ครับ กลับมาอีกครั้งสำหรับสุทธิรัก
- สำหรับครั้งนี้ ก็คงเป็นเรื่องที่น่าปวดหัว สำหรับชุมชนคนเป็นข้าราชการ ในตำแหน่งหัวโขนที่เรียกว่าผู้นำองค์กร ในการที่จะเป็นผู้นำได้นั้น เราๆท่านๆก็คงจะได้เรียนรู้ตำหรับตำราที่จะนำมาใช้ในองค์กรตามสภาวะสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งคงจะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหารงานต่างๆ ในองค์กรของตัวเอง เพื่อให้เป็นองค์กรที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทำงานให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด แต่ด้วยการที่คนร่วมงานมาจากต่างที่ ต่างวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี เราก็ต้องใช้ศิลปวิชาเพื่อหล่อหลอมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อให้เป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งบางครั้งเราก็ต้องใช้ทั้งพระเดชพระคุณเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองในองค์กร บางทีก็มีทั้งผลบวกและผลลบ ซึ่งก็ต้องยอมเพราะคงไม่มีใครทำถูกใจใครไปเสียหมดทุกอย่าง ก็ต้องมีบ้างที่ต้องขัดแย้งกัน เพื่องานที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งเป็นศาสตร์การบริหารอย่างหนึ่ง นั่นคือ "การบริหารบนความขัดแย้ง" ซึ่งผู้บริหารบางท่านที่เป็นผู้นำในองค์กรขนาดใหญ่คงใช้ศาสตร์นี้ในการบริหาร เพื่อให้เกิดการแข่งขันในการทำงาน แต่ในองค์กรขนาดเล็กคงจะหลีกเลี่ยงศาสตร์นี้ คงจะใช้ศาสตร์การมีส่วนร่วม ร่วมด้วยช่วยกันในการทำงาน
- ในการทำงาน "คำพูด" คือหน้าต่างของใจ บางครั้งพูดแล้วทำตามที่พูดไม่ได้ก็จะกลายเป็นผลเสียสำหรับเรา ยิ่งคนที่เป็นนายพูดอีกอย่างแล้วทำอีกอย่าง ลูกน้องก็พลอยสิ้นศรัทธาในตัวนายไปด้วย อยากให้ลูกน้องทำงานให้ใช้ความดีความชอบมาเป็นสิ่งล่อใจ ถึงเวลาจริงๆแล้วทำไม่ได้ ต่อไปก็คงไม่มีใครที่อยากจะทำงานให้ แต่ด้วยความที่เป็นลูกน้อง ก็ต้องฝืนใจทำ ติดด้วยหน้าที่ สายงานบังคับบัญชา อะไรอีกหลายๆ อย่างที่เป็นเหตุผลในตัวมันเอง
- สิ่งเดียวที่จะทำได้ คือการที่ จะทำอย่างไรให้ทุกคน คิดเหมือนกัน ว่า เราทำงาน ทำด้วยจิตศรัทธาในอาชีพที่เรารัก เราตั้งใจที่จะมาเป็นแม่พิมพ์ พ่อพิมพ์ ของชาติ เราต้องมีจรรยาบรรณของวิชาชีพ จรรยาบรรณในหน้าที่ จรรยาบรรณต่อตนเอง จรรยาบรรณต่อเพื่อนร่วมงาน จรรยาบรรณต่อผู้ที่เราจัดการศึกษาให้เขา ทำอย่างไรถึงจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนของชาติในอนาคตได้
- การมีจิตสาธารณะ ศรัทธาในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พอใจในสิ่งที่ตนเป็น สิ่งที่ตนอยู่ สิ่งที่ตนมี ชีวิตก็คงจะมีความสุข แต่ในปัจจุบันการแก่งแย่งแข่งขันเพื่อให้ได้ ให้มีมากกว่าคนอื่น เข้าครอบงำจิตใจของคนเรา แถมยังถูกปลูกฝังให้กับเยาวชนรุ่นใหม่อีก ให้ทำทุกวิถีทางที่จะได้มาซึ่งชัยชนะและอำนาจในมือ ดังที่ปรากฎบทความจากนักวิชาการท่านหนึ่ง (ขออนุญาตไม่เอยนามนะครับ ซึ่งท่านได้เขียนบทความไว้ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง) โดยละเลยคุณธรรม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพุทธศาสนิกชนอย่างเราๆ ท่านๆ สังคมปัจจุบันเปลี่ยนไปจากอดีต จากหน้ามือเป็นหลังมือ แล้วเราจะย้อนกลับไปให้เป็นเหมือนอดีตได้อย่างไร ? นี่คงเป็นคำถามที่ทุกคนคงอยากจะได้คำตอบเป็นอย่างมาก คงจะต้องถามใจของตนเองว่า ณ ปัจจุบัน เรากำลังทำอะไรอยู่ ? เป็นคำถามที่ซ้อนขึ้นมาอีกคำถามหนึ่ง ซึ่งก็คงต้องรอคำตอบจากเราๆ ท่านๆ ที่ช่วยตอบคำถามทั้ง 2 คำถามนี้
- ย้อนกลับมาที่ประโยคหัวเรื่อง ค่าของคน อยู่ที่ ผลของงาน ใช่ที่การ เป็นนาย เป็นประโยคที่ผมพูดขึ้นมาเพื่อสะท้อนอะไรบางอย่างเท่านั้น สำหรับการที่จะเป็นนายคน ผลของงานจะเป็นตัวชี้วัดว่า เรามีค่าเพียงใด ต่อองค์กรของเรา หาใช่ ตำแหน่งหน้าที่ไม่ จริงอยู่ การที่จะมาเป็นนายคนได้นั้น เราจะต้องมีผลงานถึงจะก้าวมายังจุดนี้ได้ แต่เราจะทำอย่างไร ให้คนอื่นเห็นว่าเรามีค่า มากกว่าการเป็นนาย นั่นคือสิ่งที่ผมอยากสื่อถึงเราๆ ท่านๆ ชุมชนคนออนไลน์ อยากระบายความในใจ ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบเพียงเพราะว่า เราไม่ใช่เด็กนาย ไม่เป็นไร เพราะเรารักและศรัทธาในอาชีพนี้ เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด เท่าที่สมองและปัญญาของเราจะคิดและทำได้ ไม่ต้องหวังสิ่งตอบแทนใดๆ เท่านี้ใจเราก็เป็นสุขดี ทำหน้าที่อย่างเบิกบานสำราญใจ พูดเถอะครับ ถ้าพูดแล้วทำได้ คิดเถอะครับ ถ้าคิดแล้วสร้างความก้าวหน้าให้กับองค์กรของเรา อย่าให้คนอื่นเขาพูดว่า ค่าของคน อยู่ที่คนของใครและการเป็นนาย
- ผม คงทิ้งท้ายไว้แค่นี้ เพื่อให้ทุกท่านได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ เพื่อแชร์ความคิดซึ่งกันและกัน หากถ้อยคำที่แสดงผิดพลาดประการใดก็ต้องกราบขออภัยในที่นี้ด้วย คงไม่ถึงกับกระทบกระเทือนบุคคลอื่น นะครับ
