บทที่ 2
ความหมายของการประกันชีวิต
คนเราทุกวันนี้ ล้วนต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราไม่อาจคาดได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับเราได้ตลอดเวลา ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ก่อให้เกิดประโยชน์มากมายแก่ประชาชนแต่ในขณะเดียวกันความเจริญก้าวหน้านั้นก็ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อภยันตรายด้วย การหลีกเลี่ยงจากภยันตรายต่างๆเป็นสิ่งที่เรียนรู้เพื่อปฏิบัติได้ แต่ในบางครั้งอาจมีเหตุสุดวิสัยที่จะหลีกเลี่ยงภัยได้ และวิธีหนึ่งที่จะลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อชีวิตของบุคคลได้ก็คือการทำประกันชีวิตของแต่ละบุคคล
การประกันชีวิตเป็นกลไกอย่างหนึ่งของสังคม ที่เป็นสื่อกลางในการคุ้มครองมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือรายได้ของบุคคลผู้ที่หาเลี้ยงครอบครัว หรือความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับบุคคล โดยฝ่ายหนึ่งสัญญาว่าหากผู้เอาประกันเสียชีวิตลงเมื่อใด ก็จะชดใช้เงินประกันภัยทดแทนค่าทางเศรษฐกิจจำนวนหนึ่งที่สูญเสียไปจากการเสียชีวิตของบุคคลนั้นให้แก่ครอบครัวของเขา อาจกล่าวได้ว่า การประกันชีวิตก็คือการประกันภัยแบบหนึ่งที่มีลักษณะให้ความพิทักษ์ความสูญเสียทางการเงินและเศรษฐกิจเนื่องจากการสูญเสียของบุคคล การประกันชีวิตจะเป็นตัวจักรในการหารายได้มาแทนที่ให้แก่ครอบครัวผู้ถึงแก่กรรมอย่างน้อยเป็นบางส่วนของรายได้ที่เคยได้รับ
การประกันชีวิตมีการดำเนินธุรกิจมานานโดยเริ่มต้นที่ยุโรป ประเทศอังกฤษซึ่งมีการรับประกันชีวิตของพ่อค้าเกลือและเมื่อพ่อค้าเกลือเสียชีวิตก็ได้มีการจ่ายเงินเอาประกันให้แก่ทายาทของพ่อค้าเกลือ ต่อมาการประกันชีวิตได้เป็นที่นิยมและแพร่หลายไปทั่วยุโรป และมีการนำเอาธุรกิจการประกันชีวิตไปดำเนินธุรกิจในประเทศที่เป็นเมืองท่าที่สำคัญๆ รวมถึงประเทศที่ได้เดินทางไปทำการค้าด้วย โดยในประเทศไทยเริ่มมีการประกันชีวิตในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งประเทศอังกฤษได้ส่งคณะทูตจากอังกฤษมาเจริญสัมพันธไมตรี และได้ขอพระบรมราชานุญาตให้บริษัทเอควิตาเบิลประกันภัยแห่งกรุงลอนดอนที่ดำเนินธุรกิจประกันชีวิตแต่งตั้งตัวแทนประกอบการประกันชีวิตในประเทศไทยและได้รับพระบรมราชานุญาตให้บริษัทอี๊สเอเซียติ๊กจำกัดเป็นตัวแทนประกันชีวิตของบริษัทเอควิตาเบิลประกันภัย
การดำเนินธุรกิจการประกันชีวิตในประเทศไทยได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยต่อมาได้มีบริษัทที่ดำเนินการรับประกันชีวิตเปิดดำเนินธุรกิจอีกมากมาย และได้มีการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการดำเนินงานการประกันชีวิต เพื่อให้การประกอบธุรกิจประกันชีวิตดำเนินไปอย่างราบรื่น ซึ่งการประกอบธุรกิจการประกันชีวิตในประเทศไทย มีความก้าวหน้าเป็นลำดับ โดยมีบริษัทที่รับประกันชีวิตทั้งเป็นของคนไทย (Domestic insurer) และต่างประเทศ (Alien insurer) และมีบริษัทที่ร่วมทุนกันของคนไทยกับต่างประเทศ (Joint venture) รวมทั้งสิ้น 25 บริษัทด้วยกัน
