จะเห็นได้ว่าในชีวิตของเรานั้นมีการเสี่ยงภัยอยู่มากมายหลายประเภท และการเสี่ยงภัยของคนเรานั้นก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งการเสี่ยงภัยแต่ละอย่างนั้นอาจสร้างความสูญเสียหรือความเสียหายมากมายกระทบต่อชีวิตเราและผู้อื่นที่มีส่วนร่วมในภัยหรือมีส่วนได้เสียกับตัวผู้เสี่ยงภัยด้วย ความรุนแรงของการสูญเสียนั้นอาจไม่มีผลกระทบต่อชีวิตเราเลยจนถึงมีผลเสียหายที่รุนแรง ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของภัยและสภาวะที่ส่งเสริมให้เกิดการเสี่ยงภัย

                ความสูญเสีย คือ การลดลง หรือการสูญไปซึ่งมูลค่าอันเกิดจากเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอน หรือโดยปราศจากการเจตนาจงใจ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับมนุษย์อันเนื่องมาจากการเสี่ยงภัยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ

                1.ความสูญเสียต่อร่างกาย คือ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับการสมรรถภาพการทำงานของร่างกาย ซึ่งทำให้เรามีประสิทธิภาพในการทำงานหรือดำเนินชีวิตลดลง ทั้งนี้ผลของความสูญเสียต่อร่างกาย อาจเกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ หรือมีสมรรถภาพการทำงานลดลง เช่น การบาดเจ็บของมือเนื่องจากถูกมีดบาด คนเราอาจยังสามารถทำงานได้ตามปกติหากบาดแผลที่ถูกมีดบาดนั้นเป็นบาดแผลเล็กๆ แต่ถ้า บาดแผลนั้นเป็นแผลขนาดใหญ่และลึกมาก ทำให้ไม่สามารถใช้มือข้างนั้นทำงานได้ตามปกติหรือหยิบจับสิ่งของได้ไม่ถนัด บางครั้งเราอาจมีอาการเจ็บป่วยจากโรคภัยต่างๆ อาจเล็กน้อยเป็นแค่หวัดธรรมดา ที่ไม่ค่อยมีผลต่อการทำกิจวัตรประจำวัน เราก็สามารถดำเนินกิกรรมประจำวันได้ตามปกติ แต่หากอาการเป็นหวัดนั้นรุนแรง ทำให้มีอาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวก มีไข้ อ่อนเพลีย ก็อาจส่งผลต่อการทำกิจวัตรประจำวันหรือส่งผลต่อความสามารถในการทำงาน จนถึงต้องหยุดงานพักผ่อน หรือหยุดกิจกรรมที่ต้องทำได้ ในช่วงชีวิตของคนเรา อาจมีการประสบกับอุบัติเหตุทางรถยนต์ เราอาจไม่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นั้น หรือบาดเจ็บเล็กน้อย บางครั้งอุบัติเหตุอาจส่งผลรุนแรงจนทำให้เรากลายเป็นบุคคลทุพพลภาพไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองหรือทำกิจวัตรประจำวันได้อีกต่อไป เป็นต้น

