๒๐ มกราคม ๒๕๕๔

กราบสวัสดีค่ะครู

 

       วันนี้เป็นความตั้งใจกับตนเองที่จะเริ่มใหม่ แบบที่ไม่ต้องการให้ตนเองเอ่ยอะไรอีกแล้ว ตื่นมาก็ทำวัตรเช้า เดินจงกรม ใช้ชีวิตประหนึ่งอยู่ในกุฏิวัด เช้ามาเปิดคอมเขียนบันทึก แล้วก็เป็น FB ส่งงาน แล้วมีเพื่อนเข้ามาคุยด้วยประมาณว่า “รู้สึกทุกข์มากกับการที่ต้องคุยกับพี่ที่ส่วนกลาง คิดว่าทำไมเขาพูดไม่ เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง เพื่อนจึงรู้สึกทุกข์ น้อยอกน้อยใจ” ดูเหมือนว่า ขณะนั้นต้องเลือกระหว่างศีลข้อ ๒ด่างพร้อย เพราะไปทำงานสาย แต่ได้รับฟังเพื่อนอย่างตั้งใจ กับทิ้งเพื่อนไว้ แต่ไม่ไปทำงานสาย สุดท้ายก็ตัดสินใจรับฟังเพื่อนอย่างตั้งใจ จนเธอเย็นลงและเหมือนเห็นทางออกของตนเองโดยที่ติ๋วเพียงแค่รับฟังเธอเท่านั้น พอไปถึงที่ทำงานอารามดีใจที่ยังไม่ขีดเส้นแดง เข้าไปเซ็นชื่อ กึก ๆ ลงเวลาแปดโมงครึ่ง พอเดินห่างออกมาใคร่ครวญ อ้าวผิดศีลข้อ ๔ นี่โกหกชัด ๆ ว่ามาทำงานไม่สาย แต่จิตใจไม่เข็มแข็งพอที่จะเข้าไปแก้เพราะพอลงมาสมุดลงเวลาก็ถูกเก็บแล้ว เหมือนเผลอแป๊บเดียวกิเลสวิ่งแซงหน้าเลยค่ะครู มันน่าเจ็บใจจริง ๆ

ตั้งใจกับตนเองมาว่าต้องทำอะไรบ้างเพราะจะเป็นการมาทำงานวันสุดท้ายก่อนที่จะเดินทางยาวจนถึงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๔ อัพเรื่องเล่า งานเขียนที่พี่อ้อฝากมา อัพรูปภาพการออกไปทำงานนอกพื้นที่ เซ็นออกผลวิเคราะห์การหาค่าละลายของยา จัดทำเรื่องเล่าจาก ศวก.ที่ ๖ (ขอนแก่น) ฉบับประจำเดือน เมษายนให้เสร็จ จัดการขอความชัดเจนเรื่องใครจะขึ้นบรรยายในวันศุกร์ และที่ขาดไม่ได้คือ ทวงเงินทดลองราชการ เพราะตอนนี้จ่ายล่วงหน้าไปเยอะจนแทบไม่มีตังค์ใช้แล้ว ปกติก็ยิ่งจน ๆอยู่ค่ะครู

