ความรู้เบื้องตัน ( Introduction)ไทพาเก
ภาษาไทพ่าเก่เป็นสาขาหนึ่งของชาติพันธ์ตระกูลไทใหญ่ พากันอพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐอัสสัม
ในครึ่งศตวรรษที่ 18 ในการต่อมา
ไทพ่าเก่ชุมชนเล็กๆในรัฐอัสสัมก็ดำรงชีวิตอยู่ใน 9 หมู่บ้านของอำเภอดิบรูการ์ห์ (Dibrugarh) และอำเภอตินซูเกีย
(Tinsukia) ของอัสสัม หมู่บ้านเหล่านั้นคือบ้านน้ำพาเกและบ้านติปัมพาเก ต่างก็ตั้งอยู่ริมฝั่งของแม่น้ำบุรีดิหิง (Buridihing) แห่งพื้นที่ของตำบลนหารกติยา
(Naharkatiya) แห่งอำเภอดิบรูการห์ และบ้านมวงลัง
บ้านมันเมา บ้านบอร์ พาเก
มันลอง หรือ ลองพาเก บ้านนิงัมพาเก หรือ
นิงัม. บ้านนองไล และบ้านพะเนงในท้องที่ตำบลเลโด-มาร์เฆริตาของอำเภอตินซูเกีย
(มีหมู่บ้านไทพ่าเก่อีก 2 หมู่บ้านในอรุณจัลประเทศคือ
บ้านวะคุนและบ้านลุงกุง) ว่าโดยชาติพันธ์แล้ว
ภาษาไทพ่าเก่นั้นเป็นภาษาของกลุ่มชนเผ่ามองโกลอยด์ ถ้าจะจัดตามภาษาคำศัพท์แล้ว ภาษาไทพ่าเก่ขึ้นอยู่กับภาษาตระกูลจีนธิเบต ( Tibeto-Chinese Families ) ก่อนจะอพยพเข้ามาในรัฐอัสสัม ชาวไทพ่าเก่ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำตุรุงปานี (Nam-Turungpani) ใกล้กับไทตุรุง( Tai-Turungs) ถิ่นฐานภูมิลำเนาดั้งเดิมของชาวไทพ่าเก่อยู่ในประเทศจีน ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ใกล้มณฑลกวงสี (Guangxi)และมณฑลกวงดอง (Guangdong) ในระยะแรกเริ่ม
มีชาวไทพ่าเก่เพียง 150 ครอบครัวเดินทางมาถึงรัฐอัสสัม ชาวไทพ่าเก่เหล่านั้นเข้ามาถึงรัฐอัสสัมใน
ค.ศ. 1775ในรัชสมัยแห่งกษัตริย์ผู้ทรงปกครองชาวอาหมทรงมีพระนามว่า พระเจ้าลักษมี สิงหะ (Laksmi Sinha 1769-1780 ค.ศ.) และพากันตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองหนองตาว (Nongtao) ซึ่งกลายมาเป็นอรุณจัลประเทศ (Arunachal Pradesh ) ในปัจจุบันขณะที่ชาวไทพ่าเก่ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองหนองตาวก็ได้ติดต่อกับพระเจ้าคำตี่ ( Khamti King) และได้ร่วมกันสู้รบกับแม่ทัพชื่อศักดิยา โยวา
โคเฮน (Sadiya Khowa Gohaim) แห่งกษัตริย์ชาวไทอาหมผู้ทรงพระนามว่าพระเจ้าเการินัธ สิงหะ ( Gaurinath Sinha ) ภายหลังจากการขัดแย้งกันแล้วชาวไทพ่าเก่ก็ถูกพระเจ้าเการินัธกษัตริย์ของชาวอาหมพามายังเมืองโจรหัต (Jorhat ) และในการต่อมา
กษัตริย์อาหมพระนามว่า พระเจ้ากมเลสวาร
สิมหะ(Kamaleswar Simha ) ได้พาชาวไทพ่าเก่เหล่านั้นมาตั้งถิ่นฐานอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำเดซอย
( Desoi )หรือไดชอย (Dichoi)
ตามที่ อี.เอ. เกียต ( E.A. Gait ) อ้างไว้ นักโทษหลายคนถูกนำมาที่เมืองแรงเปอร์(Rangpuce)
แต่นักโทษบางคนก็พากันมาถึงถิ่นฐานอยู่ตามฝั่งแม่น้ำเดชอยทางเหนือของบ้านโจรหัตและพวกอื่นอีกก็พากันตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองติตะบอร์ในปี1816พวกพม่าเข้ามารุกรานรัฐอัสสัมและหลังจากนั้นการสู้รบก็สิ้นสุดลง ทหารพม่าก็ยึดพวกไทพ่าเก่และไทเผ่าฉานอื่นไว้ได้ แต่เนื่องจากฝนตกติดต่อกันไม่หยุดและภัยพิบัติ (
Calanity) ธรรมชาติอื่นๆ
มากมาย
จนเป็นเหตุให้ไทพ่าเก่เดินทางต่อไปกับพม่าไม่ได้ ทหารพม่ากับพวกไทพ่าเก่เหล่านั้นก็ต้องถอยไปตั้งหลักที่เมืองนัมชิกที่อยู่ในอรุณจัลประเทศ
ปัจจุบันนี้
ชาวไทพ่าเก่ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่นี่เป็นเวลาไม่กี่ปี และชั่วเวลาไม่นานเท่าใด รัฐอัสสัมก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ พวกไทพ่าเก่ก็พากันเข้ามาอยู่ในรัฐอัสสัมตามลำดับ