                2.ความสูญเสียต่อชีวิต คือ ความสูญเสียที่ทำให้ผู้เสี่ยงภัยเสียชีวิต ซึ่งนับเป็นการสูญเสียที่รุนแรงที่สุดในการเสี่ยงภัย เนื่องจากชีวิตของเราเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่ง เพราะหากเรามีชีวิตที่ยืนนานย่อมมีโอกาสในการทำงานสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง ครอบครัวและประเทศชาติได้มาก แต่หากเราเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทำให้สูญโอกาสในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะการเสียชีวิตในวัยทำงาน ซึ่งเป็นวัยที่สามารถสร้างรายได้ได้มากที่สุด และมีโอกาสในการหาเลี้ยงครอบครัวได้มากที่สุด ดังนั้นครอบครัวที่สูญเสียผู้หารายได้ในการเลี้ยงครอบครัว ย่อมได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า เช่น ครอบครัวของนายเอ ประกอบด้วยนายเอและภรรยา กับลูกชายอีก 2 คนที่กำลังอยู่ในวัยเรียน มีนายเอเป็นผู้ประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว โดยภรรยาของนายเอนั้นเป็นแม่บ้าน ไม่ได้ประกอบอาชีพใดๆ ซึ่งปัจจุบันครอบครัวนายเอมีเงินฝากในธนาคารประมาณ 5 แสนบาท หากนายเอประสบเหตุเสียชีวิตลงในตอนนี้ย่อมส่งผลต่อลูกๆและภรรยาของนายเอ หากนายเอนั้นไม่มีเงินเก็บหรือทรัพย์สินที่เพียงพอไว้ให้กับครอบครัว เงินเพียงแค่ห้าแสนบาทที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายสำหรับลูกๆและภรรยา แลอาจไม่เพียงพอสำหรับค่าเล่าเรียนของลูกทั้งสองคน ภรรยาของนายเออาจต้องหางานทำ ทำให้มีเวลาในการดูแลลูกน้อยลง หรือลูกๆของนายเออาจไม่มีทุนเรียนจนจบก็ได้ เป็นต้น

                3.ความสูญเสียต่อทรัพย์สิน คือ ความสูญเสียที่ทำให้ทรัพย์สินลดลง หรือด้อยค่าลง การเสี่ยงภัยที่เกิดขึ้นกับชีวิตของมนุษย์แทบทุกประเภทมักมีผลกระทบต่อทรัพย์สินของผู้เสี่ยงภัยหรือครอบครัวผู้มีส่วนได้เสียกับผู้เสี่ยงภัยเสมอ เช่น กรณีภัยที่เกิดกับผู้เสี่ยงภัยคือการเจ็บป่วย ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการักษาพยาบาล หรือผู้เสี่ยงภัยประสบกับอุบัติเหตุรถชน รถก็จะได้รับความเสียหาย เสียค่าซ่อม มูลค่าของรถก็ย่อมลดลง และอาจเสียเงินค่ารักษาหากผู้ขับได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หากอุบัติเหตุรถชนในครั้งนั้นมีผู้ถูกรถชนเสียชีวิตด้วย เราก็ต้องรับผิดชอบค่าชดใช้กรณีขับรถชนผู้อื่นเสียชีวิต หากผู้เสี่ยงภัยคือผู้ที่หารายได้เลี้ยงครอบครัวบาดเจ็บต้องรักษาในโรงพยาบาล ก็จะเสียโอกาสในการหารายได้ ขาดรายได้ในช่วงที่ต้องพักรักษาตัวอีกด้วย

                4.ความสูญเสียต่อจิตใจ คือ ความสูญเสียที่มีผลกระทบต่อความรู้สึก อารมณ์ และความคิดของผู้เสี่ยงภัย เช่น ผู้เสี่ยงภัยประสบกับอุบัติเหตุมีดตัดนิ้วตัวเองขาด ทำให้รู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเสียใจหรือโทษตัวเองที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ รวมถึงเสียดายเงินค่ารักษาพยาบาล นอกจากความสูญเสียต่อจิตใจนี้จะเกิดขึ้นกับผู้เสี่ยงภัยแล้ว ยังส่งผลต่อความรู้สึกของบุคคลรอบข้างอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น นายซีป่วยเป็นโรคมะเร็ง นอกจากตัวนายซีที่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับอาการป่วยแล้ว บุคคลในครอบครัวหรือผู้ที่รู้จักใกล้ชิดกับนายซีก็อาจมีความกังวล และเป็นห่วงในอาการป่วยตามไปด้วย หากนายซีเสียชีวิตลง บุคคลในครอบครัวและผู้ใกล้ชิดย่อมเสียใจต่อการเสียชีวิตของนายซี เป็นต้น

