ฉันชีพจรลงเท้าได้ไปแกะรอยเที่ยวบ้านท่าตอน เมืองแม่อายอีกครั้งแล้วค่ะ

หลังจากทดสอบการเดินทางไปแบบเช้ากลับเย็นเมื่อสองปีที่แล้ว มาคราวนี้ “เรา” คือฉันและเพื่อนสนิทอีกสองคนปักหมุดการเดินทางท่องเที่ยวแบบพักค้างแรม เพื่อสะสมไมล์การท่องเที่ยวตามประสาเพื่อนสนิท เพิ่มมูลค่าเพิ่มกำไรให้ชีวิต เพราะชีวิตเราเดินทางมาเกินกว่าครึ่งหนึ่งแล้วค่ะ

จำกันได้ไหมคะที่ฉันเคยพาคุณๆ ไปเที่ยววัดท่าตอนเมืองแม่อายมา (คลิกอ่านบันทึกค่ะ>>เที่ยววัดท่าตอนที่เมืองแม่อาย)  ครั้งนี้ฉันจะพาคุณๆ ไปเที่ยวสวนส้มธนาธร  วัดท่าตอนในยามค่ำ ล่องเรือในแม่น้ำกก ไปไหว้พระที่วัดพระธาตุสบฝางนะคะ และขากลับ ถ้าพื้นที่บันทึกตอนนี้ไม่ยาวมากนัก ฉันจะพาไปแวะเที่ยวถ้ำที่อำเภอเชียงดาวด้วยค่ะ

เราออกเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ในเวลาราวบ่ายโมงเศษ นัดหมายกับเพื่อนที่เดินทางมาจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปเจอกันตรงทางผ่านบ้านแม่มาลัย อำเภอแม่แตง เราไปถึงจุดหมายที่ปักหมุดไว้ ในเวลาสี่โมงเย็น โดยไม่รอช้า เรามุ่งหน้าไปยังสวนส้มธนาธรที่เลื่องลือว่ารื่นรมย์ แต่ทว่า...เราไปถึงก็เป็นเวลาประตูสวนส้มปิดพอดีเป๊ะเลยค่ะ

 

ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ค่อยมาก็แล้วกัน วันนี้ซื้อส้มอร่อยๆ ไปรับประทานก่อน พวกเราสรุปตามนั้น แต่เหมือนโชคช่วยหรือเพราะเพื่อนที่ชื่อวาสนามากับเราในทริปนี้ เหมือนทริปที่ไปร่วมงานบุญประเพณีแห่แคร่ที่บ้านโฮ่ง (คลิกอ่านบันทึกค่ะ>>บุญพาวาสนาไปเที่ยวงานประเพณีแห่แคร่ที่บ้านโฮ่ง) เราจึงมีโอกาสนั่งรถเรือของสวนส้มเข้าไปดูผู้โดยสารตัวน้อยๆ น่ารัก(มาก) สามคนวิ่งเล่นกันในเย็นวันนั้น เด็กน้อยสามคนเป็นผู้โดยสารพิเศษค่ะที่ทำให้เราสามคนได้รับสิทธิ์(เดี๋ยวนั้น) ติดสอยเที่ยวตามไปด้วย แถมพนักงานขับรถเรือยังมีอัธยาศัยน้ำใจไมตรีอันดีอีกด้วย โดยจิตอาสาเป็นช่างภาพพิเศษให้เราสามคนอีกต่างหากค่ะ เราสามคนจึงได้ภาพความสวยงามของธรรมชาติ และขุนเขาที่เป็นปราการโอบอุ้มผืนดินแห่งไร่ส้มแสนกว้างใหญ่  และเราสามคนก็ยินยอมเป็นองค์ประกอบในภาพถ่ายตามที่เห็นนี้เลยค่ะ

 

 

ทริปวันแรกของเราก่อนเช็คอินเข้าที่พักจึงสนุกสนานกันภายในไร่ส้มหรือสวนส้มธนาธรแห่งนี้ค่ะ

 

หลังจากนั้นเราเข้าที่พัก และชวนกันขึ้นไปไหว้พระ ทัศนาความงดงามภายในอารามวัดท่าตอน ที่ซึ่งฉันเองเคยไปเที่ยวมาแล้ว คราวนี้เราไปในอีกบรรยากาศหนึ่ง คือช่วงเวลายามเย็นแล้วค่ะ ส่วนมื้อค่ำ เรียบๆ เงียบๆ ในร้านอาหารธรรมดาๆ ริมแม่น้ำ บริเวณท่าน้ำแม่กกนะคะ ส่วนมากเราก็สั่งอาหารประเภทปลา ปลา ปลา เพราะเพื่อนคนหนึ่งเป็นคนรักและดูแลสุขภาพเป็นที่สุด

 

อีกวันรุ่งขึ้น เราสามคนชวนกันเที่ยวทางน้ำ ลงเรือหางยาวล่องตามลำน้ำ สนนราคาสองชั่วโมงที่แปดร้อยบาท คนขับเรือพาเราไปชมความงามของแม่น้ำและธรรมชาติสองฝั่ง  พาเราล่องเรือไปเฉียดเขตชายแดนทางน้ำติดต่อกับชายแดนพม่า และเราก็ถือโอกาสมองหาที่พักริมฝั่งน้ำเพื่อที่จะอาศัยนอนในคืนที่สองด้วยค่ะ