มีหลายเรื่องเป็นไปตามคาดหมายดังใจที่ตั้งมั่น อัพงานเขียนพี่อ้อเสร็จไปประมาณห้าสิบเปอร์เซ็น เรื่องเล่าได้คืบหน้านิดหน่อย แต่ก็ไม่สมบูรณ์ ออกผลวิเคราะห์ สมบูรณ์ พอลงมือทำไป ๆ เหมือนทำงานแบบเขี่ยก้อนทุกข์ออกจากใจ แบบตกลง ป๊อก ๆ ๆ แล้วหายวับ หายวับ แต่ก็ไม่ทั้งหมด มีเรื่องสะดุดแล้วปรากฏโทสะพุ่งปรี๊ดคือ เรื่องยืมเงินทดลองราชการ เป็นเรื่องด่วนที่เร่งทำ แต่ถูกดองที่โต๊ะของการเงิน จนบ่ายสองโทรไปทวงยังไม่มีการเคลื่อนไหว โห โทสะพุ่งแรงมาก จนแทบกรี๊ดออกมาค่ะ จริง ๆกรี๊ดออกมาแล้วค่ะ แต่เบา ๆ จนพี่ ๆในห้องรับรู้ได้ แต่ก็รู้สึกระอาเพราะเป็นปัญหาซ้ำเดิม ๆที่ใคร ๆก็เจอเช่นกัน ไม่ใช่งานแต่เป็นคน ทำให้นึกย้อนถึงข้อบกพร่องของตนเอง เรื่องการทำงานบางอย่างล่าช้าเพราะไม่ค่อยให้ความสำคัญ เหมือนรับกรรมที่เคยก่อ แต่ไม่ใช่ยอมจำนนค่ะ สอบถามหาแนวทางปรับแก้ไข แต่ก็ยอมรับว่า ณ ขณะนั้นทำทั้ง ๆที่โทสะยังไม่ดับ สุดท้ายได้เป็นเงินสดจากเงินบำรุงมาแทนที่จะเป็นเช็คเงินทดรองราชการ โดยส่วนตัวทราบว่ามีเงินทดรองราชการเหลือ เท่าไหร่เพราะมีหน้าที่เป็นกรรมการตรวจรายวัน พอได้คำตอบกลับมาที่โต๊ะ นั่งใคร่ครวญกับตนเองว่า

โห ถ้าแบบนี้ก็เหมือนถูกสอนว่า ถ้าทำงานแบบโวยวาย ๆ เสียงดุ ๆ เข้ม ๆ ก็จะได้เงิน แต่ถ้าทวงแบบนิ่ม ๆปล่อยเลยตามเลยก็จะไม่ได้อย่างที่ผ่าน ๆมา”

พอได้คำตอบจากกรณีนี้ก็ได้ข้อสรุปว่า “แบบนี้ไม่ดีแน่ ๆ เพราะเป็นการสาดโคลน สาดทุกข์ใส่กัน”

แล้วจะทำอย่างไรหล่ะ

ค่อย ๆทำ แต่ก็ต้องเตือนกันด้วยเหตุผลนะ ไม่ใช่อารมณ์ดังเช่นวันนี้ เหตุการณ์นี้โทสะปรากฏขึ้นศีลข้อหนึ่งด่างพร้อย จนถึงขั้นเบียดเบียนผู้อื่น แต่พอมีสติรู้ก็พยายามคุยแบบปกติขอโทษท่านด้วยความรู้สึกขออภัย ณ ขณะที่โทสะพุ่งจิตไปเร็วมากเลยค่ะ มีการคิดวางแผนแก้ไขปัญหา ทำบันทึกข้อความแจ้งผู้อำนวยการเพื่อให้ดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ถ้ารอบนี้ไม่ได้เงินยืม โห.........ตัวชั่วทำงานเร็วมากค่ะครู ชั่วชัด ๆ แม้คำสุดท้ายยังบอกว่า

“หากฉันไม่ได้เงินยืม”

แต่พอก้าวผ่านเหตุการณ์นั้นมา ก็เตรียมตัวอย่างรวมถึงเอกสารต่าง ๆที่จะไปทำงานต่อ แต่ก็มีกรุ่นของโทสะมีความแน่น ๆ เป็นวิบากอยู่ภายใน แต่พอดู ๆ ไปเรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ เบา แล้วก็เตรียมทุกอย่างเสร็จตามที่ตั้งใจ เหมือนได้ทำงานที่ตั้งใจ แม้จะไม่เสร็จสมบูรณ์ทุกอย่างเจ้าค่ะ

มีปรากฏแปลก ๆ กับตนเองค่ะว่า “ทำไม ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นกิเลส เห็นแต่ที่แรง ๆ อย่างโทสะ แต่ตัวอื่นไม่เห็นเจ้าค่ะ วันทั้งวันเลยเหมือนเห็นแต่โทสะแค่ไม่กี่ครั้งเองเจ้าค่ะครู”