ห้าปี หลังการสั่นสะเทือนวงการแพทย์ในสหรัฐ ด้วยรายงานเรื่องความปลอดภัยผู้ป่วย ของสถาบันการแพทย์(Institute of Medicine) คนไข้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ยังสังเวยชีวิตปีละอย่างน้อย 98000 รายให้แก่ความผิดพลาดในระบบบริการ ซึ่งมากกว่าจำนวนคนที่ถูกรถชนตาย
บ้างตายด้วยการติดเชื้อในเลือดจากความผิดพลาดในการใส่สายสวนหลอดเลือด
บ้างตายเพราะได้ยาผิดประเภท ผิดขนาด
บ้างตายจากความผิดพลาดระหว่างการผ่าตัด
ฯลฯ
ทั้งๆที่ความผิดพลาดเกือบทั้งหมดหลีกเลี่ยงได้ ถ้า หมอ พยาบาล เภสัชกร ผู้บริหารรพ.และผู้เกี่่ยวข้องกับบริการทางการแพทย์ใส่ใจและได้รับการกระตุ้น เตือน ได้รับการฝึกอบรม และ/หรือมีเครื่องมืออุปกรณ์ที่เหมาะสมแก่การให้บริการ
ทั้งๆที่รายงานฉบับนี้ และหลักฐานชิ้นอื่่น ยืนยันตรงกันว่า ความผิดพลาดของบริการทางการแพทย์เกือบทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่เป็นความล้มเหลวของระบบแวดล้อมการทำงานประจำวันของ หมอ พยาบาล เภสัชกร และบุคลากรอื่นๆ ในรพ.ก็ดี ในคลินิกก็ด้วย แต่กระแสสังคม รวมทั้งผู้บริหารรพ.หรือแม้แต่บุคคลดังกล่าวจำนวนไม่น้อยก็ยังฝังใจว่า ความผิดพลาดเป็นเรื่องของตัวบุคคล
ในลักษณะสังคมแบบอเมริกันที่ทนายความจ้องเอาผิดเพื่อให้ได้ส่วนแบ่งค่าฟ้องร้องคดีจากแพทย์ และธุรกิจประกันภัยที่แสวงกำไรจากเบี้ยประกัน ความเชื่อว่าบุคคลคือตัวการของความผิดพลาดในบริการทางการแพทย์ ได้บิดเบือนความพยายามเยียวยาระบบที่ล้มเหลวไปสู่การเพิ่มเบี้ยประกันความเสี่ยงของแพทย์
โปรดสังเกตว่า บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับสังคมไทยที่ปรากฎในสื่อมวลชน ก็มีแนวโน้มเข้าหาลักษณะเดียวกันนี้ในอเมริกา....หากเป็นจริง สังคมไทยก็จะเข้าสู่วังวนที่ยากจะหลุดพ้นเฉกเช่นที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐฯ....เป็นเกมส์ที่มีแต่ผู้แพ้(lose-lose games)
ในทางตรงกันข้าม รายงานสั่นสะเทือนวงการฉบับนี้ ได้ปลุกวงการแพทย์ในยุโรปตะวันตกให้ตื่นขึ้น แล้วลงมือเยียวยาระบบที่ป่วยอย่างจริงจัง วันนี้ บริการการแพทย์ในอังกฤษจึงก้าวไปสู่ระดับความปลอดภัยอย่างไม่เคยมีมาก่อน
การติดเชื้อร้ายแรงและดื้อยาอย่างเช่น methicillin resistant staph aureus ลดลงร้อยละ๓๐๐
คนไข้ได้ยาปฎิชีวนะป้องกันการติดเชื้อก่อนผ่าตัดใหญ่ เกือบ๑๐๐% ได้ยาป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน เกือบ ๑๐๐%
ผลแทรกซ้อนที่ยากจะป้องกันได้เกิดขึ้นร้อยละ๒๐ การเสียชีวิตจากความผิดพลาดที่ยากจะป้องกันไม่เกินร้อยละ ๑๐
ฯลฯ
