Theme/ Treatment / Dialogue

 

เมื่อวันที่ 21-21 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา ผม,ทีมงานและพันธมิตรเพื่อนร่วมงานได้มีโอกาสรียนรู้อบรมการเขียนบทกับนักเขียนบทละครทีวีชื่อดังของกันตนา ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นพนักงานของบีทีเอสนั่นเอง ท่านผู้นี้เป็นหนึ่งในทีมเขียนบทของ "ดาวเหนือ" มีผลงานเขียนบทละครให้กับกันตนาและออกอากาศในละครช่อง 7 หลายเรื่อง เช่น รหัสโลกันตร์  เสือสั่งฟ้า เป็นต้น ชื่อจริงของวิทยากรท่านนี้คือ คุณภาดล  บุญมาเลิศ หรือ ”พี่ซีน” ที่คนบีทีเอสรู้จักคุ้นเคย พี่ซีนปฏิบัติงานเป็นพนักงานประจำบริษัทระบบขนส่งมวลชนจำกัด (มหาชน) หรือรถไฟฟ้าบีทีเอสในตำแหน่งหัวหน้าสถานี (Station Supervisor) ด้วยภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบในการทำงานเป็นกะ จึงสามารถบริหารเวลามาทำงานด้วยสัญญาใจกับกันตนาได้อย่างกลมกลืน เป็นทั้งคนเบื้องหน้าและเบื้องหลังวงการบันเทิง หลายท่านอาจจะเคยเห็นหน้าเห็นตาตามละครหลังข่าวบ้าง ในงานฝึกอบรมที่เรารับผิดชอบอยู่จะมีการถ่าย VDO เพื่อใช้เป็นสื่อการสอนอยู่ด้วยกันหลายวิชา แต่ที่ผ่านมาเราทำแบบมวยวัด แบบลูกทุ่งกัน มี script บ้าง ไม่มีบ้าง ก็เลยคุยกับกับทีมงานและพันธมิตรว่าเราน่าจะมีการเรียนรู้อบรมกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเพื่อนำมาทำให้เป็นมาตรฐาน จึงเกิดการอบรมสัมนาเรื่องนี้ขึ้นมา โดยมีเนื้อหาการอบรมหลักๆ ดังนี้คือ การสร้างโครงเรื่อง การเล่าเรื่องอย่างไรให้น่าสนใจ น่าติดตาม จะเล่าแบบเหตุมาก่อนผล หรือผลมาก่อนเหตุดี การจัดมุมกล้อง ว่าเมื่อไหร่ควรใช้มุมกล้องแบบไหน การ PAN/TILT/ZOOM/DOLLY ทำอย่างไร เมื่อไหร่ เพราะอะไร  การกำกับภาพ และเทคนิคการตัดต่อ ว่าจะเอาภาพไหนมาใส่ในช่วงไหนให้น่าสนใจและน่าติดตาม

 

 

การจัดการอบรมสัมนาเราทำกันแบบกันเอง จัดแบบโต๊ะประชุม และฝึกกันเป็นรายบุคคลแถมยังมีการบ้านด้วย ใช้เวลากันคุ้มเลยทีดียวตั้งแต่ เก้าโมงเช้าจนเกือบถึงหกโมงเย็น ตรงตามเวลาเลิกงานปกติกันเลย เช้าวันแรกเราเริ่มต้นด้วยทฤษฎีต่างๆ กันเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่ให้เรียนรู้จากผลงานของจริง การเล่าเรื่องที่น่าสนใจจะต้องเป็นเรื่องที่มีตัวละครเอกแต่ละตัวมีบุคคลิกลักษณะสไตล์ที่ขัดแย้งกัน และมีสถานการณ์ที่บีบคั้นจะทำให้เรื่องมีความน่าสนใจและน่าติดตาม ยกตัวอย่างละครหลังข่าวเกือบทุกเรื่อง พระเอกกับนางเอกจะมีความแตกต่างขัดแย้งกันตลอด ทั้งแนวคิด พื้นเพ รูปแบบการใช้ชีวิต ทำให้คนดูช่วยลุ้นและอยากรู้ว่าจะลงเอยกันได้อย่างไร การเดินเรื่องจะต้องมีเหตุการณ์ที่ต้องมีอุปสรรคให้แก้ปัญหาตลอดเวลา คือมี Event หลัก และมี Event รองเป็นส่วนประกอบของ Event หลักอีกทีหนึ่ง การเล่าเรื่องแบบละครต้องไม่ซับซ้อนและต้องให้ Clear ในตอนนั้นๆ เลย มิฉะนั้นจะต่อไม่ติด แต่ต้องสร้างจุดให้น่าติดตามต่อในตอนต่อไปให้ได้ ซึ่งจะเห็นว่าละครไทยๆ ไม่ต้องติดตามดูทุกตอนก็สามารถดูรู้เรื่อง และชวนให้ติดตามในตอนต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะอวสาน การทำละครหรือหนังจะต้องวิเคราะห์ตัวละครออกมาให้ชัดเจน ว่าแต่ละคนมีพื้นเพภูมิหลัง ประสบการณ์ การศึกษา และอยู่ในสังคมแบบไหน เพราะการสื่อสาร (Dialogue) ที่ออกมาจากตัวละครแต่ละตัวจะไม่เหมือนกัน แต่ละคนจะมีลักษณะเฉพาะตัวของคนนั้นๆ ลักษณะภาพรวมของบทละครจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนใหญ่ๆ ตามลำดับความละเอียดดังนี้คือ
   1.Theme หรือแก่นของเรื่อง หมายถึง ภาพรวมเรื่องย่อของเรื่องทั้งหมด
   2.Treatment หมายถึง รายละเอียด เวลา บรรยากาสสถานที่ของฉากนั้นๆ ที่แยกเนื้อหาออกมาในแต่ละฉาก
   3.Dialogue หมายถึง บทพูดของตัวและครแต่ละตัว ที่จะสื่อสารกันในแต่ละฉาก ว่าจะพูดว่าอะไร เมื่อไหร่ มีการแสดงท่าทางและอารมณ์อย่างไร (Acting) 