จะเห็นได้ว่าการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยนั้นมีความยาวนานมากว่า 90 ปี แต่ความนิยมการทำประกันชีวิตของคนไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก ทั้งนี้เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจในธุรกิจประเภทนี้ รวมถึงค่านิยมของคนไทยที่ไม่ชอบทำประกันเพราะเห็นว่า เป็นการแช่งตัวเองหรือผู้เอาประกันภัย และมักคิดว่าไม่มีโอกาสใช้เงินที่จ่ายให้กับบริษัทประกัน
ความหมายของการประกันชีวิต
มีผู้ที่ให้ความหมายของประกันชีวิตไว้มากมาย โดยมีการอธิบายความหมายของการประกันชีวิตไว้แตกต่างกัน ทั้งนี้การประกันชีวิตนั้นเป็นการจ่ายเงินที่อาศัยการทรงชีพ หรือการมรณะของบุคคลเป็นหลัก ความหมายของการประกันชีวิตที่มีผู้นิยามไว้มีดังนี้
การประกันชีวิต คือ วิธีการที่คนกลุ่มหนึ่งรวมกันขึ้นเพื่อช่วยกันเฉลี่ยภัยอันเนื่องมาจากการตาย รวมไปถึงการสูญเสียอวัยวะ พิการ (ทุพพลภาพ) ค่ารักษาพยาบาลและการสูญเสียรายได้ในยามชรา โดยที่เมื่อคนใดต้องพบภัยดังกล่าว ก็จะได้รับเงินก้อนหนึ่งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ตนเองและครอบครัวโดยมีบริษัทประกันชีวิตจะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการนำเงินก้อนนั้นไปจ่ายให้แก่ผู้ได้รับภัย โดยเงินก้อนนี้เป็นเงินที่เฉลี่ยเก็บจากผู้สมัครทำการประกันชีวิตกับบริษัท ซึ่งเงินส่วนเฉลี่ยนี้จะเรียกว่า เบี้ยประกันชีวิต และผู้ที่สมัครทำประกันชีวิตจะเรียกว่า ผู้เอาประกันชีวิต สำหรับบริษัทรับประกันชีวิตจะเรียกว่า ผู้รับประกันชีวิต
การประกันชีวิต คือ วิธีการที่บุคคลกลุ่มหนึ่งร่วมมือกันและยอมรับผิดชอบในส่วนเฉลี่ยความเดือดร้อนที่เกี่ยวกับภัยที่ได้เกิดขึ้นแก่ครอบครัวของบุคคลในกลุ่มนั้น ดังเห็นแล้วว่าการตายของบุคคลที่เป็นหัวหน้าครอบครัวหรือผู้ที่ทำหน้าที่ทำรายได้ค้ำจุนครอบครัวย่อมทำความเดือดร้อนในด้านการเงินให้กับครอบครัวนั้น ฉะนั้น ถ้าหากบุคคลดังกล่าวได้ทำการประกันชีวิต ซึ่งหมายถึง ยอมให้บุคคลกลุ่มหนึ่งร่วมรับผิดชอบและรับส่วนเฉลี่ยเรื่องของความเดือดร้อนแล้ว ครอบครัวของบุคคลนั้นก็จะได้รับเงินจำนวนหนึ่งตามสัญญาอันจะช่วยแบ่งเบาความเดือดร้อนทางการเงิน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยังชีพ การประกันชีวิตจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยขจัดความไม่แน่นอนนี้
การประกันชีวิต คือ การที่คณะบุคคลซึ่งตกอยู่ในภัยประเภทเดียวกันได้เสียสละสะสมเงินไว้คนละเล็กละน้อยจนได้เงินก้อนใหญ่จำนวนหนึ่ง และเมื่อมีภัยอันตรายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งในหมู่คณะนั้น ก็จะได้รับการบรรเทาช่วยเหลือความเสียหายจากเงินที่ช่วยกันสะสมไว้