ตรงกันข้ามกับอังกฤษ ความสำเร็จลักษณะเดียวกันกับปรากฎประปรายในวงการแพทย์สหรัฐฯ ทั้งๆที่่มีตัวละครมากมายออกมาเล่นบทผู้นำและร่ายรำด้วยลีลาต่างๆกันในเวทีความปลอดภัยเพื่อผู้ป่วย ในขณะที่อังกฤษ ตัวละครระดับนำคือ National Patient Safety Agency (NPSA)เล่นบทกระตุ้น ชี้นำและสนับสนุนรพ.และคลินิกทั้งหลายให้ดำเนินการปรับปรุงระบบงานอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
NPSA กระตุ้นวงการด้วยข้อมูลความรู้ รพ.และคลินิกจึงได้รับการสนับสนุนและเชียร์ให้รวบรวมและรายงานผลแทรกซ้อนจากการให้บริการ เพื่อจะได้หาทางแก้ไขร่วมกัน
NPSA รณรงค์ผ่านสื่อและกิจกรรมทางสังคมเพื่อกระตุ้น หมอพยาบาลให้ขยันล้างมือ(clean your hands campaign)จะได้ลดความเสี่ยงการติดเชื้อในรพ.
NPSA ส่งเสริมการค้นคว้าวิจัยหารูปแบบวิธีการใหม่ๆในการส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมบริการที่ลดความเสี่ยง ส่งเสริมการประเมินตนเองเพื่อปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง ฯลฯ
ในสายตาของนักวิชาการผู้ตีพิมพ์บทความ"๕ ปีหลังรายงานสะเทือนวงการ ความปลอดภัยของผู้ป่วย" NPSAเป็นความหวังที่ไกลเกินเอื้อมในบริบททางการเมืองแบบอเมริกัน ที่อยู่ท่ามกลางการขับเคี่ยวระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ยุบยับ สอดคล้องกับความเห็นของผู้บริหารท่านหนึ่งจากNational Institute of Healthสหรัฐฯที่กล่าวว่า มีองค์ชาย๒๗องค์ในสถาบันส่งเสริมการวิจัยที่ใหญ่ที่สุดนี้ ทำให้หาความเป็นเอกภาพและความเหมาะสมในการส่งเสริมการวิจัยได้ยาก
ถ้าเข้าใจว่า ความปลอดภัยของผู้ป่วยคือมิติสำคัญในเรื่องคุณภาพบริการทางการแพทย์ ประเทศไทยก็มีสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล(สรพ.)ทำหน้าที่คล้ายๆกับ NPSA ของอังกฤษ ต่างกันที่ สรพ.มีขอบเขตงานกว้างขวางกว่า
แม้ว่าจะมีเสียงบ่น เสียงนินทาจากรพ.ทั้งหลายบ้างไม่มากก็น้อย แต่บรรยากาศงานประชุมประจำปีของสรพ.ที่ต่อเนื่องกันมา ๑๒ปี ที่คับคั่ง คึกคักไปด้วยหมอพยาบาลและบุคลากรต่างๆในวงการแพทย์ไทย นับเป็นแต้มต่อที่จะช่วยให้ สรพ.เป็นหวังในการยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วย
กระนั้นก็ตาม ส่ิงนี้คงยากจะเป็นไปได้หากปราศจากความมุ่งมั่นร่วมกันของ....
-
ผุู้บริหารรพ.เอกชน เจ้าของคลินิกเอกชน
-
กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะเจ้าของรพ.รัฐที่ใหญ่ที่สุด
-
องค์กรวิชาชีพทางการแพทย์
-
ผู้บริหารรร.แพทย์และรพ.รัฐอื่นๆ
-
แหล่งเงินของรพ.และคลินิกทั้งหลาย ได้แก่ กรมบัญชีกลาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานประกันสังคม ธุรกิจประกันสุขภาพ/ประกันชีวิต สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