Solution-focused Interview

วันแรกที่นอกเหนือจาก session ของพี่โกมาตร (อันเป็นอีก highlight ของปีนี้) ผมเข้าไปฟังเรื่อง solution-focused interview บรรยายคู่โดยพี่อานนท์ วิทยานนท์ หัวหน้าภาควิชาจิตเวชศาสตร์ ม.อ. และลิลลี่ (จารุรินทร์ ปิตานุพงศ์) อาจารย์จิตแพทย์ที่สอนเรื่อง palliative care ด้วยกันมากับผมที่ ม.อ.เช่นกัน หัวข้อในวันนี้เรียกว่าเป็นตอนต่อจากปีที่แล้ว (หนังเรื่องนี้ฉายปีละรอบเท่านั้น หึ หึ) ปีที่แล้วทั้งสองท่านมาพูดเรื่อง "หยั่งรากหัวใจมนุษย์ ผลิใบหัวใจแพทย์" เป็นเคล็ดวิชาที่จะ "เข้าใจ" และจะได้เข้าถึง พัฒนา คนที่อยู่เบื้องหน้าเรา ในที่นี้ก็คือนักเรียนแพทย์ ทีนี้ในการทำงาน ถึงแม้ว่าการเปิดหัวใจรับฟังจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก และสำคัญมากก็ตาม สุดท้ายความเป็นจริงประการหนึ่งก็คือ การสนทนาระหว่างแพทย์กับคนไข้นั้น บริบทแวดล้อมสำคัญอีกประการคือ "ความทุกข์" และบางทีก็จะมีโจทย์ที่ต้องการการแก้ไข ไม่ใช่แค่ปรับทุกข์หรือเล่าให้ฟังเฉยๆ นี่จึงเป็นที่มาของ "ตอนสอง Solution-focused Interview" ในคราวนี้นี่เอง

โดยทั่วๆไป เวลาเราจะแก้ปัญหา เราจะคุ้นชินกับการหา "สาเหตุ" และก็ไปแก้ที่สาเหตุ นั่นดูจะตรงไปตรงมาดี แต่ถ้าปัญหานั้นไม่ใช่เรียบง่ายเป็นสมการเชิงเดี่ยว การไปงมหาสาเหตุ อาจจะยิ่งยุ่งยาก ซับซ้อน และข้อสำคัญ อาจจะจับต้องไม่ได้ หรือไปเปลี่ยนแปลงอะไรมันไม่ได้เอาเลยก็มี อาทิ ปััญหาด้านจิตใจ ด้านการรับรู้ ปัญหาชีวิตที่เป็นองค์รวมเป็นต้น ยิ่งถ้าผู้มีปัญหามีอาการ "จิตตก" ซึ่งมีได้ทั้งในคนธรรมดา หรือในผู้ป่วยจิตเวชโดยตรงนั้น การพยายามไปคลี่คลายรากเหง้าที่มา อาจจะเป็นการ "รื้อ" โครงสร้างทั้งหมดลงแล้วก็ยังสูญเปล่่่า ไม่ได้ประโยชน์อะไรอีกด้วย

Solution-focused Interview

เป็นการสนทนาที่เน้น "ทางออก" เราจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร เราจะ "ทำอย่างไรดี" ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฟังให้สบายอก สบายใจ ซึ่งในปัญหาเล็กๆ หรือบางรูปแบบ แค่การได้รับฟังอย่างดีก็ช่วยไปได้เยอะแล้ว แต่ถ้าเป็นปัญหาซับซ้อนมากๆ การรื้อรากถอนโคนอาจจะไม่สู้การสร้างหนทางใหม่ที่จะเดินต่อไป ประเด็นนี้เราจะต้องใช้เทคนิก narrative therapy เข้ามาเกี่ยวข้อง และมีความเข้าใจกลไกของการเกิด "เรื่องราว" ให้ดีขึ้น แล้วเราก็จะพบว่า "อ๋อ.... ที่เราเป็นอย่างนี้ มันเพราะอย่างนี้" นำไปสู่ "ถ้าเราทำแบบนี้ซะ... มันก็จะเป็นแบบนี้" กลายเป็นทางออกที่ไม่ใช่ทางแก้ของเดิม แต่อยู่กับปัจจุบันเพื่อที่จะจะนำชีวิตไปสู่อนาคต