                ความสูญเสียจากการเสี่ยงภัยนั้นมีผลกระทบหลายด้าน และไม่มีใครต้องการให้มีความสูญเสียเกิดขึ้น หรือหากจะมีความสูญเสียใดๆเกิดขึ้นจริงก็ต้องการให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด ดังนั้นเราจึงควรหาวิธีการป้องกันความสูญเสียที่เหมาสมและมีความรัดกุม โดยการลดการเสี่ยงภัยและปัจจัยที่เป็นสภาวะส่งเสริมการเกิดภัยให้มีน้อยที่สุด

 

                ชีวิตของมนุษย์เรามีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เมื่อมีความสูญเสียต่อชีวิตก็เท่ากับเป็นการสูญเสียคุณค่าทางเศรษฐกิจด้วย ค่าทางเศรษฐกิจของมนุษย์ก็คือ การมีประโยชน์ในแง่ที่ก่อให้เกิดการผลิตสินค้า บริการหรือรายได้ ทั้งหากเรามีชีวิตที่ยืนยาว ก็จะมีโอกาสในการสร้าง การผลิต การให้บริการและการสร้างรายได้ ได้มากกว่า รวมทั้งการที่เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง หรือมีอวัยวะที่สมบูรณ์ เราก็มีโอกาสในการสร้างผลผลิต การบริการและรายได้ ได้มากกว่าเช่นกัน แต่ในทางตรงข้ามหากเราเสียชีวิตก่อนวัยอันควรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยทำงาน ก็จะเป็นการสูญเสียโอกาสเดียวกันไปเช่นกัน  นอกจากนี้คนเราย่อมมีโอกาสเจ็บป่วยหรือประสบเหตุที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจทำให้เกิดความสูญเสียต่ออวัยวะที่จำเป็นในการสร้างการผลิตหรือการให้บริการ ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ก็จะนำมาซึ่งความสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้เช่นกัน

ความสูญเสียทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลให้เกิดความสูญเสียความสามารถในการผลิต การให้บริการ หรือรายได้ ซึ่งเกิดจากการเสี่ยงภัยหรือความไม่แน่นอน นำไปสู่ผลของการสูญเสียด้านต่างๆ การเสี่ยงภัยมักก่อให้เกิดภัยต่างๆที่ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของมนุษย์ ได้แก่

  1. 1.              การเสี่ยงภัยอันก่อให้เกิดความเจ็บป่วย  

มนุษย์ทุกคนย่อมต้องการเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “อโรคยา ปรมา ลาภา” หรือ “ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” แต่ในความเป็นจริงถึงแม้เราจะพยายามหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วย แต่เราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงภาวะความเจ็บป่วยได้ทุกอย่าง เมื่อร่างการเกิดภาวะเจ็บป่วย หากเป็นอาการเล็กๆน้อยอาจไม่กระทบต่อการทำงานหรือไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ก็อาจไม่มีผลให้เกิดความสูญเสียหรือสูญเสียเล็กน้อย แต่หากความเจ็บป่วยนั้นรุนแรงจนมีผลกระทบต่อการทำงาน เช่น ต้องลางานหรือหยุดพักงาน อาจนำไปสู่การสูญเสียรายได้ รวมถึงอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มอีกด้วย หากการเจ็บป่วยนั้นสามารถรักษาให้หายได้ เราก็สามารถกลับมาทำงานหรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่หากการเจ็บป่วยนั้นไม่สามารถรักษาให้หายได้ก็จะนำมาซึ่งการสูญเสียรายได้และค่าใช้จ่ายมากมายตามมา แต่ในบางครั้งการเจ็บป่วยบางชนิดอาจนำมาซึ่งความสูญเสียชีวิต ซึ่งนอกจากจะทำให้ครอบครัวของบุคคลนั้นๆสูญเสียรายได้แล้ว ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการาปนกิจศพอีกด้วย นอกจากนี้ยังสร้างความสูญเสียแก่จิตใจของญาติพี่น้องหรือคนใกล้ชิดอีกด้วย

ในกรณีที่ความเจ็บป่วยเกิดขึ้นกับเด็กหรือคนที่ชรา ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พ่อแม่หรือผู้ปกครองหรือญาติผู้ใกล้ชิดอาจต้องมาเฝ้าไข้ ทำให้สูญเสียโอกาสในการทำงานหารายได้ และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการักษาเช่นกัน