 

 

หลังจากคุยทฤษฎีกันพอหอมปากหอมคอแล้ว วิทยากรก็ให้ดูหนังเรื่อง “มือปืน” ของท่านมุ้ย ตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อนำทฤษฎีที่ได้คุยกันไว้ก่อนหน้านี้ไปสังเกตวิธีการเล่าเรื่องและลักษณะการสื่อสารของตัวละครแต่ละตัว เราใช้เวลาดูหนังข้ามจนไปถึงช่วงบ่าย ประมาณบ่ายสองครึ่ง หลังจากดูหนังจบแล้ววิทยากรก็จะเชื่อมโยงทฤษฎีให้ฟังพร้อมยกตัวอย่างให้ดูพร้อมทั้งวิเคราะห์บทตามลักษณะการเดินเรื่องและการสื่อสารของตัวละครแต่ละตัว เช่น การเดินเรื่องแบบคู่ขนานที่ต้องอธิบายลักษณะของตัวละครแต่ละตัว การเล่าเรื่องด้วยการแสดงสีหน้าท่าทาง (Action) ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องที่ดีกว่าด้วย Dialogue ปัจจัยที่ทำให้เกิดจุดหักเหของเรื่อง การจบสรุปเรื่อง เป็นต้น

 

 

ต่อจากนั้นเราก็ได้มีโอกาสฝึกการเขียนบท Dialogue ง่ายๆ จากโจทย์ที่ว่าให้ออกแบบ Dialogue ให้คนฟังรู้ว่ากำลังพูดคุยอยู่ในสถานที่เหล่านี้ เช่น ตลาด โรงพัก ห้อง ICU หรือโรงแรมม่านรูด พวกเราก็ต้องไปออกแบบตามหลักทฤษฎี TTD (Theme/ Treatment / Dialogue) โดยเริ่มจากแก่นนำของเรื่องว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร มีมีตัวละครกี่ตัว แต่ละคนมีบุคลิกลักษณะอย่างไร และพูดอะไรบ้าง ในการเรียนรู้ วิทยากรให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้จากบทละครจริงๆ จากเรื่อง “เสือสั่งฟ้า” ที่เขียนโดยวิทยากรเอง เรื่องนี้วิทยากรเล่าว่าได้ค่าเหนื่อยตอนละประมาณสามหมื่นบาท ซึ่งตอนแรกพวกเราก็คิดว่าค่าจ้างเยอะจริงๆ แต่พอไปสัมผัสจริงๆ แล้ว ค่าจ้างสามหมื่นนี่มันต้องใช้ความรู้ทักษะความละเอียดความอดทนแลกมาเยอะมาก กว่าจะได้แต่ละตอนนี่ยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ ขนาดมืออาชีพบอกว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยเป็นสัปดาห์เลยทีเดียว การสัมนาวันแรกจบลงด้วยการบ้านที่ให้แต่ละคนไปเขียนบทละครจากนิทาน Email ที่ Forwardกันไปมา เช่น เรื่อง ต้นแอปเปิ้ลกับเด็กน้อย เรื่องตะปู เรื่องคนสร้างบ้าน เป็นต้น มีเนื้อหาประมาณ 1-2 หน้ากระดาษ A4 ให้ครบ

 

 

