง หรือการเมืองในความหมายของการลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่าง ๆ พระสงฆ์ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง-ควรวางตัวเป็นกลาง
๒)ถ้าเป็นการเมืองประชาชน หรือความหมายของการปกป้องความเป็นธรรม หลักการประชาธิปไตย ชีวิตประชาชน การเรียกร้องสันติวิธี สันติภาพทางสังคมตามหลักของพระธรรมวินัยแล้ว พระสงฆ์ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง และชี้นำสังคมให้รู้สำนึกถึงคุณค่าที่ดีงาม
๓)นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธศาสนา มองว่าควรแสดงบทบาทรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางสังคมให้ชัดเจน เช่น แสดงออกในนามคณะสงฆ์เพื่อเรียกร้องสันติวิธี ปกป้องชีวิตประชาชน หรือยืนยันความเป็นธรรมและสมานฉันท์ทางสังคม
ในประเด็นนี้ผู้เขียนคิดว่า
"สิทธิ" เป็นความชอบธรรม มาแต่กำเนิด เด็กไทยทุกคนเกิดมาพร้อมกับได้สิทธิทางสังคมการเมืองไปจนวันตาย
"พระ" เป็นสถานภาพหนึ่งของบุคคล ที่คนในสังคมให้คำนิยามว่าเป็นอุดมเพศ หรือเป็นเพศที่สูงสุด บริสุทธิ์ และให้ความเคารพนับถือกว่าเพศใดใด ในสังคม
ดังนั้น สิทธิ+พระ แม้กฏหมายจะออกมาให้สิทธิตั้งแต่เกิดก็จริง แต่สถานภาพ ที่บ่งบอกถึงกาลเทศะ จึงทำให้บทบาทพระสงฆ์ต่อการเมืองจึงถูกขีดเส้น หรือตีกรอบให้กระทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สังคมไทย ไม่ใช่สังคมศรีลังกา ญี่ปุ่น ธิเบต จึงใช้หลักการเดียวกันไม่ได้ ในทัศนะของผู้เขียนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพระ เมื่อมองดูแล้วมีหลายระดับ เช่น ระดับการได้รับข้อมูลข่าวสาร ระดับการรับฟังความคิดเห็น ระดับการเข้าไปเกี่ยวข้อง ระดับความร่วมมือ และระดับการเสริมอำนาจแก่ประชาชน
แต่ระดับทั้ง ๕ ประการนั้น พระควรวางท่าทีอย่างไร ใน ๒ กลุ่มหลัก คือ
๑ ระดับการได้รับข้อมูลข่าวสาร ระดับนี้พระสงฆ์ควรรับรู้ ความเป็นไปของสังคม เพื่อเก็บไว้เป็นคลังข้อมูล แล้วนำมาวิเคราะห์ สรุปประเด็น เพื่อให้เห็นแนวทางในการปฏิบัติ ให้ชัดเจน และนำเสนอ
๒ (ระดับการรับฟังความคิดเห็น ระดับการเข้าไปเกี่ยวข้อง ระดับความร่วมมือและระดับการเสริมอำนาจแก่ประชาชน) ระดับนี้พระสงฆ์ควรเสนอแนะทางออกให้กับสังคมแบบกัลยาณมิตร ให้ความเมตตาต่อทุกฝ่าย หรือชี้นำสังคมด้วยหลักธรรมาธิปไตย ไม่ใช่ยั่วยุ แต่ส่งเสริมหลักการด้วยความสร้างสรรค์มีเมตตากรุณาและความรักต่อกันเป็นพื้นฐาน
ญาติโยมเอง ก็ไม่ควรจะบีบคั้นพระ ขณะใส่บาตรไม่ควรต่อรอง โดยใช้คำถามแบบชาวบ้านว่า ท่านอยู่ฝ่ายไหน หรือท่านเป็นสีอะไร? โดยข้อเท็จจริงแล้ว จะอยู่ฝ่ายไหน สีเสื้ออะไร? ก็ไทยด้วยกัน... ทำไมพระพุทธเจ้า จึงอยู่ร่วมสังคมกับพระเทวทัตได้ และพระองค์ยังสอนและให้โอกาสพระเทวทัตมาโดยตลอด จนพระเทวทัตได้ประจักษ์แจ้งต่อข้อเท็จจริงและสำเร็จผลจนได้มาเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคตกาลข้างหน้าโน้น
นั้นก็หมายความว่า สถานภาพ+กระบวนทัศน์+ระยะเวลา+ข้อเท็จจริง+โอกาส+ความสำนึก จึงมีค่าเท่ากับท่าที่ทางการเมืองของพระสงฆ์ไทยในปัจจุบันต่อการเลือกตั้ง ในทัศนะผู้เขียนพระสงฆ์ไทยควรใช้ ๓ ไม่ ๕ ส่งเสริม ต่อสถานการณ์ ดังกล่าวนี้
หลัก สามไม่ ได้แก่ ไม่นิ่งเฉยต่อสถานการณ์ ไม่ยืนการแบบกระต่ายขาเดียว ไม่ยุ่งเกี่ยวแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่าย
หลัก ห้าส่งเสริม คือ ส่งเสริมความรักความเมตตา ส่งเสริมการให้ปัญญาแก่สังคม ส่งเสริมความนิยมรักสันติ ส่งเสริมสัมมาทิฐิให้การเมือง และส่งเสริมความรุ่งเรืองด้วยการให้อภัย
หรือท่านผู้อ่านจะเห็นประเด็นนี้ว่าอย่างไร? โปรดวินิจฉัยร่วมกัน....
นมัสการท่าน เขียนได้น่าอ่านมาก รออ่านอีกนะครับ
ขอบคุณท่านอาจารย์ ที่ผ่านมาได้พบและได้เสนอแนะเพื่อการแก้ไข อีกประการหนึ่งก็เพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้สังคม
ท่านมหาศรีบรรดร
เท่าที่อ่าน ผมเดาว่าท่านไม่เห็นด้วยกับการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งแบบตรง ใช้มั๋ยครับ
ผมก็เห็นด้วยกับท่าน...ถ้าคิดให้ลึกสุดๆ แล้ว..สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ต้องรักษาความเป็นกลางให้มากที่สุด...
สมัยก่อนมาในประเทศไทย..เหตุการณ์ที่จะมาสนับสนุนหลักการนี้ยังไม่ชัดเจน
ปัจจุบันมีกลุ่ม เหลือง-แดง ถือว่าชัดเจนมาก
วัดไหนแดง โยมเหลืองจะไม่เข้า
วัดไหนเหลือง โยมแดงก็ไม่เอา
ถ้าพระแสดงออกว่าแดงหรือเหลือง..ไปพูดโยมก็ไม่ฟัง
ต้องมองให้ลึกซึ้ง คิดถึงสถาบัน(ศาสนา) และสังคม
จะได้ข้อสรุปในใจ ว่า....ไม่เห็นด้วย
ขอบคุณครับ
ขอบคุณทุกความคิดเห็น ขอเป็นผู้สร้างสรรค์ ร่วมเดินทางสร้างวิชาการ และจุดประกายฝันมหาจุฬาฯ ครับท่านอาจารย์หรรษา
ขอบคุณท่านดอกอโศก ที่โชคดีได้เจอกัน พระนั้นควรวางท่าทีแบบสมณะ ควรเลือกฝ่ายสีขาวซึ่งบริสุทธิ์อันเป็น ๑ ในธงไตรรงค์ ถ้าวันนั้นบอกสีให้โยมที่ใส่บาตรไป สนิมคงกินใจภายในตลอดกาล สาธุ