http://gotoknow.org/file/maikhlahan/enviroment_conservation.ppt
บทที่ 1
บทนำ
ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย
รพินทรนาถ ฐากูร นักปราชญ์เมธีชาวอินเดียได้เปรียบเทียบความแตกต่างในการมองโลกและธรรมชาติระหว่างอารยธรรมตะวันตกและตะวันออกไว้ว่า อารยธรรมตะวันตกถูกสร้างขึ้นบนก้อนอิฐ ไม้ เหล็ก และฝังรากลึกอยู่ในเมือง ในขณะที่วัฒนธรรมตะวันออกก่อกำเหนิดจากป่า ทำให้ผู้คนมีมุมมองต่อธรรมชาติแวดล้อมในฐานะของการรวมเป็นหนึ่งเดียว ในท่ามกลางความหลากหลายแห่งสรรพสิ่งและสรรพชีวิตบนพื้นพิภพ ด้วยเหตุนี้วิธีการคิดของคนตะวันออกจึงมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันของสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นระบบนิเวศ ซึ่งสอนให้มนุษย์เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสรรพชีวิตทั้งหลายและความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเอง และการตระหนักรู้ว่าชีวิตได้รับการหล่อเลี้ยงจากธรรมชาติ และความต่อเนื่องยั่งยืนของชุมชนสังคมจะมีได้ก็ต่อเมื่อมีความยั่งยืนและความหลากหลายของธรรมชาติที่สนองตอบความต้องการของมนุษย์ทั้งในด้านอาหาร น้ำ ที่อาศัย และยารักษาโรค ความเกื้อกูลซึ่งกันและกันระหว่างสรรพสิ่งทั้งหลายเป็นรากฐานของความอุดมสมบูรณ์และความยั่งยืน ทั้งยังเป็นบ่อเกิดของกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตและสังคม หากแต่ในสภาพการณ์ทางสังคมของการเรียนรู้ในปัจจุบันที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดทางตะวันตก ความรู้ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการดำเนินชีวิตถูกมองว่าเป็นเรื่องของเทคนิค เกี่ยวกับการอ่านออกเขียนได้ เพื่อการเอาชนะผู้อื่นและธรรมชาติ เพื่อการแสวงหาและตอบสนองความต้องการส่วนตน ในลักษณะเช่นนี้มนุษย์จึงมีมุมมองต่อธรรมชาติในฐานะของการเป็นทรัพยากรเพื่อเป็นพิ้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม จนนำมาสู่ช่องว่างและการเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการล้างผลาญทำลายธรรมชาติจนเสื่อมทรามอย่างรวดเร็ว และได้ส่งสัญญาณเตือนมายังมนุษย์ด้วยสภาวะเรือนกระจก ปัญหาโลกร้อน สารพิษปนเปื้อนในอาหาร อากาศและแหล่งน้ำ การลดลงของพื้นที่ป่า การสูญเสียทรัพยากรชีวภาพ และพันธุกรรม การขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคฯลฯ (ยศ สันติสมบัติ , 2537, หน้า1-12)
เช่นเดียวกับสังคมไทยในปัจจุบัน ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะของความขัดแย้งและการแย่งชิงทรัพยากร ไม่ว่า จะเป็นเรื่อง ดิน น้ำ ป่าไม้ หรือพลังงาน จนบางประเด็นปัญหาทำทีท่าว่าจะนำไปสู่ปัญหาทางการเมือง ที่เป็นเช่นนี้เพราะเราขาดการมองทรัพยากรและธรรมชาติแวดล้อมอย่างเป็นองค์รวมและรอบด้าน อันเป็นผลเนื่องมาจากการเรียนรู้ของมนุษย์ซึ่งขาดการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือการเรียนรู้ที่เอาสภาพการจริงหรือความจริงเป็นตัวตั้ง หากแต่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง และวิชาก็ไม่ใช่ความจริง เมื่อไม่เรียนรู้จากความจริง มนุษย์ก็ไม่เข้าใจความเป็นจริงที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงซับซ้อนและเมื่อไม่เข้าใจความจริงและสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งต่าง ๆให้เกื้อกูลจึงนำไปสู่ภาวะวิกฤตการเรียนรู้และสิ่งแวดล้อม (ประเวศ วะสี , 2541 ,หน้า 4-5)
สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาคนทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ยังมีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นอำนาจวัตถุที่ถ่ายทอดจากบนสู่ล่าง และแนวคิดอนุรักษ์ในลักษณะแยกส่วนโดยเฉพาะแยกคนออกจากธรรมชาติ จึงเป็นการมองข้ามหลักการพื้นฐานของการอนุรักษ์โดยสิ้นเชิง ด้วยขาดการตระหนักเชื่อมโยงว่าชีวิตมนุษย์แต่ละคนที่เกิดมาจะดำรงอยู่ได้บนพื้นฐานคุณค่าที่แท้จริง จากการมีกระแสความรักในธรรมชาติเป็นรากฐาน ทั้งในด้านความรักธรรมชาติของเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเรียกว่า มนุษยธรรม และความรักในธรรมชาติสิ่งอื่น ชีวิตอื่นอาทิเช่น ความรักในสิ่งต่าง ๆที่ปรากฏเปลี่ยนแปลงร่วมภายในระบบของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพืช และสัตว์ป่า ตลอดจนแร่ หิน ดินน้ำ กระแสลมฟ้าอากาศ กับด้านที่เป็นนามธรรมเช่น ภาพทัศน์ กระแสเสียงจากสิ่งต่าง ๆประจำท้องถิ่นเป็นพื้นฐาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จัดเป็นกระบวนการเรียนรู้จริยธรรมของมนุษย์ ทำให้มนุษย์สามารถดำรงอยู่อย่างมีคุณค่าและความหมาย (ระพี สาคริก , 2536 , หน้า 53 –55)
ด้วยเหตุนี้กระบวนการเรียนรู้ที่จะทำให้ผู้เรียนรักและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจึงควรต้องเป็นกระบวนการที่เปิดกว้างให้ผู้เรียนได้สัมผัส และสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ได้เผชิญสถานการณ์และหาทางเลือกได้คิด วิเคราะห์ ฝึกปฏิบัติจนประจักษ์จริง เกิดความรู้และจิตสำนึกที่พึงประสงค์ กระบวนการเรียนรู้เช่นนี้เกิดขึ้นที่ละน้อยต่อเนื่องยาวนาน ซึมซับสะสมเป็นลักษณะนิสัย เป็นการเรียนรู้ที่ค่อยซึมซาบแทรกลึกลงสู่ภายในจิตใจ แล้วแสดงออกเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ซึ่งกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการซับซับจนเป็นลักษณะนิสัยนั้นจะต้องเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ความจริงของชีวิตและสิ่งแวดล้อม จะมุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ในลักษณะที่เป็นกัลยาณมิตรของกันและกัน ร่วมกันคิดวิเคราะห์ เพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีงามแทรกสอดแนวคิดหลักธรรมที่มีความไม่เห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐาน (สุมน อมรวิวัฒน์ , 2541 , หน้า 167- 182)
ในลักษณะเช่นนี้กระบวนการเรียนรู้ที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในด้าน
สิ่งแวดล้อมคือเป็นผู้มีความรักหวงแหนและปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อมด้วยความตระหนักในคุณค่าความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ควรจะเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม(Participatory Learning) ซึ่งเป็นหลักการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และมีพื้นฐานสำคัญคือ การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้จากการประสบการณ์เดิม รวมทั้งการสร้างการเรียนรู้ใหม่ ที่ท้าทายอย่างต่อเนื่องจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนและผู้เรียนกับผู้เรียนโดยการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีการผสมผสานระหว่างองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ 1. การมีประสบการณ์ (Experience : E1) 2.การสะท้อนความคิดและการถกเถียง (Reflect and Discussion : R & D) 3.ความเข้าใจและความคิดรวบยอด (Understanding and Conceptualization : C) 4. การทดลองหรือประยุกต์แนวคิด (Experiment /application E2) ซึ่งการปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้เกิดการขยายเครือข่ายของความรู้ที่ทุกคนมีอยู่ออกไปอย่างกว้างขวาง อันนำไปสู่การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้หลักการของวิธีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมมีความสอดคล้องกับแนวนโยบายของการปฏิรูปการศึกษาที่พยายามมุ่งเน้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญซึ่งมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ประกอบด้วยการเป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข พร้อมกันนี้ได้มีการกำหนดมาตรฐานด้านการศึกษาของผู้เรียนไว้ถึง 12 ประการ หนึ่งในมาตรฐานเหล่านั้นได้ระบุถึงมาตรฐานของผู้เรียนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมไว้ในมาตรฐานที่ 12 ซึ่งกำหนดให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกเห็นคุณค่าของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม และรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด ซึ่งแนวนโยบายเกี่ยวกับมาตรฐานนี้ สถานศึกษาต่างๆ ได้นำมากำหนดไว้ในการจัดการเรียนการสอน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ , 2542 หน้า 60- 64)