  • Narrative Therapy: Events and Plot
  • Same story is good relationship
  • Externalization of problems
  • Exceptional events and emerging of new story

Narrative

"เรื่องราว" มาจากไหน? ในชีวิตเราทุกคน มีเหตุการณ์ หรือ events เกิดขึ้นมากมาย แต่เราไม่ทราบ ไม่รู้ตัว ทุกวันนี้เรา "เลือก" events ที่จะรับรู้ เราไม่ได้นำเอา event ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในระบบการรับรู้ของเรา หากแต่กระบวนการแยกแยะและเลือก เกิดขึ้นเร็วมาก ทั้งตั้งใจบ้างและในระดับจิตใต้สำนึกบ้าง เมื่อเรานำ events หลายๆ events มารวมกัน ก็จะเกิดเป็นพล็อต (Emplotment) หรือเรื่องราวขึ้นมา

NB ตรงนี้สำคัญ ด้วยเหตุที่ว่า event มีเยอะ และเราต้องเลือกบางเรื่อง ไม่ได้เลือกทั้งหมด และ plot ที่เกิดขึ้น ก็แปรไปตามสองประการ คือ 1. events ที่เราเลือก และ 2. วิธีการเรียงร้อย events ที่เราเองเป็นคนให้ความหมาย เป็นคนกำหนด โอกาสที่คนสองคนจะ "เลือก" เหตุการณ์เหมือนกันเป๊ะ ทั้งมุมมอง คุณภาพ และปริมาณ แล้วยังเรียงร้อยในวิธีเดียวกัน ด้วยความหมายเดียวกัน ก็จะเป็นเรื่องท้าทายทีเดียว

พี่อานนท์ยกตัวอย่างนิยายนักสืบเชอร์ล็อกโฮม ที่สามารถนำเอา trace of events หรือหลักฐานต่างๆมาสร้าง plot จนอธิบายเรื่องราวได้ สาเหตุที่เชอร์ล็อกโฮมเก่ง (ที่จริงเป็นเซอร์อาเธอร์ โคแนนดอย ผู้ประพันธ์ที่เก่งมากกว่า) ไม่ได้ขึ้นกับการเก็บ events ที่สำคัญอย่างเดียว แต่โฮมมีทักษะที่จะ "คิดใคร่ครวญ" ได้ใกล้เคียง หรือโดย "วิธีคิด" เดียวกับผู้ร้าย ที่ตำรวจทำไม่ได้ เพราะตำรวจคิดแบบของตำรวจ ก็เลยตีพล็อตออกมาไม่ตรง บางครั้งโฮมต้อง "ตีพล็อต" ตามมุมมองของไม่เพียงผู้ร้ายคนเดียว ยังต้องตีตามมุมมองของ victims หรือเหยื่อและผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากอีกด้วย

มีข้อสังเกตประการหนึ่งคือ เซอร์อาเธอร์ โคแนนดอย ผู้ประพันธ์เชอร์ลอกโฮมนั้นมีอาชีพเป็นแพทย์ อาจจะเพราะสาเหตุนี้หรือไม่ ทำให้ทักษะประการหนึ่งของการเป็นแพทย์ คือ "มองโลกจากมุมมองของคนไข้" กลายเป็นทักษะสำคัญในการเป็นนักสืบของเชอร์ล็อกโฮม เพราะจะว่าไป การวินิจฉัยโรคก็คือการสืบสวนสอบสวนอย่างหนึ่งนั่นเอง