กลายเป็นคนกลุ่มน้อยและได้ตั้งถิ่นฐานถาวรเป็นปึกแผ่น เป็นหมู่บ้านต่างๆในอำเภอดิบรูการห์และอำเภอตินซูเกีย ซึ่งชาวไทพ่าเก่เหล่านั้นอยังมีอยู่ทุกวันนี้
ต้นตำนานของไทพ่าเก่ ( Legendary Origin
of the Phakes )เมื่อพิจารณาต้นตำนานของไทพ่าเก่
นักปราชญ์จะมีทัศนะแตกต่างกันออกไป
ต้นฉบับ(Manuscript ) ที่เก็บไว้ในหมู่บ้านนิงคัม ( Ninggam ) บอกไว้ว่า เมื่อธิดาของพระเจ้ามวงกอง(Moungkong ) มีพระชนมายุพอจะอภิเษกสมรส พระราชบิดาทรงประกาศว่า ใครก็ตามสามารถยิงธนูด้วยลูกหินก้อนใหญ่ได้ เขาคนนั้นก็จะได้อภิเษกสมรสกับพระธิดาของพระองค์ ก็ชายหนุ่มในเผ่าไตพ่าเก่แต่ละเผ่าก็พากันใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของตน
ดังนั้นหัวหน้าของอีกกลุ่มหนึ่งก็สมัครเล่นกีฬาคีตังเก็ต ( Khitang Ket ) กาวติดยึดเกาะ (
Glue ) ก็คล้ายกับสาระสำคัญติดอยู่บนหัวธนู
ถ้ามีสารชนิดนี้เขาจะประสบความสำเร็จในการจ่อ (Fix ) ธนูไปยังก้อนหิน ถ้าสามารถยิงได้อย่างแม่นยำ
กษัตริย์ก็จะทรงอนุญาตให้อภิเษกสมรสกับพระธิดาของพระองค์อย่างแน่นอน
และผู้ประสบความสำเร็จของพวกเขาจึงกลายมาเป็นผู้ที่มีชื่อว่า พ่าเก่
( ‘Pha’ หมายถึง หิน
และ ‘Ke’หมายถึง อายุมากหรือแก(Old) )
อย่างไรก็ตาม สามะ ธกุร ( Sarma Thakura )
ได้ให้การแปลตำนานเล่มนี้แตกต่างล็กน้อย
ตามตำนานเล่มนี้ ตอนแรกๆ ชาวเมืองมวงกอง (Moungong ) มิได้แบ่งแยกเผ่าพันธุ์ให้แตกต่างกัน
แต่ดูลักษณะสัณฐานแล้วก็ไม่แตกต่างกันเท่าใด พวกไทพ่าเก่เหล่านั้นก็ตั้งตนเป็นคนกลุ่มน้อย วันหนึ่ง
ชายชราคนหนึ่งได้พบหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งวางอยู่ในป่าทึก
และชายชราคนนั้นก็ประกาศให้คนทุกกลุ่มทราบเกี่ยวกับหินก้อนนั้นก็มีคนลงความเห็นว่า ชายชราผู้ที่พบเห็นหินก้อนนั้นที่ถูกยิงด้วยลูกศรอาจเป็นพระเจ้าแผ่นดินของคนทุกกลุ่ม สมาชิกแรกของคนกลุ่มนั้นผู้ที่ใครๆทราบดีว่า คือ “ชาวไทคำตี่” ที่ได้พยายาม แต่ก็เปล่าประโยชน์ เป็นผู้ไม่สามารถจะทนความล้มเหลวได้
พวกไทคำตี่ก็พากันจากที่นั้นไป
ดังนั้นจึงมีการจัดตั้งกลุ่มที่สองขึ้น
สมาชิกทั้งหมดของกลุ่มที่สองนี้ก็ไม่อาจยิงทะลุให้เป็นรู ( Pierce ) ที่หินก้อนนี้ด้วยลูกธนูของพวกเขาได้
พวกเขาโกรธและละอายแล้วจากที่นั้นไปหลังจากเวลาเช่นเดียวกันนั้น
ชาวไทเหล่านั้นได้กลายมาเป็นไทไอตนในทุกวันนี้
( Ai หมายถึง ผู้แก่ที่สุด Ton
หมายถึง ผู้โกรธ) ชาวไทไอตนเหล่านี้เป็นคนกลุ่มน้อยมีพบเห็นได้ในรัฐอัสสัมของอินเดีย
ประชาชนที่มีนามว่าไทพ่าเก่ในเวลานี้
เมื่อสังเกตให้ถ่องแท้แล้ว (Curiously) ก็ได้แก่ไทคำตี่และไทไอตนผู้เป็นแรงงานมีฝีมือ
พวกเขาเหล่านี้ค้นพบวิธีการที่จะบรรลุเป้าหมาย ดังนั้นจึงประสบความสำเร็จในการเก็บรังผึ้งมาจากป่าทึบแล้วนำมาดัดแปลงให้เป็นส่วนหัวลูกธนู จนสร้างความประหยาดใจทั้งหมด
เพราะลูกธนูของพวกเขาได้ฟุ้งออกไปติดอยู่ที่ก้อนหิน ด้วยเหตุนี้
ชาวไทพ่าเก่จึงกลายมาเป็นนักปกครองแห่งแผ่นดินในภูมิภาคนี้ ชาวไทพ่าเก่เป็นนักปกครองของท้องถิ่นที่หินก้อนใหญ่นั้นตั้งอยู่
ตำแหน่งภูมิศาสตร์ของหมู่บ้านไทพ่าเก่ในรัฐอัสสัม
ตำแหน่งภูมิศาสตร์และสิ่งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่พอมีให้ศึกษาในหมู่บ้านไทพ่าเก่ต่างๆ
เช่น ในอำเภอดิบรูการห์
และอำเภอตินซูเกียของรัฐอัสสัม
ได้ถูกกล่าวไว้ข้างล่างโดยย่อ