 

  1. 2.              การเสี่ยงภัยอันก่อให้เกิดอุบัติเหตุ 

อุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด โดยอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอาจทำให้บุคคลที่ได้รับอุบัติเหตุต้องได้รับการรักษาเยียวยา ทำงานทำการไม่ได้เป็นปกติหรือไม่ก็ต้องเสียเวลาหยุดพักรักษาตัว ขาดการขาดงานและขาดรายได้ บางคนที่โชคร้ายอาจสูญเสียแขนขาหรืออวัยวะ กลายเป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือไม่สามารถประกอบอาชีพใดๆเพื่อหารายได้ได้เลย แม้กระทั่งกรเสียชีวิตจากอุบัติเหตุก็มีจำนวนมากขึ้น อุบัติเหตุจึงนับว่าเป็นภัยร้ายแรง และไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแน่นอน

 

  1. 3.              ความเสี่ยงภัยอันก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่มาจากความชราภาพ 

คนเราเมื่อพ้นวัยทำงานไปแล้วใช่ว่าจะหยุดความต้องการก็หาไม่ ซึ่งหากมีเงินออมไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในวัยเกษียณอายุ การอาจต้องทำมาหาเลี้ยงชีพต่อไปเพราะยังต้องการหารายได้เพื่อซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิต ถ้าปราศจากรายได้แล้ว อาจต้องลำบากในการที่ต้องอาศัยลูกหลานกิน หรือต้องอาศัยการบริจาค จากสถิติปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ยังมีเงินเก็บไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายหลังจากเกษียณจากการทำงาน นอกจากนี้คนในวัยเกษียณมักมีปัญหาเรื่องของการเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าตอนหนุ่มสาว ทำให้ต้องออมเงินเผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอีกด้วย

 

  1. 4.              ความเสี่ยงภัยอันก่อให้เป็นบุคคลทุพพลภาพ 

คนเราอาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดต่อร่างกาย จนทำให้เกิดความสูญเสียอวัยวะหรือการทำหน้าที่ของอวัยวะบางส่วนได้ ซึ่งหากอวัยวะที่เกิดความสูญเสียนั้นมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตหรือการทำงาน เราก็ไม่สามารถทำงานต่อไป รายได้ของบุคคลนั้นก็จะสิ้นสุดลง ทำให้ขาดรายได้หรือค่าทางเศรษฐกิจของบุคคลนั้นสูญเสียไป และอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอีกด้วย

 

  1. 5.              ความเสี่ยงภัยอันเป็นผลให้เกิดการเสียชีวิต 

การเสียชีวิตอาจเกิดขึ้นในวัยทำงาน คือช่วงอายุ 25 – 60 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เรากำลังก่อร่างสร้างตัว และเป็นกำลังในการหาเลี้ยงครอบครัว การเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรเป็นเรื่องมีโอกาสเกิดขึ้นกับเราทุกคน ถ้ามนุษย์เสียชีวิตในวัยนี้จะส่งผลกระทบกระเทือนถึงครอบครัวเพราะเขานำรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไปด้วย บางรายอาจทิ้งค่าใช้จ่ายและหนี้สินไว้ให้กับคนในครอบครัวอีกด้วย

จากความเสี่ยงภัยต่างๆข้างต้นซึ่งนำมาซึ่งการสูญเสียค่าทางเศรษฐกิจของมนุษย์ ล้วนแล้วแต่สร้างผลกระทบต่อบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ พ่อ แม่ พี่ น้อง ภรรยา สามีลูก หรือญาติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผลกระทบในแง่ของธุรกิจและประเทศชาติเพราะในแง่ของธุรกิจก็จะทำให้สูญเสียบุคลากรในการทำงาน และประเทศชาติก็ขาดรายได้และภาษีจากบุคคลนั้น เป็นต้น

 

