ที่พึ่งสุดท้ายตอน 3
ความสูญเสียครั้งนี้เกินกว่ายายบัวจะทำใจได้ เพราะ “มุก” ซึ่งเป็นเหมือนดวงใจของยายได้หล่นหายไปจากอ้อมอก...ยายบัวจึงกลายเป็นเหมือนคนเสียสติ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “บ้า” และได้เดินหนีหายจากโรงพยาบาลไปแบบไม่มีจุดหมายปลายทาง แม้กระทั่งร่างที่ไร้ลมหายใจของมุก ก็ไม่ได้นำกลับมาจัดงานไว้อาลัยให้เหมือนคนอื่นเพราะลำพังที่ตายายชราจะดูแลตนเองก็แทบจะไม่ไหว ร่างที่ไร้วิญญาณของมุก โรงพยาบาลอุดรธานีจึงเป็นผู้ดูแลแทน ส่วนยายบัวนั้น... แกรักมุกมาก คงเป็นเพราะว่าสติไม่เต็มร้อย และเหลือมุกเท่านั้น แต่ก็มาตายจากแกไปอีกคน แกจึงได้เที่ยวเดินตามหาอยู่ทุกวันเช่นนี้นาน..มากกว่าห้าปี...
“อ้าวนั่นไงแกกลับมาแล้ว” ฉันมองตามมือของเพื่อนบ้านยายบัวที่ชี้ให้ฉันดู..ยายบัวกำลังจะเดินขึ้นบ้าน ในขณะนั้นฉันเหลือบดูนาฬิกาอีกไม่กี่นาทีก็จะห้าโมงเย็น ฉันจึงขอตัวไปหายายบัวที่บ้าน
“มาอะไร”ยายบัวร้องถามฉัน พร้อมกับกำลังก้มทำอะไรสักอย่างที่มุมมืดบนบ้าน
“มาเยี่ยมยาย.ทำอะไรอยู่คะ”
“จะกินข้าว..มากินข้าว” แกเรียกฉันกินข้าว พร้อมกับยกถ้วยแกงมาวางตรงหน้าบันไดที่ฉันนั่ง
“ยายกินเถอะ หนูยังไม่หิว ได้อะไรมากิน ทำไมไม่เรียกตามากินด้วยละคะ”
“ได้แกง..เขาให้มา...เดี๋ยวแกมากินเอง” หญิงชราร่างกายผ่ายผอม สีหน้าเรียบเฉย เหมือนไม่รู้สึกยินดียินร้ายที่เห็นฉันไปเยี่ยม แกปั้นข้าวเหนียวคำเล็กๆค่อยๆจิ้มน้ำแกงฟักใส่ไก่ทีละคำ..ช้าๆ เสื้อผ้าที่แกใส่ส่งกลิ่นโชยมาเป็นระยะ..ฉันพอคาดเดาได้ว่ามันคงไม่ผ่านการซักมานาน..ฉันนั่งคุยกับยายพร้อมกับมองสำรวจบนบ้านของแกไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ นอกจากรองเท้าแตะเก่าๆหนึ่งคู่ ซึ่งถูกถอดวางเอาไว้เพราะเปื่อยยุ่ยและผุพังจนใช้ไม่ได้…
“รองเท้ายายหรือ..มันจะขาดแล้วนี่ ทำไมไม่ทิ้งแล้วซื้อคู่ใหม่คะ” ฉันถามดูเพราะสงสัย ผุพังขนาดนี้ยายเก็บเอาไว้ทำไม
“รองเท้ายายนี่แหละ...ยายใช้มานานแล้ว มันยังดีใช้ได้ ทิ้งไม่ได้ เสียดาย ” นี่คงเป็นคำตอบที่ยายไม่ใส่รองเท้า แม้จะเดินย่ำอยู่บนถนนคอนกรีตที่ร้อนจากแดดที่แผดเผา ยายอาจไม่มีเงินซื้อคู่ใหม่ หรือเพราะเสียดายเพราะรักมัน เพราะมันเป็นรองเท้าคู่โปรดที่อยู่กับยายมานาน ฉันก็ยังสงสัย...
“อร่อยไหมยาย...ทำไมยายไม่เปิดไฟ..มันมืดแล้วนะ..ยายมองเห็นหรือคะ”
“ไม่เท่าไหร่..พอกินได้..ไฟไม่มี..ไม่มีเงิน..มันแพงเลยไม่ใช้ไฟ”
“กลางคืนลงไปเข้าห้องน้ำไม่มืดหรือคะ...ไม่มีไฟก็ไม่มีพัดลม..ไม่ร้อนหรือคะ หน้าต่างก็ไม่มี” “ไม่ไปห้องน้ำกลางคืน..พัดลมก็ไม่มี..ไม่ร้อน”
“แล้วน้ำใช้จากที่ไหนล่ะคะยาย..”
“น้ำจากฟ้า...บางครั้งก็ไปตักที่บ่อน้ำ..” ยายบัวตอบพร้อมกับชี้มือไปทางทิศเหนือของหมู่บ้าน...
“...แล้ววันนี้ไปทำอะไรที่ไหนหรือคะยาย ..”
“ไปตามหาลูกสาว.. “อีมุก”....เห็นมันบ้างไหม..ไม่รู้มันไปทางไหน ฉันกลัวคนจะทำร้ายมัน...ฉันห่วงมัน..ฉันไม่มีเพื่อนคุย..ถ้ามุกมันอยู่..ฉันมีคนคุยด้วยฉันไม่เหงา” คำตอบที่ได้จากยายบัว ทำให้ฉันไม่สงสัยอีกต่อไปว่าเพราะเหตุใดไม่ว่าจะร้อนจะหนาวฝนตกหรือแดดจะแผดเผา ยายบัวยังคงเฝ้าตามหาลูกสาวอยู่ไม่หยุดแม้แต่วันเดียว..