การประกันชีวิต คือ วิธีการที่คนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันขึ้นเพื่อเฉลี่ยภัยเนื่องจากความตายที่เกิดขึ้นก่อนเวลาอันสมควร โดยบริษัทประกันชีวิตทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมเงินที่เกิดขึ้นของคนกลุ่มนี้ และนำไปลงทุนเพื่อทำหน้าที่ชดใช้ความสูญเสียเนื่องจากความตายของคนกลุ่มนี้หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า การประกันชีวิต คือ การประกันคุณค่าทางเศรษฐกิจ หรือเป็นการประกันความสามารถในการหารายได้ของหัวหน้าครอบครัวนั่นเอง
การประกันชีวิต คือการคุ้มครองการเสียชีวิต (ก่อนถึงวัยอันควร) หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตลงภายในระยะเวลาที่กำหนดบริษัทจะชดใช้สินไหมทดแทน (จำนวนเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์) ให้กับผู้รับประโยชน์ เพราะการเสียชีวิตของผู้เอาประกันภัยนำมาซึ่งความเดือดร้อนของผู้รับประโยชน์อย่างไรก็ตามมีบุคคลบางคนที่ไม่เสียชีวิตก่อนเวลาอันควร แต่การมีชีวิตอยู่ ณ เวลาต่อมาอาจจะมีภาระต่อการดำรงชีวิตอยู่ตามฐานานุรูปของบุคคลนั้น จึงมีความต้องการให้บริษัทชดใช้เงินจำนวนหนึ่งหรือหลายจำนวนให้กับผู้เอาประกันภัย (ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์เอง) หากยังคงมีอายุอยู่ ณ ปีใด ๆ หรือหลายปีตามแต่ตกลงกันไว้
การประกันชีวิต คือ การประกันภัยที่การจ่ายเงินอาศัยการทรงชีพ หรือการมรณะของบุคคลเป็นเหตุในการจ่าย โดยการเฉลี่ยภัยซึ่งกันและกันที่เกิดขึ้นกับบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลอื่นๆซึ่งอยู่ในลักษณะการเสี่ยงภัยประเภทเดียวกันและร่วมกัน เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับบุคคลที่ประสบเคราะห์กรรมอันเนื่องมาจากการสูญเสียชีวิต และเพื่อให้บุคคลนั้นมีฐานะเศรษฐกิจทางการเงินกลับคืนสู่สภาพเดิมเหมือนกับไม่มีการสูญเสียใดๆ
จะเห็นได้ว่าการให้ความหมายของการประกันชีวิตข้างต้นมีความใกล้เคียงกัน คือ การประกันชีวิตเป็นการจ่ายเงินบรรเทาความสูญเสียให้กับสมาชิกของกลุ่มคนที่ประสบภัยที่ได้เฉลี่ยร่วมกัน เมื่อพิจารณาจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การประกันชีวิตคือการประกันภัยอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อนำเอาความหมายของสัญญาประกันภัยในมาตรา 861 (ประกันภัย) มาประกอบกับมาตรา 889 (ประกันชีวิต) ทำให้สรุปได้ว่า
“การประกันชีวิต คือ สัญญาซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้สืบสิทธิ์ของผู้เอาประกันภัย ซึ่งได้แก่ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายหรือผู้รับผลประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าผู้เอาประกันภัยได้เสียชีวิตภายในระยะเวลาหรือมีชีวิตอยู่ภายในระยะเวลาที่ได้ตกลงหรือกำหนดไว้ และในกรณีดังกล่าวผู้เอาประกันภัยตกลงที่จะชำระค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัยตามจำนวนที่ได้ตกลงกันไว้”
ในความหมายนี้จะเห็นได้ว่าการจ่ายเงินเอาประกันชีวิตไม่ได้เกิดในกรณีที่ผู้เสี่ยงภัยเสียชีวิตอย่างเดียว (การใช้จำนวนเงินที่อาศัยการมรณะของบุคคลหนึ่ง) แต่การจ่ายเงินเอาประกันชีวิตยังสามารถจ่ายให้แก่ผู้เสี่ยงภัยมีชีวิตอยู่จนครบตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาอีกด้วย (การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยการทรงชีพของบุคคลหนึ่ง) ดังนั้นเราสามารถแบ่งเงื่อนไขแห่งการใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิตออกเป็น 2 กรณี คือ