การเลือกรับรู้เรื่องราวของคนก็จะกลายเป็น "ความจริง" (version หนึ่ง ในหลายๆ versions ที่เป็นไปได้) ของคนๆนั้น ข้อมูลบางอย่างลอยมา เราไม่รับอย่างสิ้นเชิงก็มี (ไม่ชอบ ไม่สำคัญ ไม่เห็น) ข้อมูลบางอย่างลอยมา เรารับก็จริง แต่มีการ edit ดัดแปลงไปในทางที่เราต้องการก่อนจะรับรู้ (เช่นอ่านข่าวการเมือง ขึ้นกับว่าเราเชียร์ใคร การแปลข่าวก็จะเอนไปทางนั้นโดยไม่รู้ตัว) มีข้อมูลบางประการเท่านั้นที่มาอย่างไรเราก็รับมาอย่างนั้น (อาจจะเพราะตรงกับจริตอยู่แล้ว หรือเป็นคนที่ "ฝึก" มามองแบบ objectivism จริงๆ)

นอกจากนี้ การรับรู้เรื่องราวของคนๆหนึ่งก็ยังเปลี่ยนแปลงได้อีกจาก "สภาวะภายใน" ของคนๆนั้น เช่น ตอนเราป่วย เราก็อาจจะมองโลกในแง่ร้าย หมดโอกาส หรือเศร้าซึม ต่างจากตอนที่เราสุขภาพดี จิตใจดี เบาสบาย ดังนั้นคนเราตอนจิตตกกับตอนจิตเบาสบาย (ปุญญ หรือ บุญ นั่นเอง) ก็เปลี่ยน events และสามารถจะเปลี่ยน plot ไปได้โดยง่าย Plot หลายๆ plots ส่วนหนึ่งก็จะไปเสริม​ self esteem ของคน บางครั้งก็ไปลด ไปหั่น self esteem ของคน แต่ที่แน่ๆก็คือ เราเป็นอย่างไร ก็เป็นผลรวมของ plots ทั้งหมด จาก events ที่เราเป็นคนเลือกมาให้ความหมายนั่นเอง

คนบางคนจึงอาจจะมอง "มะเร็ง" (event) เป็นอะไรที่เลวร้าย ชีวิตต่อไปนี้มีแต่จะเริ่มลงเหว (down-hill plot) ใครมาดูแลก็คือเขาต้องเสียเวลา เรากลายเป็นภาระ อย่ากระนั้นเลย ฆ่าตัวตายจะเป็นทางออก แต่ใน events เดียวกันนี้เอง บางคนก็ให้ความหมายว่า อืม.. เรานี่ก็มีคนรักเราเยอะนะ อ้อ..ที่เราเคยทำดีกับใครไป เขาไม่เคยลืม เขามาตอบแทนเราเหมือนกันนะ.. เอ.. นี่เราป่วยขนาดนี้ เราก็ยังสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ ยังเป็นอาสาสมัครช่วยคนอื่นได้อีกนะนี่ ฯลฯ events คล้ายๆกัน แต่เมื่อให้ความหมายคนละอย่าง ก็จะเกิดพล็อตที่แตกต่างกันราวกับฟ้ากับเหวเลยทีเดียว

กลไกการเลือก events มาใช้นั่น น่าทึ่งมาก เราอาจจะเคยเจอสถานการณ์ที่เคร่งเครียด ปมผูกแน่นขึ้นเรื่อยๆจนไม่มีทางจะออก จู่ๆมีคนโพล่งออกมาว่า "ใครหิวบ้าง จะออกไปซื้อพิซซ่า" ปรากฏว่าทุกคนพร้อมใจกัน "วางปัญหาเงื่อนตาย" นั่นลง หันไปสั่งพิซซ่าหรือหาของอะไรมาทานกันหน้าตาเฉย อันนี้เรียกว่าพล็อตใหม่ที่มาช่วยนั้น ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรพล๊อตเก่าเลย แต่คนก็รับพล็อตใหม่นี้ ก็เพราะอยากจะออกมาจากตรงทางตันนั้นอยู่แล้ว ทำไมไม่ออกเองก็ไม่ทราบ แต่มีคนนำออกปุ๊บก็ตามออกมาเป็นแถวๆ ชีิวิตก็ดำเนินต่อไปได้ และบางทีการ "วางลง" ทำให้จิตที่ตก กลับคืนฟื้นแรงขึ้นมาอีกก็ได้ ทำให้เมื่อถึงเวลาไปมอง events เดิม เรากลับได้พล็อตใหม่ที่ not too bad ไม่เลวร้ายอย่างตอนที่เรามองด้วยจิตตกได้เหมือนกัน