การฝึกในวันที่สองเราเริ่มต้นด้วยการฝึกเขียนบทเพื่อสร้าง Music VDO โดยให้ลองฟังเพลงแล้วฝึกจินตนาการเพื่อสร้างเรื่องราวว่าเพลงนี้น่าจะสื่อออกมาด้วยภาพอะไร ก่อนที่จะนำภาพ Music VDO ของเพลงนั้นๆมาให้ดูอีกครั้ง สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ การสร้าง Music VDO จะมีข้อจำกัดหลายอย่างคือถ้าเป็นเพลงประเภทรูปธรรม เช่น เพลงประเภทบรรยายลักษณะสถานที่ สิ่งของ ผู้คน จะทำได้ค่อนข้างง่ายเพราะสร้างจากเนื้อหาตรงๆ แต่ถ้าเป็นเพลงประเภทนามธรรม เช่น เพลงประเภทอกหัก รักคุด รำพึงรำพัน หรือเพลงให้กำลังใจต่างๆ เหล่านี้จะต้องมีการตีความและแทนค่าเข้าไป และสิ่งที่สำคัญก็คืองบประมาณ เพราะถึงมี Idea ดี แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณเราก็ต้องมีวิธีการบริหารจัดการอย่างไรให้คุ้มค่าพอเพียงและน่าสนใจ

 

 

ช่วงหลังเบรกเช้าเป็นการส่งการบ้านที่แต่ละคนได้ทำมา โดยให้แต่ละคนนำเสนอตามหลักการขั้นตอน TTD (Theme/ Treatment / Dialogue) สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือการเล่าเรื่อง เราไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องตรงๆทื่อตามเนื้อหาที่เป็นต้นฉบับ แต่เราสามารถเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องได้โดยไม่ทำให้เนื้อหาต้นฉบับเพี้ยนไป ซึ่งหมายถึงถึงแม้จะเปลี่ยนเนื้อหาวิธีการเล่าเรื่องแต่แก่นและวัตถุประสงค์ของเรื่องจะยังคงเหมือนเดิม คนดูจะยังคงเข้าใจในแก่นและวัตถุประสงค์ของเรื่องเหมือนเดิม การเล่าเรื่องอาจเล่าจากเหตุมายังผล หรือผลมายังเหตุก็ได้ หรือเล่าจากกลางเรื่องก็ได้ การเล่าเรื่องต้องกระชับและสามารถคุมงบประมาณได้ ลักษณะของ Dialogue จะต้องกระชับไม่เยิ่นเย้อ ยาวนานเกินไป ประมาณไม่เกิน 1 บรรทัด เพราะผู้ฟังจะรู้สึกเป็นการบรรยายปาฐกถาไป

 

 

ช่วงบ่ายเราได้สัมผัสกับการถ่ายภาพ VDO จากมุมกล้องในลักษณะต่างๆกัน แบบสดๆ คือ ถ่ายแล้วฉายให้เห็นกันทันที เลยว่า ลักษระการถ่ายเป็นอย่างไร ใช้เมื่อไหร่ เช่น PAN/DOLLY (Left/Right) ,TILT (UP/Down) , ZOOM (In/Out/Diagnal), CLOSE UP  เป็นต้น สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ การถ่ายภาพจะต้องมีการเปลี่ยนมุมกล้องบ่อยเพื่อไม่ให้ผู้ชมเบื่อ และการแสดงภาพแต่ละมุมกล้องจะต้องนำเรื่องของมุมกล้องในระยะไกล (Long Shot) ระยะกลาง   (Medium Short) และระยะประชิด (Close Up) เข้ามาอธิบายภาพเป็นลำดับตามความเหมาะสม

 

 

การอบรมครั้งนี้ถือว่าผมได้เรียนรู้ค่อนข้างมากเพราะได้ฝึกจากของจริง จากผู้รู้จริงที่ทำสำเร็จมาแล้ว ทำให้ผมรู้ซึ้งถึงหัวอกคนเขียนบทว่าต้องมีความรู้ทักษะรอบตัวจริงๆ เพราะคนเขียนบทจะมองภาพรวมของงานทุกอย่างออกและสามารถกำกับได้ ซึ่งผู้กำกับจะต้องอาศัยคนเขียนบทเพื่อทำหนังให้ได้ตามที่ต้องการ เพราะผู้กำกับไม่สามารถเขียนบทได้ แต่คนเขียนบทสามารถกำกับได้ คนเขียนบทจึงมีบทบาทสำคัญต่อคนในวงการนี้ นอกจากเรื่องในเนื้อหาแล้ว ผมยังได้รู้เรื่องราวของวงการบันเทิง วงการโทรทัศน์บ้านเราด้วยว่ามีเรื่องราวที่ลึกลับซับซ้อนมากกว่าที่คิด ผลประโยชน์ของธุรกิจยังคงครอบงำวงการโทรทัศน์บ้านเราอยู่ เวลา 24 ชั่วโมงในการออกอากาศถูกนายทุกเพียงไม่กี่เจ้ากว้านซื้อจนเกลี้ยง จนรู้สึกว่าไม่เหลือเวลาดีๆ ไว้ให้กับรายการอื่นๆเลย