เนื่องจากการเสี่ยงภัย ก่อให้เกิดความสูญเสียดังกล่าว ดังนั้นจึงควรมีวิธีการจัดการกับการเสี่ยงภัยอย่างเป็นระบบ ซึ่งทำให้เกิดการศึกษา การจัดการการเสี่ยงภัย (Risk Management) ซึ่งเป็นกระบวนการในการลดผลกระทบของความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อตัวของบุคคล โดยให้มีการสูญเสียให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

มนุษย์เราจึงจำเป็นจะต้องมีการจัดการการเสี่ยงภัยให้กับชีวิตของตนเอง ทั้งนี้เพื่อทำให้การดำเนินชีวิตของตนเองมีความราบรื่น หรือลดผลความเสียหายให้น้อยลง รวมถึงลดผลกระทบที่อาจเกิดต่อผู้อื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการดำรงชีวิตของตนเองหากในกรณีที่การเสี่ยงภัยนั้นเกิดขึ้นกับตัวเราเอง ทั้งนี้การจัดการการเสี่ยงภัยนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวบุคคลนั้นเอง ซึ่งหมายความว่าการจัดการการเสี่ยงภัยของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไป ทั้งนี้การจัดการการเสี่ยงภัยนั้น มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 2 ประการ คือ

  1. การจัดการความเสี่ยงเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น (Loss Prevention Management)
  2. การจัดการการเสี่ยงภัยเพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น (Loss Reduction Management)

 

  1. 1.              การจัดการความเสี่ยงเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น 

เมื่อมนุษย์ตระหนักถึงภัยอันสามารถก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน จึงจำเป็นต้องหาทางป้องกันการเกิดเสี่ยงภัยหรือลดโอกาสการเกิดการเสี่ยงภัยนั้นๆ เช่น กลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถ อาจป้องกันโดยการไม่ขับรถเองในขณะง่วงนอน หรือมีอาการมึนเมา เป็นต้น บางคนเกรงว่าตนเองอาจจะประสบกับปัญหาไขมันในเลือดสูงซึ่งอาจนำไปสู่โรคต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบ ก็อาจป้องกันด้วยการลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง หันมาออกกำลังกาย เป็นต้น หรือบางคนเกรงว่าอาจจะมีเงินออมไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในวัยเกษียณจึงพยายามออมเงินมากขึ้น บางครั้งอาจอดเปรี้ยวไว้กินหวานคือออมวันนี้เพื่อสบายในวันข้างหน้า เป็นต้น แต่การเสี่ยงภัยต่อชีวิตมนุษย์บางอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือป้องกันได้ เช่น การเสี่ยงภัยอันเนื่องมาจากการชราภาพหรือการเสียชีวิต เพื่อมนุษย์ทุกคนย่อมมีการ เกิด แก่ เจ็บและตายเป็นธรรมดา แต่ทั้งนี้การป้องกันการเสี่ยงภัยดังกล่าวอาจเป็นในทางที่จะลดหรือยืดเวลาของการเกิดภัยออกไป เช่น หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เป็นต้น

  1. 2.              การจัดการการเสี่ยงภัยเพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น 