-
หมู่บ้านนัมพ่าเก่
หมู่บ้านนัมพ่าเก่นี้ ตั้งอยู่เป็นระยะห่างกันประมาณ 3 กิโลเมตรจากเมืองนหารกาเตีย (Naharkatia Town ) หมู่บ้านนี้ตั้งขึ้น
ใน ค.ศ. 1850 หมู่บ้านนี้ติดต่อกับตอนเหนือเลียบแม่น้ำเบอร์หิทิหิง
(Burhidihing ) ทางด้านตะวันออกของหมู่บ้านนาคะ (Naga) และเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านฟอลตูตาลา กาชะรี
(Faltootala
Kachari ) หมู่บ้านดิหิง กินาร์ เบ็งกาลี
โกน(Dihing Kinar Bengali gaon) และหมู่บ้านเชเรปะจัล เบ็งกาลีโกน( Cherepajan Bengali gaon )
สร้างเป็นพรมแดนทางตะวันตกของหมู่บ้านและติดต่อลงไปทางใต้ได้หมู่บ้านบะคัมโมระโกน (Baghmora gaon) ซึ่งเป็นที่อาศัยของชาวไทอาหมและเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านฟัลตูตาลา กาชะรี
โกน ตามการสำรวจสัมโนประชากรปี 2001 ประชากรของหมู่บ้านนั้นทั้งหมดมี
645 คน
ในหมู่บ้านมีโรงเรียนอยู่หลายแห่ง
มีหลายระดับ ตั้งแต่ประถมศึกษา มัธยมศึกษา
จนถึงอุดมศึกษา
นอกจากนั้นยังมีสนามเด็กเล่น ( Playground ) บาร์ คลับ และห้องประชุมสาธารณะ
มีพุทธวิหารเป็นศูนย์ของหมู่บ้าน
อาคารบ้านเรือนถูกสร้างหันหน้าสู่แม่น้ำเบอร์หิติหิง นาข้าวตั้งเรียงรายไปตามด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้และด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้านตามลำดับ โรงเรียนแอล.พี. ตั้งขึ้นเมื่อปี 1953
-
หมู่บ้านติพัมพ่าเก่วิลเลจ
หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บนฝั่งน้ำทางทิศเหนือแห่งแม่น้ำเบอร์หิดิหิง ทางทิศเหนือของหมู่บ้านนั้นตั้งหมู่บ้านอุศบุระ
(
Ushapura ) ซึ่งมีประชาชนชาวกยัสธะ ( Kayastha ) และกลิตะ (Kalita)อยู่อาศัยและหมู่บ้านเชนเกลีจัลซึ่งพากันตั้งถิ่นฐานอยู่ส่วนมากจะเป็นกรรมกรไร่ปลูกชาที่ปลดเกษียณแล้ว ทางด้านทิศตะวันออกอยู่ทางเมืองเอกกุรี เบงกะลี
โกน ( Ouguri Bangali gaon) ซึ่งชาวไร่ชาที่ปลดเกษียณแล้วอาศัยอยู่ แม่น้ำเบอร์หิดิหิงและเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้าน
(มิใช่ตินัม พ่าเก่)
พวกผู้ลี้ภัยชาวอัสสัมและชาวเบงกอลอาศัยอยู่
เป็นพรมแดนทางตอนใต้และแม่น้ำเบอร์หิดิหิงเป็นเครื่องหมายพรมแดนตะวันตก หมู่บ้านนี้ถูกตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1950 และคนสำคัญในการตั้งหมู่บ้านนี้ก็คือ
ปู ธอต นอง (Pu Thot Nong) ครั้งแรกหมู่บ้านนี้ตั้งขึ้นด้วย 10-15 ครอบซึ่งบัดนี้ก็มีครอบครัวเพิ่มขึ้นถึง
45 ครอบครัวแล้วประชากรทั้งหมดมีประมาณ 196 คน
-
หมู่บ้านบอร์พ่าเก่
หมู่บ้านบอร์พ่าเก่อยู่ภายใต้การปกครองของตำบลมารเฆริตา
อำเภอตินซูเกีย
หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านชาวไทพ่าเก่ที่เก่าที่สุด ตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1830 ทางทิศเหนือของหมู่บ้านเป็นแม่น้ำเบอร์หิดิหิง และทางทิศใต้ตั้งอยู่ที่สถานีมารเฆริตา และถนนมารเฆริตา ตลาดเกเตตั้งอยู่บนพรมแดนตะวันตก ประชาชนจากตระกูลต่างๆ
ของไทพ่าเก่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในหมู่บ้านนี้ เช่น หมู่บ้านโธมุง เวียงเก็น
ชะขับ หะเมา เฮาเก็น
เชาภูมิ มันไฮ
ไหหลวง ตุมเต็น มังนอย
โชตน โปมุง เฮามา
เชาฮิน มีประชากรประมาณ 297 คน
-
หมู่บ้านพะเน็งหรือหมู่หม่านพะเน็ง
หมู่บ้านพะเน็งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่เลขะปานีแห่งอำเภอตินซูเกีย หมู่บ้านนี้ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1910 ภายใต้การปกครองของไอ
