สันติวิธีอาจเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ถ้าเกิดขึ้นที่ใด ย่อมหมายความถึง ณ ภพภูมินั้น จะดับความหวั่นไหว หวาดกลัว ให้กับผู้ร่วมจักรวาลของท่านด้วย
หมู่นี้มีฝนตกและฟ้าคะนองด้วย เสียงฟ้าแผดก้อง บาดเข้าไปถึงหัวใจ และก่อนหน้านั้น หลายคนก็หวั่นไหวกับแสงฟ้าแล่บ ที่ดูขาวสว่างโพลนจนน่าใจหาย ทั้งๆที่ทั้งหมดนี้ เป็นเหตุการณ์ในวสันตฤดู ที่เกิดมาเนิ่นนานแล้ว จนไม่มีใครบันทึกไว้ว่า ฟ้าแล่บ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า เริ่มเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อใด
จำได้ว่า เมื่อสมัยเด็กๆ เราจะได้รับฟังเรื่องราวประกอบเหตุการณ์ ในวันฝนฟ้าคะนองเสมอ ทำให้เราจดจ่อรอฟังความเป็นไป จนคลายความหวั่นกลัวไปได้ชั่วขณะ ลองไปทบทวนเรื่องราวกันอีกสักครั้งเถอะค่ะ
เจ้าของดวงแก้วมณี ที่ส่องแสงประกายวาววับ มาจนถึงโลกมนุษย์ ให้ได้เห็นด้วยตาเนื้อนี้ คือ นางเมขลา ผู้เป็นเจ้ามหาสมุทร มีหน้าที่ดูแลน่านน้ำ และนางนี่แหละ ผู้มีฤทธา เคยช่วยพระมหาชนก(พระพุทธเจ้าที่เป็นพระโพธิสัตว์) ให้รอดพ้นจากภัย พายุกลางมหาสมุทรมาแล้ว นางเมขลาผู้มีแก้วมณีล้ำค่า และสามารถปกป้องคุ้มครองภัยได้ แต่เหตุการณ์คงไม่เลวร้าย ถ้ารามสูรย์ ยักษ์ตนหนึ่งผู้มีอาวุธเป็นขวานเพชร จะไม่ได้จับใจจับตากับแสงแก้วมณียิ่งนัก อยากได้อยากครอบครอง ให้ต้องติดตามแสงนั้นไป จนใกล้มากแล้ว และคิดจะช่วงชิง นางเมขลาไหวทัน ชูแก้วมณีใส่ พลันแสงสว่างเจิดจ้าก็เข้าตารามสูรย์ จนเหมือนโลกมืดไปทันที มองไม่เห็นสิ่งใดไปชั่วขณะ แต่รามสูรย์ ก็ตอบโต้ได้ทันควัน ด้วยการขว้างขวานออกไป เพื่อหวังผล ให้หยุดนางเมขลาให้ได้ ด้วยโทสะ บวกกับอยู่ในสภาวะมองไม่เห็น การขว้างขวานนั้น จึงไม่ได้ถูกเป้าหมายแต่อย่างใด เพียงเกิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น จนพวกเราได้ยินกันนี้ การไล่ล่า ล่อแก้ว และขว้างขวานตอบโต้ ก็ยังดำเนินต่อไปทุกครั้ง ที่ได้ประชิดกัน
เหตุที่ต้องมาเกิดช่วงฤดูฝนนี้ เพราะเป็นฤดูกาลของเหล่าอัปสร ต้องลงมาเล่นน้ำกัน รวมทั้งนางเมขลาผู้เป็นใหญ่แห่งน่านน้ำด้วย แสงของดวงแก้ว จึงปรากฏไปทั่วในกาลนี้
เมื่อฟังเรื่องเล่านางเมขลาและรามสูรย์จบลง แถมทิ้งท้ายให้ชวนติดตาม และเอาใจช่วยตราบเท่าทุกวันนี้ กลับทำให้ผู้รับฟัง เห็นเหตุความเป็นไป เห็นความอยากได้ พึงพอใจกับสิ่งของของคนอื่น เห็นการบันดาลโทสะ ที่ใช้อาวุธประหัตประหารกัน เห็นการตอบโต้อย่างละมุนละม่อมของนางฟ้า เมื่อใดที่เสียงเหล่านี้สงบลง เราก็พลอยผ่อนคลาย และนึกภาวนา ขอให้เขาทั้งสองมีสติตริตรองในทางที่สมควร ในการพบกันครั้งต่อไปเถิด สันติวิธีอาจเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ถ้าเกิดขึ้นที่ใด ย่อมหมายความถึง ณ ภพภูมินั้น จะดับความหวั่นไหว หวาดกลัว ให้กับผู้ร่วมจักรวาลของท่านด้วย
จบเรื่องเล่า ในวันที่ฟ้าคะนอง ขอให้คลายความหวั่นไหว จากแสง เสียง อันบาดหัวใจกันทุกคนนะคะ

ภาพจากเว็บพลังจิต...ขอบคุณค่ะ
".... สันติวิธีอาจเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ถ้าเกิดขึ้นที่ใด ย่อมหมายความถึง ณ ภพภูมินั้น จะดับความหวั่นไหว หวาดกลัว ให้กับผู้ร่วมจักรวาลของท่านด้วย...."
อยากให้ทุกท่านทุกฝ่ายใช้ สันติวิธีค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะคุณลำดวน
เป็นความฝันร่วมกันนะคะ
ขอให้การใช้สันติวิธีประสบผลสำเร็จ
ดูแต่นางเมขลา ก็เริ่มต้นจากการใช้เพียงแสงของดวงมณีปกป้องตน
ให้พ้นภัยไปชั่วขณะ
แต่บางครั้งการตอบโต้ที่นุ่มนวลก็กลับเพิ่มขีดความแรงของบันดาลโทสะเข้าไปอีก
ดังนั้น การใช้สันติวิธี จึงเป็นเรื่องของคนทั้งสองจะได้ค้นหา และตั้งใจจะยุติศึกกันจริงๆ
หากหยุดไม่ได้ ก็ควรหาอาณาบริเวณของคู่ตน
อย่าให้ผู้ร่วมจักรงาลรู้สึกเดือดร้อน
ขอบคุณข้อคิด และดอกไม้ด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะคุณดร. จันทวรรณ ปิยะวัฒน์.
ได้รับดอกไม้หลายดอกแล้ว
รู้สึกดีใจมากค่ะ
ขอให้อาจารย์และครอบครัว
มีความสงบ สุข สันติตลอดไปค่ะ
สวัสดีครับ คุณตันติราพันธ์
เห็นภาพฟ้าแลบ แล้วเสียวฟัน...
แต่ก็ขอภาวนาให้โลกจงพบแต่สันติเถิด
สวัสดีค่ะคุณ พ.แจ่มจำรัส
นั่นไงคะ
แสงฟ้าของนางเมขลามีอิทธิฤทธิ์ทีเดียว
ขนาดอยู่โลกมนุษย์ยังเสียวฟัน
ดังนั้นรามสูรย์จึงตามืดไปชั่วขณะเลยค่ะ
เป็นการประลองยุทธกัน สุดท้ายคงต้องยุติด้วยสันติวิธีเท่านั้น
มีความสุข กับวันสบายๆนะคะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะคุณทัตชญา
ขอบคูณที่เข้ามาทักทายค่ะ
และยินดีต้อนรับสู่บล็อก เล่าสู่กันฟัง
ตามสบายนะคะ