ในขณะที่เรา narrative events (หรือสร้างและเห็นพล็อต) เราก็กำลังกำหนดตัวตน หรือสร้าง self ของเราเองอยู่ไปด้วย เราจะเป็นนักสู้ เราจะชอบหลบหลีกปัญหา เราชอบผจญภัย ชอบตื่นเต้น หรือชอบอยู่ในที่ที่แน่นอน มั่นคง ฯลฯ ก็ขึ้นอยู่กับการ narrative เรื่องราวของเราทั้งสิ้น และข้อสำคัญคือ เราจะสร้างพล็อตที่ coherent คือมีการเชื่อมโยงต่อกันเป็นเรื่องราว สอดประสานกับธีม (theme) ของ self ที่เราเคยสร้างเอาไว้ เราจะไม่ค่อยสร้างพล็อตที่ทำลายล้างอัตลักษณ์เดิมของเรา กลไกนี้เป็นไปโดยไม่รู้ตัว

เหมือนกับตอนที่เราชมภาพยนต์ ผู้กำกับที่เก่งๆจะสามารถสร้าง events ที่เมื่อประกอบกันแล้วกลายเป็นพล็อตตามอารมณ์หลักที่ต้องการ ด้วยการให้น้ำหนักของ events ไปตามธีมอารมณ์ต่างๆ และยังสามารถหักมุมเปลี่ยนกระแสทิศทางได้ตามความเหมาะสมอีกด้วย ในการทำเช่นนี้ก็คือการสามารถยืนอยู่ในมุมมองของคนส่วนใหญ่ได้นั่นเองว่า events มาแบบนี้ คนมักจะสร้างพล็อตไปทิศทางใด

เช่นภาพยนต์เรื่องไททานิก เนื้อเรื่องปูให้แจ็ก (พระเอก) เป็นคนน่ารัก คนดูจะชอบ และลุ้นให้เกิด happy ending กับโรส (นางเอก) เมื่อถึงที่สุดว่าจะโรแมนติก ก็หักมุมให้เป็น tragedy ไป ยิ่งสร้างให้แจ็กน่ารักมากเท่าไหร่ คนดูยิ่งหักมุมอารมณ์มากขึ้นเมื่อแจ็กต้องตาย เป็นต้น

Same story is Good Relationship

จะว่าไปการทำงานเป็นแพทย์เป็นพยาบาล (หรือทำงานช่วยเหลือผู้คนที่ทุกข์นั่นเอง) ก็อาจจะเรียกได้ว่าทำตัวเป็น "ผู้กำกับ" คนหนึ่งเหมือนกัน ต่างกันตรง ดาราหรือนักแสดงไม่ทราบบท เล่นสดๆตามเหตุการณ์จริง และผู้กำกับก็ไม่ได้มีอำนาจที่จะกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างตาม script แต่ทำหน้าที่เพียง "หยอด" (ภาษาใต้เรียก "ยอน") energy บางอย่างลงไปในเวลาอันเหมาะสม เกิดสมดุลใหม่ที่เราหวังว่าจะเป็นการเยียวยา