อง มยัด โพมุง ไอ มาวน์
ชะขับ กล่าวได้ว่า หมู่บ้านนี้ตั้งขึ้นภายใต้ภาวะผู้นำของมองยะ
นุก แมนไห จากลองโกน พร้อม 3 ครอบครัวในปี ค.ศ.1910
ระหว่างระยะเวลานั้น มีเพียงหมู่บ้านเดียวมีชื่อว่า เก็งยุ เป็นของชาวเขาเผ่าเซมะนาคะ ในปี ค.ศ. 1936 มีบางครอบครัวจากเมืองมันเมามุขะ
อพยพมาที่หมู่บ้านพะเน็งและมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นั้นขยายความร่วมมือออกไปตั้งถิ่นฐานเป็นหมู่บ้านที่มีระเบียบการปกครองที่ถูกต้อง
แต่ในช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวบ้านต้องสลับบ้านอยู่อาศัยตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง พวกเขาก็กลับมาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านพะเน็งอีก ซึ่งประชาชนเหล่านั้นต่างทำมาหากินอยู่ที่หมู่บ้านเดิมด้วยความสมหวังทุกประการ หมู่บ้านนี้จะห้อมล้อมด้วยแม่น้ำติรับ
และหมู่บ้านรามปู อยู่ทางเหนือ หมู่บ้านหนะยุ
เกนิยา และบะลิจันอยู่ทางทิศใต้ แม่น้ำติรับมีผู้เล่าว่า
จะคลุมพื้นที่ด้านทิศตะวันออก ส่วนแม่น้ำติรับและท้องทุ่งมันเจอยู่ทางทิศตะวันตก หมู่บ้านนี้จะมีพุทธวิหาร มีโรงเรียนประชาบาล
มีสนามเด็กเล่น มีประชากรประมาณ 159 คน
-
หมู่บ้านนิงคำ
หมู่บ้านนิงคำนี้ตั้งอยู่ในตำบลเมรฆาริตา
ภายในพื้นที่ของเลขะปานี หมู่บ้านนี้ตั้งขึ้นเมื่อ
ค.ศ.1938
ภายใต้ภาวะผู้นำของไอ กยา
ชะขับ บนริมฝั่งแม่น้ำบอร์หิดิหิง
มีการเล่าว่า ไอ กยา
ชะขับ ได้เป็นคนนำทางหรือผู้นำ ในการแสดงเส้นทางเดินป่า
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเป็นชายที่กล้าหาญและเป็นนักแสวงหาที่ดีมาก แม่น้ำบอร์หะดิหิง
จากแนวเขตแดนด้านทิศเหนือของหมู่บ้าน
แม่น้ำติรับและหมู่บ้านเบงกะลี
โกน อยู่ทางทิศตะวันตก
หมู่บ้านโกมชะ โกนและหมู่บ้านพิลชะ โกน อยู่ทางทิศใต้ และหมู่บ้านโกลหะ โกน อยู่ทางทิศตะวันออก
หมู่บ้านนี้จะมีพุทธวิหาร มีโรงเรียนประชาบาล มีสนามเด็กเล่น มีประชากรประมาณ 307
คน (สำรวจเมื่อ ธันวาคม 2002 )
-
หมู่บ้านลองพ่าเก่หรือลองโกน
หมู่บ้านลองพ่าเก่
ตั้งขึ้นภายใต้อำนาจปกครองของตำบลมาร์เฆริตา แห่งอำเภอตินซูเกีย หมู่บ้านนี้ตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1938 โดยคำแนะนำและภาวะผู้นำของ
นุก กยา โธมุง ไช ธอต ชะขับและไอตอง เช็ง ชะขับ
หลังจากตั้งหมู่บ้านก็มีไม่กี่หมู่ครอบครัวมาจากหมู่บ้านหนองไลและหมู่บ้านปังยก
มาตั้งหลักแหล่งในหมู่บ้านแห่งนี้ด้วย
หมู่บ้านใหม่ช้างปานี โกน
ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านลองพ่าเก่ ทางด้านทิศตะวันตกได้แก่หมู่บ้านอุลุย
ทางด้านทิศตะวันออกได้แก่หมู่บ้านโตกรอง-มะธุปุระ
และทางทิศใต้ก็มีหมู่บ้านลองละจุม
หมู่บ้านลองพ่าเก่มีพุทธวิหาร
มีโรงเรียนผจญภัยและสนามเด็กเล่น
มีประชากรประมาณ 165 คน
7. หมู่บ้านมันมาวหรือหม่านโม
หมู่บ้านมันมาวเป็นหมู่บ้านที่ตั้งขึ้นปี
ค.ศ. 1840
หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่ที่สุดแห่งที่สอง
ของชาวไทพ่าเก่ มีประชากรทั้งสิ้น 71
คน (สำรวจเมื่อเดือนตุลาคม 2002)
8. หมู่บ้านมวงลังหรือหม่านมวงลัง
หมู่บ้านมวงลังตั้งขึ้นในปี
ค.ศ. 1900
บนฝั่งแม่น้ำดิหิง
ซึ่งสร้างเป็นเขตทางตอนเหนือของหมู่บ้านนั้นมีประชากรทั้งสิ้นเพียง 55 คน ชาวพ่าเก่มีชีวิตอยู่อย่างสงบกับเพื่อนชาวเขาเผ่าอื่นของหมู่บ้านนั้น
9.