จุดท่องเที่ยวที่เป็นเป้าหมายสำคัญคือ วัดพระธาตุสบฝาง ค่ะ เมื่อวานนี้เรามองเห็นสถานที่แห่งนี้ชัดเจนมากจากจุดพักรถเรือทัศนาจรของสวนส้ม มาค่ะไปเที่ยวชมวัดแห่งนี้ด้วยกันผ่านภาพค่ะ ระยะทางไปยังวัดแห่งนี้โดยทางเรือใช้เวลา  20 นาที มาชมบันไดนาค ทางขึ้นวัดพระธาตุสบฝางก่อนค่ะ

...วัดพระธาตุสบฝาง เป็นวัดที่มีความเก่าแก่มีอายุกว่า 800 ปี สร้างโดยพระเจ้าพรหมมหาราช กษัตริย์แห่งนครไชยปราการ และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ โดยพระครูบาศรีวิชัย เนื้อที่วัดมี  100 ไร่ โดยมีอาณาเขตทิศเหนือจดน้ำแม่กก ทิศใต้จดแม่น้ำฝาง ทิศตะวันออกจดบ้านป๊อกป่ายาง ทิศตะวันตกจดแม่น้ำกก…

 

ทางเดินขึ้นวัดจากริมแม่น้ำ เป็นทางเดินที่ร่มรื่นปกคลุมด้วยป่าไผ่สูงใหญ่ค่ะ ระหว่างที่เราเดินขึ้นลงบันไดวัด เราไม่พบว่ามีใครสวนทางหรือใช้เส้นทางสัญจรทางนี้เลยนะคะ แม้ว่าจะมีบางสิ่งถูกทิ้งไว้ไม่น่าดู  อย่างเช่น ถุงพลาสติก  ถุงขนมขบเคี้ยวที่คนเดินทางจงใจแขวนไว้บนต้นไม้ใยหญ้า  เราไม่กล้านับขั้นบันไดที่ทอดยาว เพราะกลัวจะนับผิดนับถูก แต่สอบถามผู้ที่พบ ทราบว่ามีทั้งหมด 716 ขั้น  ในหนังสือ “ตำนานวัด..” ซึ่งฉันมีโอกาสซื้อติดมือกลับบ้านด้วย บรรยายถึง บันไดนาคนี้ไว้ค่ะว่า

               “...บันไดนาควัดพระธาตุสบฝางมีลักษณะแตกต่างจากวัดอื่นๆ กล่าวคือ หัวบันไดนาคจะขึ้นจากฝั่งน้ำกกด้านทิศเหนือ ด้างล่างกว้าง 4 เมตรขึ้นไปประมาณ 10 เมตร ช่องบันไดจะแคบลดลงเหลือแค่ 1.5 เมตร ตลอดช่วงบันได ซึ่งยาว 716 ขั้น บันไดจะคดซ้าย เลี้ยวขวาขึ้นไปเรื่อยๆ ภายใต้ร่มเงาของป่าไม้ไผ่ขนาดใหญ่นานพันธุ์ให้ความร่มเย็นตลอดแนวบันได สันนิฐานว่าสร้างมาประมาณ 80 ปี ยุคที่ครูบาศรีวิชัยขึ้นมาบูรณะพระธาตุ เมื่อปี พ.ศ. 2467...”

ฉันออกจะติดใจการไปเที่ยววัดพระธาตุสบฝางโดยทางน้ำนะค่ะ เลยมีเรื่องราวและภาพประกอบมาฝากเยอะหน่อยนะคะ

“...วัดพระธาตุสบฝาง เป็นวัดที่มีความเก่าแก่มีอายุกว่า 800 ปี สร้างโดยพระเจ้าพรหมมหาราช กษัตริย์แห่งนครไชยปราการ และได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ โดยพระครูบาศรีวิชัย เนื้อที่วัดมี  100 ไร่ โดยมีอาณาเขตทิศเหนือจดน้ำแม่กก ทิศใต้จดแม่น้ำฝาง ทิศตะวันออกจดบ้านป๊อกป่ายาง ทิศตะวันตกจดแม่น้ำกก,,,”

 

ส่วนบรรยากาศโดยรอบวัดร่มรื่น ทิวทัศน์ ร้อยแปดสิบองศา มองเห็นไปในระยะไกลๆ มองเห็นสวนส้มที่เราได้ไปเยือนมาก่อนหน้านั้น  มองจินจนาการไปทางหลังเขาที่เป็นอาณาจักรของประเทศเพื่อนบ้านของเรา คนเรือบองเราว่าบนเขาสูงๆ ที่เห็นไกลลิบเดิมที่เป็นของบ้านเรา แต่มันสูงไกลเกินกว่าจะบุกป่าฝาดงเข้าไปดูแล วันนี้จึงเหมือนจะไม่ใช่ของเราไปเสียแล้ว ฉันว่าเราน่าจะนำธงไทยไตรรงค์ไปปักไว้เป็นแนวๆ นะคะ คงโดดเด่นดีไม่น้อย

อ้าว...พาคุณๆ ไปเที่ยวแต่ทำท่าจะเลี้ยวไปเรื่องซีเรียสแล้ว สิคะ.

ข้อมูลแนะนำ

  • หนังสือ ตำนานวัดพระธาตุสบฝาง อำเภอแม่อาย เชียงใหม่  เรียบเรียงโดย ประวิทย์ ตันตลานุกูล (พ.ศ.2547)
  • หรือคลิกอ่านเรื่องราวทั้งหมดจากเว็บไซต์แหล่งข้อมูลของสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : วัดพระธาตุสบฝาง  (ที่มา : ประวิทย์ ตันตลานุกูล. ตำนานวัดพระธาตุสบฝาง อำเภอแม่อาย เชียงใหม่. เชียงใหม่ : เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์, 2547 หน้า 1-9)