สีสันหลากหลาย เรื่องราวมากมาย
บทความนี้เป็น last sequence ของ HA Forum 3 เรื่อง workshop ศิลปบำบัดและกายภาวนา ที่ได้มีกิจกรรมนี้ไปในงาน HA Forum ณ Impact เมืองทองธานี เดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ในตอนที่แล้ว ได้พูดถึงการเยียวยาผู้คนในสังคม เปรียบได้กับมหกรรม "สลัดสะบัดสี" จากผู้หวังดีมากหน้าหลายตา และคนเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะต้อง "อยู่" กับผลรวมของความหวังดีทั้งหมด (แถมด้วยผลรวมจากสภาวะจิตของทุกคนที่เข้ามามีส่วนร่วม... ดีไม่ดีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ตรงนี้ทำให้ผมได้นำไปคิดต่อ ใคร่ครวญต่อ ออกมาเป็นปัจฉิมลิขิตสำหรับเรื่องนี้ได้อีกหนึ่งบทความ
จากโจทย์ที่ว่าข้างต้น ถ้าหากคนที่เราเข้าไปช่วยเหลือ จะต้องอยู่กับผลรวมเป็นผลลัพธ์ทั้งหมดของการดูแล (หรือไม่ดูแล) เราควรจะทำอย่างไร?
- ในแง่ตัวเราเอง สิ่งที่เราทำ
- ในแง่เพื่อนร่วมงานของเรา ที่เรารู้จัก/ไม่รู้จัก ทำงานร่วมกันหรืออยู่คนละสาขา
- ในแง่มุมมองของคนไข้และครอบครัว เพื่อนฝูง
- มุมของชุมชน ประชาคม
- และเชิงระบบ
สิ่งสุดท้ายที่เราได้ทำหลังจากได้แผ่นกระดาษสียี่สิบกว่าสามสิบแผ่น จากการสลัดสะบัดสีด้วยความรักและปราถนาดี และยังมีการซับแต่ง (ด้วยความรักและปราถนาดีอีกเช่นกัน) สุดท้ายกระดาษที่ได้ ก็เป็น "ผลลัพธ์รวม" สวยบ้าง เน่าบ้าง เฉยๆบ้าง แปลกๆ ตลกๆ น่าทึ่ง มหัศจรรย์ ฯลฯ พวกเรา (กระบวนกร) ก็ช่วยกันตัดแบ่งกระดาษทั้งหมด (ขนาดประมาณโปสเตอร์) ออกเป็นแผ่นเล็กๆ ประมาณที่คั่นหนังสือได้หลายสิบชิ้น นำมา distribute แจกแบบสุ่มให้กับผู้เข้าร่วมทุกคน ให้ทุกคนเขียนข้อความแห่งความรักและปราถนาดีลงไปบนที่ว่างของกระดาษ (บางแผ่นต้องเขียนด้านหลังก็มี เพราะไม่มีที่) ในตอนจบทุกคนที่เข้าร่วมก็จะได้ของที่ระลึกชิ้นเล็กๆ คนละแผ่นสองแผ่น กลับบ้านไป ส่วนจะมีความหมายเช่นไรของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไปเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ที่น่่าสังเกตก็คือ ในขณะที่ทั้งแผ่นใหญ่ จะดูมีเรื่องราวประกอบกันเป็น Epic เป็นมหากาพย์เรื่องหนึ่ง พอเรามาตัดย่อยๆ ซอยเป็นแผ่นเล็กๆ หนึ่งแผ่นใหญ่ได้หลายสิบแผ่นเล็ก ในแผ่นเล็กๆแต่ละแผ่นเหล่านี้ กลับบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปจากเดิมอีก และเรื่องเหล่านี้เรามองไม่เห็น ขณะที่เรามองแผ่นใหญ่ทั้งแผ่น จะเห็นได้ต่อเมื่อเราถือแผ่นเล็กๆในมือ และมองอย่างใคร่ครวญเท่านั้น ไม่รู้ว่าตอนมองทั้งแผ่น เรื่องราวเหล่านี้ไปแอบซ่อนอยู่หนใด
อาการแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากในการทำงานดูแลผู้คนในปัจจุบัน!!