หมู่บ้านนองไลหรือหม่านนองไล
หมู่บ้านนองไลตั้งขึ้นในปี
ค.ศ. 1936
มีครอบครัวเพียงสองสามครอบครัวมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้ ตอนนั้นมีประชากรอยู่ประมาณ 24 คน
ลักษณะนิสัยทั่วไปของชาวไทพ่าเก่
ชาวไทพ่าเก่ เป็นคนมีนิสัยร่าเริงและสนุกสนาน พวกเขาชอบอยู่กันเป็นครอบครัว เป็นกลุ่มและ
เป็นชุมชน นอกจากนั้น
ชาวไทพ่าเก่ทำงานทรหดอดทน ขยันหมั่นเพียร
งานเฉลิมฉลองเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ( Trait) แห่งวัฒนธรรมของพวกเขา
จะให้เกียรติอย่างยิ่งกับอาคันตุกะผู้มาเยือนถึงบ้านไทพ่าเก่และจะให้ความสนุกสนานกับอาคันตุกะด้วยดวงใจอันนุ่มนวล ชาวไทพ่าเก่มีจิตใจหนักแน่นในพระพุทธศาสนาและเป็นกลุ่มชนที่รักสันติภาพ
สังคมไทพ่าเก่
ชาวไทพ่าเก่และชุมชนไทพ่าเก่ได้ผ่านการพัฒนาตามขั้นตอนต่างๆมาหมดแล้ว
แต่ในยุคแรกๆชาวไทพ่าเก่ก็เหมือนกับชุมชนอื่นจะไม่มีรูปแบบระบบทางสังคมใดๆมากมายนัก
เจาเชนซัง (
Cao Chenzhang )
ได้อธิบายชีวิตของบรรพบุรุษของเผ่าไทในสมัยโบราณอันห่างไกล ( Remote) ท่านได้อาศัยตำรามหากาพย์ของเผ่าไท
บรรพบุรุษของเผ่าไทเลี้ยงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ มีการถ่ายโอนการเพาะปลูกสืบต่อกันมา มีอยู่ 3 ยุค
ในยุคแรกไม่มีนักปกครอง ไม่มีศาสนา ไม่มีฉันทนาการ ไม่มีพันธะผูกพัน ในยุคที่สอง
มีผู้นำสังคมแต่ยังไม่มีวัดวาศาสนา หรือไม่มีการเสียภาษี ยุคที่สามพบว่า มีภาวะผู้นำ มีวัดวาศาสนา
มีการเสียภาษีอากร
และมีตัวบทกฎหมายใช้บังคับ
เมื่อเราสามารถแบ่งการพัฒนาชุมชนไทในอีกรูปแบบหนึ่ง ยุคแรก เรียกว่า ยุคล่าสัตว์ ยุคสองเรียกว่า
ยุคที่มีภาวะผู้นำ เพื่อทำให้หน้าที่บริหารจัดการ งานด้านชลประทาน (
Irrigation ) นั่นแสดงให้เห็นว่า
มีการเติบโตแห่งระบบเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมขึ้นแล้ว ยุคที่สาม คือยุคที่มีผู้นำทางศาสนา ซึ่งบ่งบอกถึงการปรากฏออกมาให้เห็นการแบ่งชนชั้นทางสังคมอยู่อุปสงค์(ความต้องการ)
กิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ชุมชนชาวไทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเองแล้ว ในเรื่องของการเป็นเจ้าของที่ดิน การเป็นส่วนหนึ่งของระบบชนชั้น การเอารัดเอาเปรียบกัน และการมีระบบการเมือง
การศึกษาสังคมไทจะเล็งเป้าหมายไปที่โครงสร้างแห่งประชาคมของตระกูล ( Clan
Commune ) ซึ่งจะประกอบไปด้วยอนุชนคนรุ่นใหม่แห่งชนชั้นสูงแห่งบรรพชนบรรพชนหนึ่ง 4
เหล่า คือ
การไม่แต่งงาน
จะมีการยอมรับในชุมชนนี้
ประชาสังคมในตระกูลแต่ละสังคม มีผู้นำกลุ่มของตนเอง และพวกมนุษย์สมมุติเทพผู้ซึ่งถือว่าเป็นจิตวิญญาณของบรรพชนของคนในตระกูลนั้นๆ ตำราเล่มนี้ได้บรรยายขยายออกไปเกี่ยวกับประชาสังคมทางการเกษตรของชาวไท
และการเปลี่ยนแปลงของชนเผ่ามาเป็นสังคมชนชั้นหนึ่งในระหว่างยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปในด้านเทคโนโลยี
จึงเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างทางสังคมที่เกิดจากการรวบรวมไว้จะใช้แทนกันได้ก็ต่อเมื่อมีการปลูกฝั่งให้ลูกหลานในครอบครัวก่อน
ซึ่งจะเป็นประชาสังคมที่มีตระกูลเป็นผลที่ตามมา ในที่สุด