ในบางครั้งเราไม่อาจสามารถหลีกเลี่ยงการเสี่ยงภัยได้ ถึงแม้ว่าจะมีการป้องกันการเสี่ยงภัยนั้นๆอย่างดีแล้วก็ตาม แต่ภัยนั้นๆก็อาจเกิดขึ้นได้อยู่ดี เมื่อมีการเสี่ยงภัยเกิดขึ้นย่อมมีผลความสูญเสียจากความเสี่ยงภัยนั้นตามมา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบที่รุนแรงน้อยหรือมากก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของตัวภัยเช่นกัน ทั้งนี้หากเราไม่มีการเตรียมรับมือกับผลของความสูญเสียจากภัยนั้นแล้ว อาจก่อให้เกิดความสูญเสียที่รุนแรงจนทำให้การดำเนินชีวิตของเราสะดุดได้ เช่น เมื่อทราบว่าตนเองเป็นเบาหวาน ก็มีการลดความเสี่ยงโดยการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลหรือแป้งน้อยลง หรือเมื่อทราบว่าตนเองมีไขมันในเลือดสูงก็ลดอาหารจำพวกไขมันลงและออกกำลังกาย เป็นต้น บางครั้งการเกิดอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยก็สามารถเกิดขึ้นกับชีวิตของเราได้ ในช่วงใดช่วงหนึ่งซึ่งทำให้ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา ก็อาจจะลดการเสียค่าใช้จ่ายด้วยการทำประกันอุบัติเหตุหรือประกันสุขภาพไว้ เมื่อเจ็บป่วยก็สามารถเบิกคืนจากบริษัทประกันได้ โดยไม่ต้องนำเงินจากการออมในอนาคตมาใช้ หรือจ่ายเงินที่ประกันไม่ได้คลอบคลุมซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยกว่า เป็นต้น

การจัดการกับการเสี่ยงภัยบางอย่างมิใช่เป็นการลดโอกาสในการเสี่ยงภัยหรือลดระดับความรุนแรงในการเสี่ยงภัย เมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดภัยนั้นๆได้ หรือไม่อาจคาดเดาได้ว่าความเสี่ยงภัยนั้นจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อใด มีความรุนแรงแค่ไหน และจะก่อให้เกิดความสูญเสียมากเพียงใดเราจึงจำเป็นต้องมีแผนที่ดีในการจัดการกับการเสี่ยงภัย ได้แก่

1. การรับการเสี่ยงภัยไว้เอง (Risk Retention) จะเป็นการรับภาระที่เกิดจากการเสี่ยงภัยนั้นไว้เองอาจเป็นความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เช่น การยอมจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองโดยที่ไม่ได้ทำประกันไว้เนื่องจาก คิดว่าตนเองไม่ค่อยเจ็บป่วย หรือบางคนมีสุขภาพไม่แข็งแรงจึงไม่สามารถทำประกันได้ จึงจำเป็นต้องรับภาระค่ารักษาพยาบาลเองเป็นต้น

2. การโอนการเสี่ยงภัย (Risk Transfer) บางครั้งเราไม่อยากรับภาระที่เกิดจากการเสี่ยงภัยไว้เอง โดยต้องการโอนภาระที่เกิดจากการเสี่ยงภัยให้กับผู้อื่นแทน ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธี คือ             

                        2.1 การโอนการเสี่ยงภัยไปให้บุคคลอื่นที่มิใช่บริษัทประกันภัย หรือไม่ได้มีลักษณะเป็นการประกันภัย (Non-insurance Transfer) เช่น การที่ผู้ประกันตนจ่ายสมทบกับกองทุนประกันสังคม เพื่อผลประโยชน์ในการรักษาพยาบาล และการมีเงินไว้ใช้จ่ายในกรณีที่ว่างงาน รวมทั้งมีเงินช่วยเหลือบางส่วนสำหรับใช้จ่ายตอนเกษียณ

                        2.2 การโอนการเสี่ยงภัยไปให้บริษัทประกันภัย (Insurance Transfer) วิธีการนี้บุคคลที่มีความกังวลต่อการเสี่ยงภัยที่อาจส่งผลกระทบต่อตนเองจะโอนภาระความเสียหายทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น ไปให้บริษัทประกันภัยในรูปของการซื้อประกันภัยหรือประกันชีวิตจากบริษัทประกันภัยเป็นต้น โดยบริษัทประกันภัยสัญญาว่าจะชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้เอาประกันภัยสำหรับความเสียหายจากภัยที่ได้รับความคุ้มครองตามสัญญา