นั่นคือเรามองดูภาพ "ผลรวม" เพราะนั่่นจะดูสำคัญที่สุด เป็นอะไรที่คนสนใจมากที่สุด คาดหวังมากที่สุด และอยู่กับมันที่สุด แต่จริงๆแล้ว หลายต่อหลายครั้งที่คนเราไม่ได้ "อยู่กับภาพรวม" หากแต่ประสบการณ์ตรงย่อยๆต่างหากที่กลับกลายเป็นเรื่องราวประทับใจ เรื่องเล่าที่ถูกเล่าสืบต่อกัน เป็น subplot ที่คนส่วนใหญ่ภายนอกมองข้าม ไม่สนใจ แต่ผู้ที่ถูกกระทำและผู้กระทำ ผู้ที่ได้รับ impact โดยตรง ไม่ได้ได้รับเฉพาะรายงานประจำปี กลับจดและจำเรื่องราวเล็กๆเหล่านี้ไว้
เช่นคนไข้มะเร็งเม็ดโลหิตขาวรายหนึ่งๆ สำหรับคนที่มองภาพรวม ก็เป็นหนึ่งในหลายร้อย หลายพันคนที่เกิดขึ้นในแต่ละปี แล้วแต่ว่ามองระดับทั้งประเทศ ทั้งภาค จังหวัด หรือโรงพยาบาล เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับวินิจฉัยโรคนี้ ระยะนี้ เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับการรักษาแบบนี้ ยาชุดนี้ protocol นี้ และเป็นหนึ่งในคนที่มีผลการรักษาแบบนี้ ดี/ไม่ดีแบบนี้ มี/ไม่มีผลข้างเคียงในการรักษาแบบนี้ ชอบ/ไม่ชอบ พึงพอใจ/ไม่พึงพอใจ และสุดท้ายก็คือ ตาย/ไม่ตาย อยู่ต่อ 3 เดือน/ 6 เดือน/ 1 ปี หรือกี่ปี ฯลฯ
นั่นคือ "plot ใหญ่" ที่คนว่าสำคัญ นำไปใช้ต่อ
แต่ subplot สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น เช่นความรู้สึกครั้งแรกที่ได้รับวินิจฉัย ของตนเอง ของภรรยา/สามี ของลูก ของพ่อและแม่ ของคนใกล้ชิด เป็นอย่างไร ทั้งครอบครัวช่วยกันหรือแยกกัน cope กับปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ถูกทอดทิ้งตอนไหน ถูกดูแลตอนไหน ได้เห็นความรัก ได้รับความรัก และถูกพรากจากความรัก ความมั่นใจ ความมั่นคงในชีวิต และการให้ความหมายใหม่กับชีวิตในแต่ละวัน แต่ละเดือน ที่ได้ยืดยาวหรือหดสั้นจากที่ได้หวังไว้ ฯลฯ subplots จำนวนมากที่ "มนุษย์เป็นผู้ให้ความหมาย" ไม่ได้อยู่ในรายการที่เรานึกถึงในตอนแรก
แต่สำคัญ
หรือสำคัญกว่า? หรือน้อยกว่า? หรือไม่สำคัญ?
สำหรับแผ่นคั่นหนังสือ ที่เป็นส่วนหนึ่งของงานชิ้นนี้ อาจจะนับเป็นเพียง "สีกระเซ็นมาเลอะ" (นึกถึงคำของน้องหมอท่านหนึ่ง ที่ตั้งชื่อสองภาษาว่า "variety of colors" แต่เรียกเป็นไทยสั้นๆว่า "เปรอะ" ก็ได้อารมณ์ดี) หรือเป็นเรื่องเล่าเล็กๆเรื่องหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมทั้งหมด มหากาพย์แต่ละเรื่องนั้น นอกเหนือจากมีการแสดงออกของศักยภาพมนุษย์โดยรวม แสดงออกถึงรากเหง้าจิตวิญญาณของผู้คน ความกล้าหาญ ความขลาด ความกลัว ความหวัง ความรัก แต่ภาพรวมเหล่านี้วางอยู่บน "เรื่องเล่าเล็กๆจำนวนมาก" ที่เราอาจจะมองข้ามไป เสมือนสีไม่กี่ pixels จากภาพโมเสก บางคนก็บอกว่าภาพโมเสกต้องมองไกลๆ ต้องมองห่างๆ เพราะมองเล็กๆ มองถี่ๆ ก็จะไม่เห็นเป็นภาพด้วยซ้ำ
แต่ทว่าผมคิดว่า จะเห็น หรือไม่เห็น เป็นภาพ ก็ขึ้นกับเราเองที่เป็นคนให้ความหมายนั้นๆ หากเรามองไม่เห็น แต่คนอื่นเห็น และเป็นเรื่องสำคัญด้วย จะเกิดอะไรขึ้น? กับการดูแล กับการทำงานของเรา?
การจะมี awareness ว่างานที่เราทำ เป็นเพียง "ส่วนหนึ่ง" ของภาพรวม แต่ก็ "เป็น" ส่วนหนึ่ง (แล้วแต่ว่าจะเน้นตรงคำว่า "ส่วนหนึ่ง" หรือคำว่า "เป็น"!!! ซึ่งแตกต่างกันเยอะ)
แต่ละครั้ง แต่ละครา เมื่อเราบรรจง paint สีลงไปในโมเสกจุดหนึ่ง เราอาจจะต้องหยุดยืน หรือถอยห่างออกมา ดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในเวลาเดียวกันไม่ละเลยความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจุดเล็กๆนั้น
อย่าลืมว่าสุดท้ายแล้ว โลกทั้งโลกเรานี้ ก็เป็นเพียงก้อนกรวดลอยได้ขนาดกระจิ๋วหลิว เมื่อเปรียบเทียบกับทั้งระบบสุริยะ ทั้งกาแลกซีทางช้างเผือก และทั้ง space ทั้งหมด ถ้าเราไม่คิดว่าเราเป็นเพียงธุลีโมเสกของกาแลกซี แต่เรามีอะไรบางอย่างที่สำคัญต่อจิตวิญญาณของเรา และของคนที่รักเรา ของคนที่เรารัก สิ่งเหล่านี้ที่เราให้ความหมายก็จะมีผลต่อการดำเนินชีวิตของเราไปได้เหมือนกัน
สวัสดีครับอาจารย์ หมอสกล
ไม่ได้เข้าเรียนรู้ในห้องนี้ ก็ขอมาติดตามเรียนรู้จากการอ่าน
มาติดตาม ค่ะ อาจารย์
เรียนรู้...เพื่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก....สาวก....นกไฟ