กล่าวถึงบุคคลที่หลับน้อยตื่นนาน ๕  ประเภท มีบุคคล ๓ ประเภทหลัง คือ โจร  ๑  พระราชา  ๑ สมณะ ๑   แม้จะหลับน้อยก็จริง  แต่เมื่อถึงเวลาที่จะหลับ   คือสิ้นภาระหน้าที่ต่าง ๆ  แล้ว   ก็สามารถเอนกายหลับลงได้อย่างง่ายดายและหลับอย่างสงบ    แต่ประเภทแรกสิ    เมื่อยังไม่หลับก็ยากที่ข่มตาหลับลงได้   และเมื่อหลับก็หลับลงได้อย่างไม่สนิทใจ    คอยพลิกฟื้นตื่นผวาอยู่บ่อย ๆ   เต็มไปด้วยความทุกข์ความกังวลใจ   กระสับกระส่าย   กระวนกระวาย   รุ่มร้อน   เพราะอะไร   เพราะกังวลถึงคนที่ตนรัก   ยิ่งเกิดความรักชอบพอกันใหม่ ๆ   ยิ่งกังวลเมื่ออยู่ห่างกัน   เวลานอนก็นอนกระสับกระส่ายรอคอยเวลาที่จะสว่าง   เพื่อที่จะได้พบ    ได้พูดคุยกับคนที่ตนรัก เมื่อได้พบก็มองคนรักไม่รู้อิ่มไม่รู้เบื่อ   เมื่อได้พูดคุยก็ไม่เบื่อที่จะสนทนา   เมื่ออยู่ห่างไกลก็คิดถึงด้วยความเป็นกังวลใจ อยากอยู่ใกล้ ๆ  ภาพแห่งคนรักคอยฉายเข้ามาในความรู้สึกตลอดเวลา   เพราะฉะนั้นผู้ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งความรัก   หรือถูกความรักครอบงำจิตใจ    จึงจัดว่าเป็นคนที่มีความทุกข์คนหนึ่ง ทุกข์ทางใจ    ทุกข์เพราะเอาใจเข้าไปผูกพันยึดไว้ในคนที่ตนรัก    และเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอันต้องเปลี่ยนแปลงไป   เปลี่ยนแปลงไปเป็นอื่น หรือเปลี่ยนแปลงไปเพราะอำนาจกฎธรรมดาธรรมชาติ    คือ   พลัดพรากล้มหายตายจากไปก็ดี   อีกฝ่ายที่ถูกพลัดพราก   หรือถูกทอดทิ้งก็เป็นทุกข์   และเป็นทุกข์มากด้วย   ยิ่งรักมากเท่าใด   ความทุกข์ก็มากขึ้นเท่านั้น   ทั้งนี้ก็เพราะไม่มีสติรู้เท่าทันความเป็นไปของความรัก เพราะไม่มีสติรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง   เมื่อมีอันต้องพลัดพรากจากไปในเฉพาะหน้า   ก็ยิ่งเป็นทุกข์มาก   นี่แล    ความรักจึงเป็นความร้ายที่เที่ยวทรมานคนทั้งโลกให้บอบช้ำตรอมตรม

 

     นี่แหละคนประเภทที่หลับลงได้ยาก   และคนที่หลับลงได้อยากอีกจำพวกหนึ่งก็คือคนที่คิดมาก จมปลักอยู่กับความทุกข์ในอดีต  ไม่รู้จักทำใจให้ปล่อยวาง  หรือประเภทที่วิตกฟุ้งซ่าน    หน่วงเหนี่ยวเอาความผิดหวัง   ความพลั้งพลาดในอดีตมาเป็นทุกข์ในปัจจุบัน   และอีกจำพวกนึงก็วิตกทุกข์ร้อนไปเกินกว่าเหตุ   เอาทุกข์   เอาปัญหาที่ยังไม่เกิด   มาคิดจนเป็นทุกข์ในปัจจุบัน ทั้ง   ๒   อย่างนี้ไม่ดี   ตามหลักพระพุทธศาสนาที่มาในภัทเทกรัตตคาถา   ที่ขึ้นต้นด้วยบาลีว่า   อตีตํนานฺวาคเมยฺย   ฯ เปฯ    พระพุทธเจ้าก็บอกว่าไว้ชัดเจนให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน   นี่แลจำพวกที่หลับลงได้ยาก    ยังส่วนแห่งราตรีให้หมดไปกับจิตใจที่ว้าวุ่น   กระวนกระวาย 

 

     ส่วนสมณะ ผู้ทำความเพียรเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสนั้น   ท่านเป็นผู้ตื่นอยู่เป็นส่วนมาก    คือนอนแต่เพียงเล็กน้อย    ตามหลักชาคริยานุโยค    ท่านให้นอนเพียง   ๔   ชั่วโมง    ใน   ๒๔ ชั่วโมง   อีก   ๒๐   ชั้วโมง   เป็นเวลาทำความเพียร    เจริญวิปัสสนา   คือ   นั่งสมาธิบ้าง   ยืนบ้าง    เดินจงกรมบ้าง    เวลาที่ท่านนอน   ได้แก่ เวลา   ๒๒. ๐๐  น. - ๐๒. ๐๐  น.   ของวันใหม่   ๔   ชั่วโมงเท่านั้น   ถ้านอนมากกว่านั้น    ถือว่าไม่ตรงตามหลักชาคริยานุโยค    สำหรับท่านที่มีร่างกายอ่อนแอ    นอนน้อยอย่างนี้ไม่ได้    ก็อนุโลมให้นอนเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย    ตามสมควร    อันนี้คือเรื่องราวของบุคคลผู้หลับน้อยตื่นนาน เรื่องราวของพระผู้อยากละกิเลส

 

    เช้าวันใหม่จันทร์ตื่นขึ้นมาก่อนรุ่งสาง   เตรียมหุงข้าว   ทำอาหาร   อันเป็นกิจวัตรของลูกผู้หญิงจะพึงทำ   ซึ่งผู้หญิงในสมัยก่อนทุกคนจะต้องได้รับการอบรมให้เป็นแม่ศรีเรือน   คือ   เก่งในเรื่องงานบ้านงานครัว   คนโบราณท่านจึงบอกว่า   ผู้หญิงที่ดี  ต้องรู้จัก   เรือน   ๓   น้ำ   ๔ และจะต้องปฏิบัติให้เรียบร้อยสมบูรณ์ดี   ซึ่งเรื่อง   เรือน   ๓   น้ำ   ๔   นี้   เธอเองก็เคยได้รับการอบรมสั่งสอนจากพ่อเช่นกัน   เรือน   ๓    น้ำ   ๔   พ่อเคยเล่าไว้มีดังนี้...