1.การใช้จำนวนเงินโดยอาศัยความทรงชีพของผู้ถูกเอาประกันชีวิต คือ ผู้เอาประกันชีวิตส่งเบี้ยประกันชีวิตเป็นระยะเวลาตามที่ได้กำหนดในสัญญาประกันชีวิต โดยมีข้อตกลงว่าถ้าผู้ถูกเอาประกันชีวิตมีชีวิตอยู่จนถึงระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาประกันชีวิต บริษัทผู้รับประกันก็จะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ สัญญาประเภทนี้มีข้อเสียตรงที่ว่า หากผู้ถูกเอาประกันชีวิตเสียชีวิตก่อนระยะเวลาที่กำหนดไว้ ผู้เอาประกันก็จะไม่ได้เงินใดๆ
2.การใช้จำนวนเงินโดยอาศัยความมรณะของผู้ถูกเอาประกันชีวิต คือ ผู้เอาประกันชีวิตส่งเบี้ยประกันชีวิตเป็นระยะเวลาตามที่ได้กำหนดในสัญญาประกันชีวิต โดยมีข้อตกลงว่าถ้าผู้ถูกเอาประกันชีวิตเสียชีวิตในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาประกันชีวิต บริษัทผู้รับประกันก็จะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ สัญญาประเภทนี้มีข้อเสียตรงที่ว่า หากผู้ถูกเอาประกันชีวิตมิได้เสียชีวิตในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ผู้เอาประกันก็จะไม่ได้เงินใดๆ
จะเห็นได้ว่า เงื่อนไขแห่งการใช้เงินทั้งสองเงื่อนไขต่างก็มีข้อเสียด้วยกันทั้งสองเงื่อนไข จึงไม่เป็นที่นิยมสำหรับผู้เอาประกัน ดังนั้น บริษัทประกันชีวิตจึงได้นำเอาเงื่อนไขทั้งสองอย่างมารวมกันเป็นเงื่อนไขใหม่ของสัญญาประกันชีวิต คือ เมื่อผู้เอาประกันชีวิตได้ส่งเบี้ยประกันชีวิตเป็นระยะเวลาตามที่ได้กำหนดในสัญญาประกันชีวิต ไม่ว่าผู้ถูกเอาประกันชีวิตจะมีชีวิตอยู่จนถึงระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาประกันชีวิต หรือผู้ถูกเอาประกันชีวิตเสียชีวิตในระยะเวลาที่กำหนดบริษัทผู้รับประกันก็จะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้
หลักการประกันชีวิตที่แท้จริง จะต้องไม่ก่อให้เกิดผลกำไรหรือผลประโยชน์แก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทั้งสิ้น ดังนั้นการประกันชีวิตจึงแตกต่างจากการพนันขันต่อ เพราะการพนันนั้นมีผู้ได้และผู้เสียควบคู่กันไปเสมอ สาเหตุที่กล่าวได้ว่าการประกันชีวิตนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดผลกำไรหรือประโยชน์ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็เพราะทั้งผู้รับประกันภัยและผู้เอาประกันภัยต่างมีผลตอบแทนในการเข้าทำสัญญาประกันชีวิต คือ ผู้เอาประกันภัยจ่ายเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกัน และจะได้รับความคุ้มครองจากผู้รับประกัน
Reference
1.ไชยยศ เหมะรัชตะ คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย พิมพ์ครั้งที่ 7, 2549
2.จิตติ ติงศภัทิย์ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย พิมพ์ครั้งที่ 13
3.Anonymous สำเนาเอกสารเอกสารเรื่องการประกันชีวิต