มหาวิทยาลัยที่ไม่มีวัฒนธรรมวิจัย เอาระบบราชการเข้าไปครอบกิจกรรมวิจัย และทุนวิจัย ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยนั้นยากที่จะเข้มแข็ง......
มีผู้ใหญ่ในวงการวิจัยท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า มีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กำหนดให้หัวหน้า โครงการวิจัยที่ลงนามรับทุนวิจัยจากภายนอกทุกโครงการ ต้องเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย อ้างว่า เพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถรับผิดชอบดูแลโครงการได้
นี่คือระบบบริหารงานวิจัยที่ผิด และจะทำให้งานวิจัยของมหาวิทยาลัยนั้นไม่ก้าวหน้า และอาจเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบของฝ่ายบริหาร หากมีการกำหนดเงินตอบแทน หัวหน้าโครงการวิจัย แล้วให้รองอธิการบดีได้รับเงินนั้นไป
การดำเนินการเช่นนี้ หากเป็นทุนวิจัยจาก สกว. สมัยผมเป็น ผอ. ผมจะไม่เซ็นสัญญาให้ทุน เพราะผู้ลงนามเป็นหัวหน้าโครงการต้องเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยตัวจริง ที่เป็นหัวหน้าคณะผู้ลงมือ ทำวิจัย และเป็นผู้รับผิดชอบต่อคุณภาพของผลงาน และเป็นบุคคลที่ สกว. พิจารณาแล้วว่ามีประวัติ ผลงาน และคุณสมบัติน่าเชื่อถือว่าจะสามารถนำส่งผลงานคุณภาพสูงได้ตามเวลาที่ตกลงกัน
การวิจัย ไม่ใช่ bureaucratic activity ที่ฝ่ายบริหารจะเข้ามาควบคุมด้วยการที่ฝ่ายบริหาร เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าโครงการ
แต่เป็น creative activity ที่ผู้ลงมือทำวิจัยเป็นผู้รับผิดชอบผลงานของตน และมีอิสระ และความคล่องตัว ในการใช้จ่ายทุนวิจัย เพื่อให้การวิจัยบรรลุผล และบรรลุอย่างมีคุณภาพสูง ทันกาล
สมัยผมเป็นผู้อำนวยการ สกว. ผมกำหนดให้เงินวิจัยจาก สกว. ไปสู่บัญชีธนาคารที่เปิดเป็นพิเศษในชื่อของโครงการนั้น และกำหนดให้หัวหน้าโครงการเป็นผู้มีอำนาจลงนามเบิกจ่าย ไม่ให้เงินนั้นเข้าสู่ระบบการเงินของมหาวิทยาลัยที่มีขั้นตอนยาว และไม่คล่องตัว นักวิจัยจึงชอบทุนจาก สกว. เพราะหลายสาเหตุ ที่สำคัญคือความคล่องตัว และการให้เกียรติ
แต่แม้ให้เกียรติ ก็ต้องตรวจสอบ ไม่ให้เอาเงินไปใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งมีวิธีทำได้ไม่ยาก
มหาวิทยาลัยที่ไม่มีวัฒนธรรมวิจัย เอาระบบราชการเข้าไปครอบกิจกรรมวิจัย และทุนวิจัย ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยนั้นยากที่จะเข้มแข็ง ผมขอแนะนำให้ผู้บริหารอ่านหนังสือ “การบริหารงานวิจัย : แนวคิดจากประสบการณ์”
วิจารณ์ พานิช
๒๐ มี.ค. ๕๔
ขอบคุณครับ อาจารย์หมอ ;)...