เรียนรู้จากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างธรรมชาติ : ครู ป.1 และอ.ดาธิณี  รับฟังการลงมือการปลูกแตงโมและต้นเหลียงจาก ชนันท์และคุณแสงแห่งความดี

 

             คุณครู ป.1  ได้เล่าเรื่องประกอบแวดล้อมใกล้ตัวจากข้างบ่อเลี้ยงกุ้งของพี่ชาย บวบเหลี่บมแตงกวา ถั่วฝักยาว ฟักทอง ดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย มะละกอ มะเขือ และกล้วยน้ำว้าใช้เอ็นพลาสติกสานเป็นราวให้ผักไต่เลื้อยขึ้นไป 

 

           การเลือกใช้วัสดุพลาสติกมาสานให้ผักเลื้อยปีนป่าย  นับว่าเป็นกการคงทนถาวรกว่ากิ่งไม้  และกิ่งยังจะหายากอีกด้วย  หากเป็นวัสดุอื่นคงสิ้นเปลือง  นอกจากนี้ยังได้ข้อสังเกตดอกมะละกอตัวผู้ตัวเมีย  เป็นการสร้างสรรค์แนวคิดให้แก่ผู้อ่านได้นำไปพัฒนาการใช้ประโยชน์ของพื้นที่อีกด้วย

  

           อ.ดาธิณี  เก็บประสบการณ์มาฝากเช่นเดียวกับคุณครู ป.๑ ในการไปพบสิ่งที่ควรนำมาเล่าผ่านบันทึกเช่นมะนาว  กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม  มะละกอ มะม่วง ต้นเหลียง ชะอม  อัญชัน ข่า  ประกอบภาพ 

 

          นับเป็นการให้แนวคิดในการจัดการตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อให้ผู้อ่านได้ต่อยอดความรู้ ความคิดและนำไปพัฒนาการจัดการของตนเอง

 

         ขอขอบคุณ ครู ป.1 และอ.ดาธิณี ที่สร้างแรงบันดาลใจผ่านบันทึก   ได้อ่านมาหรือฟังผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกล่าวว่า "อยู่ใกล้คนดีมักมีแรงบันดาลใจ  หรือคนดีย่อมนำแรกบันดาลใจไปให้คนรอบข้าง" 

 

         คุณ ชนันท์ ประทับใจกับคำว่า “เกษตรฮอลิเดย์” เนื่องจากกลัวต่อความไม่ปลอดภัยจากยาฆ่าแมลงในแตงโม จึงลงมือต้องปลูกเอง

 

            แตงโมหน้าแล้งมีรสชาติดี  สำหรับพื้นที่จังหวัดปัตตานีต้องกินต้นเดือนมีนาคม - เมษายน 

        แตงโมจะเก็บได้เมื่อมีอายุ ๖๐-๘๐ วัน เหลือจากกินและแจกแล้ว ขายราคาถูกกก. ละ ๑๐ บาท 

 

        เป็นบันทึกที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอ่าน  ที่ไม่ประสงค์จะปลูกเป็นอาชีพ  แต่ได้รับการดูแล  อย่างเหมาะสม ถูกวิธีการ  ทำให้ผลผลอยได้คุ้มกับการลงทุน แรงกายและแรงใจ  และมีความสุข

             

          คุณแสงแห่งความดี  ได้เล่าการเพาะชำและปลูกต้นเหลียงซึ่งเดิมมีเพียง ๓หรือ ๔ต้น ภายหลังออกแขนง แทงต้นใหม่ ขึ้นมาบริเวณ รอบ ๆ ต้นเดิม และต้นเหลียงเป็นพืชที่ทนแล้งทนฝน

 

      คุณค่าทางโภชนาการลวกกินกับน้ำพริก จะลวกสด ๆ หรือใส่กับกะทิ ก็อร่อย ทำเป็นแกงจืดได้ทุกประเภท ที่สำคัญเก็บกินเล่นได้ตลอดเวลาที่มีใบอ่อน

 

              ระหว่างต้นยางพารา มีความชุ่มชื้นของดินที่มีอยู่ รากขาดบ้าง รดน้ำให้พอชุ่ม ตัดยอดของต้นออก ตัดใบให้เหลือติดต้นบ้าง เพื่อลดการคายน้ำและปรับสมดุลของตัวต้นเหลียงเอง

 

           ฉันประทับใจที่ได้ทานผักเหลียงคราวไปภาคใต้  ติดใจในรสชาติ  จึงมีกัลยาณมิตรดั้นด้นนำต้นผักเหลียงขึ้นรถทัวร์จากพัทลุงและไปส่งให้ถึงพิษณุโลก  แต่เจ้ากรรม ปล่อยให้เด็กรดน้ำ  ทำให้รากกระเด็นออกจากกระถาง  รอวันงอกขึ้นมาอีกครั้งและดูแลจนสุดความสามารถและอยู่ไม่รอดในที่สุด

 

          กัลยาณมิตรคนเดิมได้ประสงค์ดีนำต้นเหลียงที่โตไปให้อีกครั้ง  คราวนี้ส่งที่กรุงเทพมหานคร  และนำส่งต่อไปเป็นทอด ๆ ปัจจุบันต้นเหลียงถึง ๗ ต้น และตัดใบมาทานสด และผัดใส่ไข่เหมือนเจ้าตำรับเป็นบางคราว ที่สำคัญต้นเหลียงไม่ชอบแดดหรือปลูกแบบโดดเดี่ยว  ต้องอาศัยปลูกอิงแอบกับต้นไม้ใหญ่

 

      ขอนำบทสวดภาวนาสำหรับพุทธศาสนิกร่วมสมัย ของหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ “รดน้ำในสวน”  ว่า

 

        “น้ำและพระอาทิตย์  ช่วยให้ต้นไม้มีสีเขียว  เมื่อฝนแห่งความกรุณาตกลงมา  แม้ทะเลทรายก็กลายเป็นมหาสมุทรแห่งความเขียวขจี

 

         เวลาเรารดน้ำต้นไม้  เราขออุทิศให้แก่พื้นพสุธาทั้งหมด  เมื่อเรารดน้ต้นไม้  เราพูดกับพืชนั้น ๆ ดังกับพูดกับตัวเอง  เพราะเรามีชีวิตอยู่อย่างสัมพันธ์กันและกัน  ขณะรดน้ำเราควรพูดว่า “ต้นไม้ที่รัก  เจ้าไม่ได้อยู่ดียวดาย  สายน้ำนี้มาจากแผ่นดินและท้องฟ้า  เราทั้งหมดมีชีวิตอยู่ด้วยกันมาหลายกัปหลายกัลป์แล้ว”

 

            คนเป็นอันมากในสมัยนี้รู้สึกแปลกแยกและเดียวดายเพราะขาดความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง  เราจะแยกตัวเราออกจากสังคมหรือจากอะไร  หาได้ไม่ ดังมีความในพระสูตรว่า “เพราะสิ่งนี้มี จึงมีสิ่งนั้น”  ซึ่งเป็นข้อสรุปของปกิจจสมุปบาท

 

          การรดน้ำต้นไม้  ช่วยให้เข้าใจเรื่องความกรุณาและการโยงถึงกันอย่างเป็นอิทัปปัจจยตา  คือการปฏิบัติธรรมอย่างอัศจรรย์

 

ที่มา : Present  Moment Wonderful Moment  Mindfulness  Verses  for  Daily  Living