การสืบแนวคิดก็จะค่อยหายไปจากสังคม
การสืบสานวัฒนธรรมแบบร่วมสายโลหิตเดียวกัน
ในที่สุด ก็จะหายไปเอง อย่างไรก็ตาม
ในบางภูมิภาค ประชาสังคมแบบสืบสกูลและผืนดินแบบมรดกตกทอด
ได้ดำเนินสืบทอดกันมาก็ยังมีอยู่ในชุมชนเผ่าไตพ่าเก่ปัจจุบัน
ระบบแบบมีทาสก็มีพบอยู่เหมือนกันในท่ามกลางของชาวไทพ่าเก่ ในระยะเวลาหนึ่ง
หรือ ในยุคใดยุคหนึ่ง
ซึ่งจะมีลักษณะเป็นทาสรับสมเด็จพระสังฆราช
ตามปกติเจ้านายได้ปฏิบัติต่อทาสของตนเป็นอย่างดี โดยแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกในครอบครัวเสีย
พวกทาสเหล่านั้นก็ได้รับการเลี้ยงดูและรับเสื้อผ้า
เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับแรงงานของตน
ชีวิตทางสังคมของพวกไทพ่าเก่จะสะท้อนให้เห็นไม่มากก็น้อยถึงภาพลักษณ์เดียวกัน ชาวบ้านจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันในการสร้างบ้าน การปักดำและการเก็บเกี่ยวข้าวกล้า
การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
การเผาศพเมื่อตาย
การไปร่วมงานฉลองการเกิดของเด็ก
และกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ การช่วยเหลือกันก็ถือว่าจำเป็น ชาวบ้านจะร่วมมือกันในการสร้างโรงเรียน สร้างถนน
สร้างศาลาประชาคมและสร้างศาสนสถานทางศาสนา
ภาษา (Language)
ไทพ่าเก่ใช้ภาษาแบบสองภาษา ( Bilingual ) ชาวไทพ่าเก่พูดภาษาไพอัล
(Phaial) กับพวกเดียวกัน
และพูดภาษาอัสสัมมิสกับคนข้างนอก
ชาวไทพ่าเก่มีต้นฉบับหนังสือแยกกันและได้สงวนรักษาต้นฉบับหนังสือไว้ได้ดีมากด้วย ภาษาของชาวไทพ่าเก่เป็นภาษาวรรณยุกต์ ส่วนมากจะเป็นภาษาในคัมภีร์ทางศาสนา
วรรณยุกต์ไทพ่าเก่ มีอยู่ 6 วรรณยุกต์เด่น คือ
เสียงจัตวา (Rising) เสียงโท ( Falling) เสียงตรี (midกลาง) เสียงต่ำสูง (Falling ตก
) และเสียงต่ำ (mid
กลาง) เป็นเสียงมีพยางค์เดียว ปัจจัยหลัง
(Suffixs)
เพิ่มลงไปเพื่อรักษาคุณภาพของคำที่มีพยางค์เดียวไว้
ภาษาไทพ่าเก่มีความรู้ในด้านการออกเสียงคล้ายๆกับภาษาบาลี
ศาสนาและงานเทศกาลเกี่ยวกับศาสนา
ชาวไทพ่าเก่นับถือศาสนาพุทธเคร่งครัดมาก พุทธวิหารถูกสร้างขึ้นประจำทุกหมู่บ้านที่มีพระพุทธรูปที่หล่อด้วยทองเหลืองซึ่งมีการสวดมนต์และสักการะบูชาเป็นประจำโดยพระสงฆ์ซึ่งเรียกว่าเจ้ามูน ( Chow
Mown) ทุกวัน
ชาวไทพ่าเก่จะไปถวายดอกไม้บูชาพระ
และจุดธูปเทียนบูชาพระ
งานประเพณีที่สำคัญของชุมชนชาวไทพ่าเก่มีดังต่อไปนี้
ปอยสังเกน นิยมเป็นที่รู้จักกันว่า ปานิบิฮู ปฏิทินของชาวไทพ่าเก่
เริ่มขึ้นกับปีใหม่จากวันที่ 1 ของการเฉลิมฉลองและจะจัดงานฉลองไปสามวัน ในงานฉลองแรกเริ่ม
ก็จะนำพระพุทธรูปออกมาจากพุทธวิหารแล้วนำมาประดิษฐานไว้บนกะหญ่องฟระ (
Kyoung Fra) ชาวบ้านจะทำความสะอาดขัดถูพระพุทธรูป ชาวบ้านจะสรงน้ำพระด้วยน้ำสะอาดด้วยความกระตือรือร้นและสนุกสนาน
นั้นคือคำตอบว่า ทำไมจึงเรียกพิธีกรรมนี้ว่า
ปานิบิฮู
พุทธปูรนิมา เฉลิมฉลองหลังจากปอยสังเกน
ในวันปูรนิมาหรือวันพระจันทร์ขึ้นเต็มดวง
วันนี้ได้รับพิจารณาว่า เป็นโอกาสแห่งวันที่เป็นมงคล
สำหรับสังคมทั่วไปทั้งหมด
บารชะ
บัช เป็นโอกาสทางศาสนาอีกงานหนึ่งของชาวไทพ่าเก่