ฉันสงสารยายจับใจและคิดหาทางว่าจะช่วยเหลือแกอย่างไรดี..ฉันนั่งคุยกับยายบัวไม่นานก็ลากลับ ด้วยเพราะไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของยายบัว....
“เออ..ถ้าเห็น..อีมุก..บอกมันกลับบ้านหน่อยนะ ฉันกลัวเขาจะเอามันไปข่มขืน” เสียงยายบัวร้องบอกตามหลังฉันในขณะที่ฉันกำลังปั่นจักรยานออกจากหน้าบ้านแกไป...
ฉันเก็บข้อมูลของตายายชราเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ดูแลก็พบว่า หลานสาวที่มีบ้านไม่ไกลกันนักเป็นผู้ดูแล รวมทั้งไปรับเงินเบี้ยยังชีพของยายบัวจากเทศบาลเป็นประจำ ส่วนตาบัวก็มีน้องสาวเป็นผู้ไปรับ รวมทั้งเป็นผู้นำอาหารมาให้รับประทาน..แต่ข้อมูลที่ได้ แต่ฉันก็ยังสงสัยทำไมยายบัวไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่มากว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ เรื่องไฟ สภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ ส้วมที่เก่าแก่ผุพัง ทำไมถูกปล่อยละเลยจนเวลาผ่านมานานหลายปี ฉันนำข้อมูลของตายายทั้งสองไปปรึกษากับญาติของยายบัว ผู้นำชุมชน อสม.และทีมสหสาขาวิชาชีพเพื่อวางแผนดูแลช่วยเหลือตายายทั้งสอง และด้วยแนวคิดการบริการด้วยรักที่เปี่ยมล้นในหัวใจ ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุ่งฝน ได้ลงไปเยี่ยมดูแลด้วยตนเอง และจากสภาพที่ท่านเห็นคงรู้สึกสงสารไม่แตกต่างจากฉัน ก่อนออกจากบ้านยายบัวท่านได้บอกกับฉันว่า..
“ยังมีคนทุกข์คนยากลำบากอย่างนี้ด้วยหรือ ..เราทำส้วมให้ใหม่ดีไหม...เอาโถส้วมแบบราดน้ำ แต่แบบนั่งสบายสำหรับคนแก่นะ...ผมจะบริจาคค่าวัสดุเอง” ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ตายายทั้งสองจึงได้รับการดูแลช่วยเหลือในการดูแลปรับปรุงสิ่งแวดล้อมรอบๆบ้าน ทั้งผู้นำชุมชน และ อสม. ได้ร่วมกันมาจัดการเรื่องลูกน้ำยุงลาย โอ่ง ไหที่มีมากเกินไปถูกเก็บเข้าไว้ใต้ถุนบ้าน เหลือไว้เพียงสองโอ่งสำหรับน้ำดื่ม น้ำใช้ กองไม้ที่ระเกะระกะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ได้ถูกเก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระเบียบ อีกทั้งยังดัดแปลงไม้บางส่วนให้เป็นมานั่งสำหรับตายาย ส่วนส้วมที่เก่าแก่หลังนั้นได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยได้รับบริจาคค่าวัสดุจากท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุ่งฝนและหลานสาวของยายบางส่วน สำหรับแรงงานก่อสร้างได้จากน้ำใจอันงดงามของสมาชิกชุมชน ที่เต็มใจและสละเวลามาช่วยกันโดยไม่คิดค่าแรงแต่อย่างใด หลุมส้วมเก่าข้างบ้าน และพื้นไม่เรียบ เนื่องจากมีกองหินกองดินและหลุมบ่อ เสี่ยงต่อเกิดอุบัติเหตุหกล้ม ก็ได้รับความกรุณาจากลุงโพธิ์เจ้าของรถปรับพื้นช่วยบริการให้ฟรี...
แม้ฉันจะเป็นเพียงบุคลากรผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ไม่ใช่ลูก..ใช่หลาน แต่ก็ขอเป็นส่วนหนึ่ง “ที่พึ่งสุดท้าย” ของตายายชรา ซึ่งเสมือนต้นไม้ที่ใกล้ฝั่งและยังไม่มีใครรู้ว่าจะผุพังลงวันใด ด้วยหัวใจที่เป็นสุขตามบทบาทและหน้าที่เท่าที่ควรจะเป็น โดยการดูแลเอาใจใส่ทุกๆคนเสมือนญาติอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน เพื่อสืบสานปณิธานของหน่วยบริการสุขภาพแห่งนี้ ที่ไม่ดูแลเพียงมิติทางกาย หากแต่ต้องดูแลครอบคลุมทั้ง กาย จิต สังคม และจิตวิญญาณโดยการเชื่อมโยงบริการจากโรงพยาบาลสู่ชุมชนและจากชุมชนสู่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการบริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์.......เพราะ..แม้เป็นเพียง หิ่งห้อย แสงน้อยนิด ขอลิขิต พลังใจ ให้เจิดจ้า รวมแสงเป็น แรงใจ จากศรัทธา ส่องสว่างให้ ถ้วนหน้า ประชาชน พร้อมจะเป็น “ที่พึ่ง” เมื่อยามทุกข์ พร้อมยินดี เมื่อมีสุข กันถ้วนหน้า พร้อมจะเป็น แรงพลัง ให้ทุกครา ให้ผ่านพ้น ทุกข์นานา อย่างเท่าเทียม......
ติดตามต่อ...ตอน ๔...(ตอนจบค่ะ)
เศร้าจังเลยนะครับ...
มันไม่ได้เศร้าธรรมดา แต่มันโศกทีเดียวคะ ...