ภาพยนต์หลายเรื่องสำแดงให้เราเห็นการ "วางพล็อต" และในเวลาถัดมาที่มีการ "หักเปลี่ยนพล็อต" เป็นการ manipulate อารมณ์ผู้ชมได้อย่างน่าทึ่ง หากเราเข้าใจศึกษากลวิธีเหล่านี้ เราก็อาจจะมีทักษะในการ "ชี้นำพา" อารมณ์ผู้คนได้ และนำไปใช้ประโยชน์ได้ไม่เพียงแค่เอาไปใช้สร้างหนังเท่านั้น หลายต่อหลายครั้งที่คนดูหนัง รู้สึก "ทางตัน" แต่ก็จะมี "พล็อตเสริม" บางอันดี บางอันฉลาด (คือวางไว้นานแล้ว แต่คนดูอาจจะไม่ทันสังเกต พอเกิดผลิดอกออกผล ยิ่งประทับใจ) บางอันก็เน้นแปลกใจ แปลกประหลาด แต่ผลสุดท้ายคือ "ปรับเปลี่ยนอารมณ์ ความรู้สึกได้" นี่คือสิ่งที่เราควรจะนำมาใช้กัน

การจะพาคน "ออกจากถ้ำ" นั้น จะไปยืนโบกไฟฉายอยู่หน้าถ้ำไกลๆ มันก็ได้ผลเฉพาะคนที่หลงเข้าไปไม่ไกลเท่าไหร่ แต่คงจะไม่มีประโยชน์เลย สำหรับคนที่ได้ "จม" หรือ "หลงไปลึก" เข้าผ่านโค้ง ผ่านเลี้ยวของถ้ำเลยไปแล้ว เป็นหน้าที่ของคนที่จะช่วย จะต้อง "ยอมเดินเข้าไปในถ้ำเพื่อจะช่วยคน" แต่เราเตรียมตัวมาดีกว่า มีสายเชือกผูกเอวเอาไว้ปากถ้ำ (กันกลิ้งตกไปก้นถ้ำ) พร้อมที่จะดึงตัวกลับ

ที่ผ่านมา ที่เราช่วยคนไม่สำเร็จ ก็เกิดจากการที่มัวไปยืนโหวกเหวกแค่ปากถ้ำ ไม่ยอมลงไปที่ที่คนเข้าหลง หรือยอมลงไปก็จริง แต่ตัวเองเตรียมตัวไปไม่พร้อม ไม่มีไฟฉาย (สติ) ไม่มีสายเชือกผูกเอว (กัลยาณมิตร และปัญญา) คือมีแต่ใจอยากช่วย แต่ตนเองก็ไปไม่รอด ตกลงยิ่งช่วย ยิ่งเพิ่มคนหลงทางในถ้ำไปเรื่อยๆ

จะต่างจากถ้าเราพร้อม มีทั้งไฟฉาย มีทั้งเชือก (มีสติ มีมิตร มีปัญญา) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่พาเราไปหาเขาได้ และกลับออกมาได้อย่างปลอดภัย แต่ที่นี้พอเราไปถึงตัวคนที่หลง เราต้องเข้าใจด้วยว่าคนหลงทางนั้น อาจจะไม่ได้คิดได้เหมือนคนปกติ เขากำลังกลัว กำลัง panic กำลังเศร้า แม้กระทั่งอาจจะกำลังโกรธ คนที่เข้าไปช่วย ควรเข้าใจอารมณ์คนหลงทางให้ดี มิฉะนั้นหากขาดตรงนี้ไปก็อาจจะล้มเหลวไปได้เช่นกัน

เราจึงควรที่จะ "ทำความเข้าใจในสถานการณ์ที่เขาเป็น มี ทำ อยู่"