                3. การรับการเสี่ยงภัยไว้บางส่วนและโอนการเสี่ยงภัยบางส่วน หรือการผสมผสานทั้งสองวิธีไว้ด้วยกัน (Combination Technique) บางครั้งเราไม่สามารถโอนการเสี่ยงภัยนั้นให้กับบริษัทประกันภัยได้หมด ทั้งนี้อาจเป็นเหตุผลมาจากข้อจำกัดในการทำประกันความเสี่ยง เช่น สถานะทางการเงินในตอนทำประกันอาจไม่เพียงพอในการทำประกันความเสี่ยงไว้ทั้งหมด การที่เบี้ยประกันสูงเกินไปหรือไม่สามารถประเมินความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ เราอาจใช้วิธีการรับการเสี่ยงภัยเองไว้บางส่วน และโอนภาระการเสี่ยงภัยนั้นให้แก่บริษัทประกันภัย ได้แก่ การมีค่าใช้จ่ายร่วมในการรักษาพยาบาลแต่ละครั้ง เช่นทุกครั้งที่เข้ารับการักษา เราอาจต้องจ่ายค่ารักษาครั้งละ 200 บาทสมทบกับค่าใช้จ่ายที่บริษัทประกันจ่ายให้ 

การเสี่ยงภัยบางชนิดเป็นสิ่งที่เราไม่อาจเลี่ยงได้ ถึงแม้จะใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดในการป้องกันหรือหลีกเลี่ยงการเกิดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสี่ยงภัยที่มีผลต่อชีวิตของมนุษย์ ทั้งนี้เนื่องจาก ชีวิตของมนุษย์ย่อมต้องมีการ เกิด แก่ เจ็บ และตาย เป็นธรรมดาของเราทุกคน ซึ่งมนุษย์แต่ละคนไม่สามารถคาดเดาได้ว่าแต่ละช่วงของชีวิตจะเกิดเหตุการณ์ใดๆกับชีวิตของตนได้ เมื่อมนุษย์ต้องประสบกับความไม่แน่นอนจากการเสี่ยงภัยทำให้เกิดความกังวลต่อการดำเนินชีวิตในอนาคต จึงย่อมพยายามแสวงหาวิธีการที่จะช่วยลดความกังวลจากความสูญเสียอันเนื่องมาจากการเสี่ยงภัยนั้น หากการเสี่ยงภัยนั้นเป็นการเสี่ยงภัยที่แท้จริงและสามารถเอาประกันได้ วิธีการในการบรรเทาการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินจากการเสี่ยงภัยนั้น อาจทำได้โดยการทำประกันภัย การเสี่ยงภัยที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินสามารถทำประกันวินาศภัยได้ เช่น การประกันอัคคีภัย การประกันภัยทางทะเล การประกันภัยค้ำจุน การประกันภัยยานยนต์ และการประกันภัยเบ็ดเตล็ด ส่วนการเสี่ยงภัยที่ส่งผลต่อการเสียชีวิตนั้นก็สามารถทำประกันชีวิตได้เช่นกันแต่เนื่องจากการเสี่ยงภัยในการดำเนินชีวิตของคนเราไม่ได้มีความสูญเสียจากการเสียชีวิตเท่านั้น ยังมีเรื่อง ของการเจ็บป่วย การเสียรายได้ รวมถึงการประสบอุบัติเหตุส่วนบุคคล ดังนั้นการจึงการประกันชีวิตจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์มากขึ้น โดยในการประกันชีวิตจะมีการรับประกันเพิ่มเติมเกี่ยวกับภัยที่นอกเหนือจากการเสียชีวิตดังกล่าว 

           

การทำประกันชีวิตนั้น บุคคลจำเป็นต้องเข้าใจถึงการเสี่ยงภัยที่เขามีโอกาสเผชิญ (Risk Exposure) เพื่อนำมาวางแผนทำประกันชีวิตเพื่อหาทางป้องกันหรือลดความเสี่ยงนั้น

 

1.ไชยยศ เหมะรัชตะ คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย พิมพ์ครั้งที่ 7, 2549

2.จิตติ ติงศภัทิย์ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยประกันภัย พิมพ์ครั้งที่ 13

3.Anonymous สำเนาเอกสารเอกสารเรื่องการประกันชีวิต

4. มานิต วราภาคย์ โลกประกันชีวิต