หากแต่จากการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของผู้เรียนกลับพบว่า จากลักษณะการเรียนการสอนสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นการสอนแบบบรรยาย ทำให้ผู้เรียนมุ่งเน้นการเรียนรู้เพื่อเอาคะแนนอย่างเดียว ท่องจำนำมาตอบ เมื่อเรียนผ่านไปก็ไม่ได้นำความรู้มาใช้ และขาดการมองไกลถึงสังคมที่อยู่อาศัย(กระทรวงศึกษาธิการ , 2539) ทั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิดของนักวิชาการที่ได้เสนอแนะแนวทางในการจัดการเรียนการสอนสิ่งแวดล้อมศึกษาว่า การสอนสิ่งแวดล้อมจะได้ผลดีหากจัดการเรียนการสอนแบบสหสัมพันธ์วิทยาการ โดยวิธีการสอนให้ผู้เรียนได้เห็นสภาพปัญหา ฝึกแก้ปัญหา และปฏิบัติจริง ได้มีการศึกษานอกสถานที่ และให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากดำเนินการเช่นนี้เชื่อว่า จะทำให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักต่อปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งเกิดสำนึกในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
ศาสตร์ต่าง ๆ ที่นำเสนอในเบื้องต้นล้วนเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นจริงในด้านสิ่งแวดล้อม จนนำมาสู่ความสนใจในการศึกษาวิจัยเพื่อแสวงหารูปแบบและวิธีการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักและสำนึกถึงบทบาทของตนต่อสังคมและท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและเกิดการบ่มเพาะเป็นลักษณะนิสัยที่เหมาะสมด้านสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีความสัมพันธ์กับมิติทางสังคม เศรษฐกิจวัฒนธรรมและมนุษยธรรมเพื่อการที่จะส่งเสริมให้บุคคลมีเจตคติและพฤติกรรมที่เหมาะสมที่จะดำรงชีวิตอยู่ในระบบนิเวศ
วัตถุประสงค์ในการวิจัย
- เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนาพฤติกรรมจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับนิสิตชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์
ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย
1. นิสิตเกิดการเรียนรู้และการสร้างลักษณะนิสัยที่พึ่งประสงค์ในด้านพฤติกรรมจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อมทั้งส่วนบุคคลและสาธารณะ
- ผลการวิจัยครั้งนี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน
และการจัดกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมให้มีสัมฤทธิผลมากยิ่งขึ้น
คำสำคัญในการวิจัย
จริยธรรม หมายถึง แนวทางของการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดี เพื่อประโยชน์ต่อตนเองและส่วนร่วม ก่อให้เกิดความสงบสุขในสังคมได้
พฤติกรรมจริยธรรม หมายถึง การแสดงออกของบุคคลในด้านจิรยธรรมที่สามารถสังเกตได้ในที่นี้หมายถึงการแสดงออกของบุคคลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับบุคคลและสาธารณะโดยมีลักษณะที่ปรากฏถึงความตระหนัก และพฤติกรรมการปฏิบัติที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
การพัฒนาจริยธรรม หมายถึง การสร้างแนวทางการประพฤติปฏิบัติและความนึกคิดที่ดีงามให้กับบุคคล เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับสังคมอย่างเป็นปกติสุข
จริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม หมายถึง การที่บุคคลมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อม และมีทักษะการคิด การแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม
การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม หมายถึง กระบวนการที่นักศึกษามีบทบาทสำคัญในการมีส่วนร่วมในการวางแผนการเรียนรู้ การค้นคิด แสวงหาคำตอบ โดยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า ผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง โดยผู้วิจัยมีบทบาทในการจัดประสบการณ์ในการเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาและวิธีการ ภายใต้บรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้
สิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ 5 ด้าน ได้แก่ ดิน น้ำ อากกาศ ป่าไม้และเสียง
สมมติฐานการวิจัย
นิสิตมีการพัฒนาด้านความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักและพฤติกรรมการปฏิบัติในการ
ใช้และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลังการเรียนตามแนวทางการสอนที่กำหนดไว้
ขอบเขตในการวิจัย
- การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มุ่งจะศึกษาเฉพาะการพัฒนาจริยธรรมในเรื่องความรับผิดชอบต่อ
สังคมด้านสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะปรากฏในรายวิชาการศึกษากับสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งศึกษาจากนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการศึกษากับสิ่งแวดล้อม จำนวน 16 รูป ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547
2. การวิจัยครั้งนี้ใช้เวลาทั้งหมด 18 คาบ คาบละ 50 นาที เป็นการสอนตามแนวการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 17 คาบ ทดสอบก่อนและหลังเรียน 1 คาบ
ข้อตกลงเบื้องต้น
ความมุ่งหมายของการวิจัยในครั้งนี้คือ การมุ่งพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกระบวนการที่จำเป็นต้องใช้การฝึกฝนบ่มเพาะตอกซ้ำย้ำทวนเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความซาบซึ้งตระหนักถึงคุณค่า และสถานการณ์ของสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสามารถวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ ในระบบนิเวศน์ ดังนั้นการนำสู่พฤติกรรมเชิงจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม อาจมีตัวแปรอื่น ๆที่นอกเหนือจากการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม หากแต่ในการวิจัยครั้งนี้จะไม่นำมาคำนึงถึง
และเนื่องจากผู้เรียนทั้งหมดเป็นพระภิกษุสงฆ์ ที่มีวัตรปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อมตามหลักคำสอนที่ปรากฏในพระธรรมวินัย อันเป็นการบ่มเพาะพื้นฐานความตระหนักถึงวิถีการปฏิบัติของสงฆ์ต่อสิ่งแวดล้อมตามหลักพระธรรมวินัย โดยนัยนี้ การนำเสนอผลการวิจัยจึงเป็นการอธิบายถึงผลการพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อมในบริบทของผู้เรียนที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งอาจมีพื้นฐานมุมมองและวิถีการปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อม แตกต่างจากผู้เรียนที่เป็นฆราวาสทั่วไป
ดังนั้น คำตอบในการทำแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน จึงถือว่า เป็นคำตอบในการแสดงความตระหนัก จิตสำนึกและพฤติกรรมการปฏิบัติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของผู้เรียน
ข้อจำกัดในการวิจัย
เนื่องจากการศึกษาวิจัยเพื่อการพัฒนาจริยธรรมต่อสิ่งแวดล้อมของบุคคลเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องใช้ระยะเวลาในการบ่มเพาะ หากแต่ข้อจำกัดเรื่องกรอบระยะเวลาในการดำเนินการที่กำหนดเพียงหนึ่งภาคเรียน ซึ่งเวลาจำนวนดังกล่าว ทำให้สามารถอธิบายผลของการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดลักษณะพฤติกรรมการรับรู้ การเข้าใจ การคิดวิเคราะห์ และนำสู่การปฏิบัติ ซึ่งชี้สะท้อนถึงจิตสำนึกในเชิงจริยธรรมได้ในระดับหนึ่ง หากแต่ในส่วนของความถาวรของพฤติกรรมคงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการติดตามประเมินผล
อนึ่งการวิจัยในครั้งนี้เป็นรูปแบบของการวิจัยกึ่งทดลอง ที่ผู้วิจัยได้ใช้กลุ่มตัวอย่างเพียงกลุ่มเดียวในการวิจัย เนื่องจากข้อจำกัดด้านจำนวนผู้ลงทะเบียนเรียน ดังนั้นการนำเสนอผลการวิจัยในครั้งนี้จึงเป็นการอภิปรายถึงผลของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในกลุ่มทดลองเป็นสำคัญ
น่าสนใจนะครับ มาเป็นกำลังใจเพื่อจะได้บันทึกต่อไป