นี่คือความหมายของการเข้าใจ concept เรื่อง Same Story คือเรารับรู้เรื่องราวได้ใกล้เคียงอย่างที่คนทุกข์กำลังเผชิญ (แค่ใกล้เคียง แต่อาจจะมีโอกาสสูงมากที่ไม่เหมือนกัน) การเข้าใจหรือ empathy เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ มิฉะนั้นเราก็อาจจะเป็นเสมือน "คนแปลกหน้า" ที่เผอิญเข้าไปเจอกันในถ้ำ เขาไม่ทราบว่าเราเข้าไปเพื่อช่วย เพื่อเป็นเพื่อน การมีคนที่ตั้งใจมาช่วย พยายามฟัง พยายามเข้าใจ เป็นจุดเริ่มต้นที่จะจุดประกายความสว่างขึ้น เปรียบเสมือนเรายื่นถ่านไฟฉายให้เขาเอาไปใส่ไฟฉายของเขาเอง เมื่อนั้น "สติ" กลับคืนมา เพียงแค่นั้น คนที่กำลังหลงอยู่ก็อาจจะ "เลิกหลง" ได้ทั้งๆที่ยังไม่ได้ออกมาจากถ้ำด้วยซ้ำไป!!

concept การยื่นถ่านไฟฉายนี้สำคัญ!

เพราะที่ทำๆกันมา เรามักจะเข้าไป เพื่อจะจูงมือเขาออกมาจากถ้ำ ไม่พูด ไม่จา ปรากฏว่าคนๆนั้นอาจจะถูกล่ามติดก้นถ้ำ หรือจริงๆเขาอาจจะทราบแก่ใจว่าไม่อาจจะออกมาอีกแล้ว แต่ขออยู่อย่าง "มองเห็น" ในถ้ำนั้นก็พอ ก็เป็นได้

เช่นคนที่ทุกข์เพราะเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ถ้ามะเร็งเป็นถ้ำ ความทุกข์อาจจะไม่สามารถบรรเทาด้วยการออกมาจากถ้ำ แต่ด้วยการอยู่ในถ้ำนั้นได้อย่างมีความสุขพอประมาณ (ไปตามบริบทของถ้ำนั้น) ที่เขาต้องการคือถ่านไฟฉาย​ (คนเรามีไฟฉายอยู่แล้ว ของตนเอง) เพื่อน มิตรสหาย และปัจจัยบางอย่าง ก็เพียงพอที่จะทำให้ถ้ำกลายเป็นบ้านใหม่

  • ประเด็นคือ เรา (คนจะไปช่วย) เห็นถ้ำหรือไม่? ถ้าไม่เห็น ก็ไม่ทราบได้เลยว่าอาจจะมีคนหลงอยู่ในนั้น
  • เราเห็นถ้ำแล้วทราบไหมว่ามีคนหลงอยู่ในนั้น ถ้าเห็นถ้ำแล้วคิด (ตามประสาเรา) ว่าไม่น่าจะหลง ดูตื้นๆ ดูไม่ลึก ไม่ซับซ้อน เราก็ไม่คิดจะไปตาม ไปช่วยคนที่หลง
  • เราทราบว่ามีคนหลง จะเข้าไปช่วย เรา "พร้อมหรือไม่?" ทั้งไฟฉาย เชือก (สติ เพื่อน ปัญญา) ไม่ใช่เดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป
  • เราไปเจอคนที่หลง เราทำอย่างไร? ตรงไปเข้าไปลากเขาออกมา? หรือทำความเข้าใจเขาก่อน? เพราะว่า "เรา" ไม่อยากจะอยู่ในถ้ำนั้นนานๆ แต่อาจจะไม่ทราบว่าเขา "ไม่สามารถ" ออกจากถ้ำนั้นได้ หรือความเป็นจริงก็คือ เขาอาจจะอยากสำรวจถ้ำนี้ให้ถ่องแท้ ที่เขาต้องการคือถ่านไฟฉาย เครื่องดื่ม อาหาร และเขาอยากจะเจอทางออกที่ปลายทางอีกด้านหนึ่งต่างหาก
  • เราจึงต้องสามารถยืนอยู่ในมุมของเขา เข้าใจในพันธกิจชีวิตของเขา เมื่อนั้น "ทางออกที่สวยงาม" จึงจะปรากฏ งอกงามออกมาจากความสัมพันธ์ที่ดีงามนี่เอง

เหลืออีกสองหัวข้อย่อย ขอตัดต่อไปตอน 2.2 ครับ