ซึ่งพระภิกษุสมาทานธุดงค์คือการฉันอาหารมื้อเดียวภายใน 3 เดือน จากวันเพ็ญพระจันทร์ขึ้นเต็มดวง
ซึ่งเป็นวันแห่งพระอรหันต์ ในการฉลองนี้
พระสงฆ์มาประชุมพร้อม ณ สถานที่แห่งหนึ่ง แล้วถือธุดงควัตรนี้ การรับประทานอาหารมื้อเดียวต่อวันนี้เป็นความสำคัญสำหรับชาวพุทธ
มันไม่จัดเป็นเทศกาลแต่ก็จัดเป็นโอกาสสำคัญทางศาสนา
ปอย
ออกวา
เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากบารชะ บัช ในวันเพ็ญเดือนอหินะ(เดือน11 )
ในพิธีกรรมออกพรรษานี้
พระภิกษุสงฆ์ก็จะมาชุมนุมกันในที่จัดไว้เป็นพิเศษ แล้วสวดมนต์ กล่าวปวารณาให้ตักเตือนโทษกันได้
ไม่ว่าจะได้เห็นหรือได้ยินหรือได้สงสัยว่าภิกษุรูปทำผิดก็ให้ตักเตือนกัน แล้วเริ่มต้นทำใหม่
ปอยใหม่ ก่อ
สุม ไฟ
เป็นงานฉลองระหว่างวันเพ็ญเดือนกุมภาพันธ์
ในวันนั้น
กองไม้ที่ก่อขึ้นจากฟืนและหญ้าแล้วจุดไฟเผา
โดยทั่วไปกองไม้ก็จะก่อสร้างขึ้นบนฝั่งแม่น้ำ
นอกจากนั้นงานฉลองนี้แล้วก็ยังมีงานฉลองอื่นอีกเช่น ปอย เมา ชิ
ปอย ลหัม ชัม
ปอยกิติง เป็นต้น ซึ่งจัดเป็นงานฉลองตามปีปฏิทิน
โครงสร้างทางการปกครอง
โครงสร้างทางการปกครองของชาวไทพ่าเก่
ซึ่งเป็นการปกครองตามแบบประชาธิปไตย
ที่มีรูปแบบแห่งการปกครองที่มีพื้นฐานสำคัญเป็นกรณีพิเศษ
ถึงแม้ว่าประชาชนชาวพ่าเก่จะไม่มีสภาเป็นทางการก็ตาม ถึงกระนั้นเมื่อมีการประชุมสภา ผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นฝ่ายของสภาโกนบุระ
มีหน้าที่ในการหยั่งเสียงเป็นฝ่ายผู้นำ
ทั้งนี้ก็เพื่อความถูกต้องของกฎหมายสูงสุด
มีหน้าที่ในการใช้อำนาจอย่างเที่ยงธรรม
ข้อโต้แย้งทั้งหลายที่อาจมีขึ้นในท่ามกลางของมหาชน พระภิกษุสงฆ์ได้รับมอบอำนาจให้มีบทบาทในการตัดสินคดีของชาวไทพ่าเก่ตามกฎหมายเรียกว่า กฎธรรมชาติ
ตามที่คนเฒ่าคนแก่เขียนไว้ในการตัดสินคดีต่างๆ
ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของท้องถิ่น
การลงโทษเมื่อมีใครฝ่าฝืนกฎหมาย
ความคิดในเรื่องความถูกและความผิด
ที่ปรารภว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อวัฒนธรรมของท้องถิ่นจริงๆ
บทลงโทษด้านความประพฤติก็จะสอดคล้องในส่วนของธรรมชาติที่มีผู้บัญญัติไว้ เพื่อให้สมาชิกได้ประพฤติตาม เมื่อกล่าวตามพื้นฐานทางจริยธรรมแล้ว
ความถูกต้องจะวางอยู่บนพื้นฐานทางจริยธรรของสังคมอีกด้วย
เศรษฐกิจ
ชาวไทพ่าเก่เป็นเกษตรกรมาแต่กำเนิด ส่วนระบบเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพซึ่งดำเนินตามแบบโบราณยังนิยมทำกันอยู่ ชาวไทพ่าเก่มีความเชื่อในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติแห่งผืนดิน เมล็ดพืช
อรุมผล
มันฝรั่งมีการปลูกอย่างดาษดื่น
กระจัดกระจายไปอย่างแพร่หลาย
มีการแตกดอกออกผลบานสะพรั่ง
ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของชาวไทพ่าเก่
การค้าขายข้าวเปลือกตามปริมาณที่คู่ค้ผู้ไม่สามารถเพาะปลูกได้ ชาวไทพ่าเก่มีการลี้ยงชีพแบบเศรษฐกิจพอเพียง มิได้เลี้ยงชีพตามแบบวัตถุนิยม หลีกเลี่ยงความต้องการที่ไร้ขอบเขต ดังนั้น
ชาวไทพ่าเก่จึงมีความสามารถพิเศษในอันที่จะบริหารจัดการกับทรัพยากรของตนที่มีอยู่อย่างจำกัดและให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ชาวไทพ่าเก่มีความซาบซึ้งในคำสอนของพระพุทธศาสนา
มีชีวิตจิตใจรักความสงบและความร่มเย็นเป็นสุข
พร้อมทั้งมีความเข้าใจในหลักธรรมของพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้ ดังนั้น
ชาวไทพ่าเก่
จึงมีความสามารถที่จะรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมของตน
และอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากข้างนอกเพียงเล็กน้อยที่แทรกซึมเข้ามาสู่ชาวไทพ่าเก่
การศึกษาระดับมัธยมปลายและรูปแบบการจ้างงาน
เนื่องจากเทคโนโลยีในโลกนี้เจริญก้าวหน้าและวิวัฒนาการไปไกลมาก ชาวไทพ่าเก่จึงมีความพยายามที่จะยกระดับชีวิตของตนให้สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในสาขาวิชาการศึกษาตลอดถึงการจ้างงาน
พลเมืองของหมู่บ้านนัมพ่าเก่
มีความก้าวหน้าในการศึกษา แต่มีผู้สอบเอ็นทรานผ่านเพียง 19
คน ( 42เปอร์เซ็นต์) ในจำนวนนี้พบว่าเป็นหญิงสาว
และเรียนจบไปแล้ว 48
คน ในจำนวนนี้มีผู้หญิงสอบผ่านเพียง 22
คน (44 เปอร์เซ็นต์) แต่ก็มีนักศึกษาชั้นปริญญาโทกำลังศึกษาอยู่ 4 คน เป็นเพศหญิงล้วน จากที่มาสมัครเรียนจำนวน 8 คนนั้น ด้วยเหตุนี้ สตรีชาวไทพ่าเก่มีการวางแผนไว้ว่า
พวกเขาจะพากันเรียนต่อในการศึกษาสูงๆขึ้นไป
ซึ่งเป็นสัญญาณในด้านสุขภาพสำหรับผู้หญิง
ที่จะมีอำนาจในสังคม มันเป็นการให้กำลังใจที่จะบอกว่า หมู่บ้านนัมพ่าเก่ ผลิตแพทย์ได้แล้วถึง 5
คน คือ มีผู้เรียนสำเร็ปริญญาตรีชั้น MD แล้ว 1 คน ในนั้นมีแพทย์หญิง 1
คน ในทำนองเดียวกัน
ก็สำเร็จปริญญาตรีวิศวกรอีก 5
คน ซึ่งล้วนมาจากหมู่บ้านนัมพ่าเก่ทั้งสิ้น
และมีผู้สำเร็จปริญญาดุษฎีบัณฑิต (
Ph.D.) เพิ่มขึ้นอีก ตำแหน่งที่จะเสริมให้ประชากรมีอำนาจกระจายอยู่ใน 6 หมู่บ้านเหล่านี้ ซึ่งได้แสดงไว้ในตาราง 1.1 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าตามสมควร
จากข้อมูลข้างบนนี้พอจะเห็นแล้วว่า
ตำแหน่งการจ้างงานในหมู่บ้านชาวไทพ่าเก่เหล่านี้ แต่ก็ยกเว้นหมู่บ้านนัมพ่าเก่ หมู่บ้านไทพ่าเก่นอกนี้ยังขาดการพัฒนาอยู่มาก
ยังไม่เป็นที่พอใจ
เห็นได้ชัดว่าชาวไทพ่าเก่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการจ้างงานประชากรว่างงาน
ชีวิตชาวไทพ่าเก่จึงพึ่งพาวิถีชีวิตเกี่ยวกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรม การจักสาน
การทอผ้า และการเลี้ยงสัตว์ผสมผสานกันไป
ข้อสังเกต
ชาวไทพ่าเก่ที่มีการศึกษาดี
มีการงานที่ดีมีเพียงหมู่บ้านนัมพ่าเก่เท่านั้น นักศึกษาหรือบัณฑิตส่วนมาเป็นเพศหญิง ทำไมเพศชายจึ่งขาดความสนใจด้านการศึกษา อีกอย่างหนึ่ง
การศึกษาดีขึ้นจะทำให้วิถีชีวิตพอเพียงเปลี่ยนไปเป็นบริโภคนิยมหรือไม่ เมื่อมีการแบ่งชั้นว่าคนมีการศึกษาดีจึงจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคม มีการงานที่ดี แล้วคนไทพ่าเก่ด้อยการศึกษา
ไร้อาชีพรับราชการจะยังพอมีพื้นที่ให้ยืนในสังคมหรือไม่
ตั้งคำถามก่อนนะก่อนที่จะถูกถามโดยอาจารย์ผู้วิพากษ์
ขอบคุณน้องน้องทุกที่ให้โอกาสพี่มีส่วนร่วมแม้เพียงน้อยนิด ขอให้น้องน้องทุกท่านมีความสุขกับการนำเสนอผลงานอันยิ่งใหญ่ อดุลย์ คนแรง &n