ข้อค้นพบจากงานวิจัย มิติกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

มิติด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

ประเด็น

ข้อค้นพบ

มิติด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

-ปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำผิดซ้ำคดียาเสพติด[๑] : กรณีศึกษาผู้กระทำผิดร้ายแรงและมีโทษสูงและต้องดูแลเป็นพิเศษ[๒]  พบว่าคนที่มีลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้จะมีการกระทำผิดซ้ำหรือค้ายาเสพติดซ้ำ มากกว่าคนที่มีลักษณะตรงกันข้าม  กล่าวคือ

”  การควบคุมตัวเองต่ำมากๆ(Self-Control)

”    มีอารมณ์วู่วาม

”    มีเครือข่ายในการซื้อขายยาเสพติดมาก

”    มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมสูง (Anti Social Behavior)

”    มองเห็นแต่ผลตอบแทนที่เป้นตัวเงินสูง หรือมองเห็นช่องทางที่จะกระทำผิดสูง

 

ประเด็น

ข้อค้นพบ

 

”    ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นสูง (Denial of Injury) 

”    มีความผูกพันกับพ่อแม่ ครอบครัวต่ำ

”    ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้นสูง (Denial of Responsibility)

”    มีความเชื่อในเรื่องศาสนาต่ำ (ไม่เชื่อในเรื่องการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่เกรงกลัวต่อบาป ฯลฯ)

-จากผลที่ได้ข้างต้น คณะผู้วิจัยได้พยายามที่จะพัฒนารูปแบบและแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ต้องขังฯ เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับกฎระเบียบของเรือนจำ  และไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ต้องขังอื่นๆ รวมถึงเมื่อพ้นโทษแล้วผู้ต้องขังจะไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำ โดยก่อนการพัฒนารูปแบบการดำเนินงานใดๆ จำเป็นต้องมีการ “จำแนกหรือคัดกรอง” (Classification) เพื่อคัดกรองว่าผู้ต้องขังแต่ละคนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้หรือไม่ ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านได้ให้ความคิดเห็นว่าผู้ต้องขังในกลุ่มนี้ประมาณร้อยละ ๘๐ สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขพฤติกรรมได้ 

-สำหรับวิธีการจำแนกผู้ต้องขังนั้น จากตัวอย่างการดำเนินการของต่างประเทศพบว่าอาจพิจารณาได้จากพฤติกรรมส่วนบุคคลและประวัติการกระทำผิดของผู้ต้องขัง  ความสัมพันธ์กับครอบครัว ผู้คุม และเพื่อนของผู้ต้องขัง ปัญหาด้านสุขภาพจิต ทัศนคติเรื่องเพศ การวางแผนชีวิตภายหลังได้รับการปล่อยตัว โดยวัดได้จากการใช้แบบวัดด้านจิตวิทยา หรือการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ด้านจริยธรรม  หรืออาจพิจารณาจากความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น 

-จากผลการวิจัยครั้งนี้พิจารณาว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้กระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติด  มีความเกี่ยวข้องกับศีลธรรม จรรยาอย่างมาก แนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ต้องขังจึงได้นำหลักธรรมทางพุทธศาสนา ได้แก่หลัก ๑๒ ขั้นตอนแนวพุทธ (Buddhism The Twelve Steps) ของ พันเอกนายแพทย์พิชัย แสงชาญชัย และแนวคิดด้านการปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานของ ดร.วุฒินันท์ กันทะเตียน มาประยุกต์ใช้กับโปรแกรมด้านการให้คำปรึกษารายบุคคล (Individual Counseling)

-วัตถุประสงค์ของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ต้องการสอนและสร้างทักษะในการแก้ปัญหาที่ต้องเผชิญในการดำรงชีวิต การควบคุมความเครียดและ

อารมณ์โกรธ การระบายความคับข้องใจ ปลูกฝังค่านิยมด้านศีลธรรมจริยธรรม จัดระบบความคิดที่ถูกต้องดีงาม และตระหนักรู้ถึงชีวิตอย่างมีคุณค่า ตลอดจนการ

 

ประเด็น

ข้อค้นพบ

 

เรียนรู้ทางสังคม (Social Learning)  เช่น  ให้ความรู้ถึงโทษพิษภัยจากยาเสพติด  การเรียนรู้จากประสบการณ์  การฝึกให้เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นต้น

-อย่างไรก็ตาม  การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่เกิดจากการกระทำผิดซ้ำนั้นนอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ต้องขังแล้ว  จำเป็นต้องดำเนินการมาตรการอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้ต้องขังเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว (Pre-Release Center/Half-Way House/Foster Home) เพื่อให้คำแนะนำการปรับตัวเข้าสู่สังคม การปรับตัวเข้ากับครอบครัวของผู้ต้องขัง การฝึกอาชีพ และการสร้างงานแก่ผู้ต้องขัง นอกจากนี้ ควรต้องมีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของเรือนจำด้านกายภาพ เช่น ความสะอาดในเรือนจำ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาควบคุมการกระทำผิดของผู้ต้องขัง ฯลฯ และในกรณีผู้ต้องขังร้อยละ ๒๐ ที่มีแนวโน้มว่าไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ อาจต้องมีการศึกษาและจัดตั้งเรือนจำความมั่นคงสูงสุด (Super Maximum Security)[๓] เพื่อควบคุมตัวผู้ต้องขังเหล่านี้มิให้สามารถขยายเครือข่ายการค้ายาเสพติดและเครือข่ายอาชญากรรมต่อเนื่องต่อไป

-หากนำผลการวิจัยเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกับผลการวิจัยในประเด็นที่คล้ายคลึงกันได้แก่ การวิจัยเพื่อสร้างหลักสูตรในการแก้ไขและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังที่มีกำหนดโทษสูงและที่มีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดซ้ำ โดยกรมราชทัณฑ์และลลิตา สุนทรวิภาต คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗[๔] พบว่าสาเหตุของการกระทำผิดของผู้ต้องขังคดียาเสพติดประกอบด้วย ปัจจัยเกี่ยวกับการคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น การคิดทบทวนรู้จักไตรตรองมีสติ วิจารณญาณก่อนลงมือกระทำสิ่งใด การพิจารณาเกี่ยวกับโทษ ความรุนแรงของโทษที่จะได้รับจากการพิพากษาของศาลและการถูกจำคุกในอนาคต  ภาระหนี้สินก่อนต้องโทษ  มีผลต่อการกระทำผิดของผู้ต้องขังคดียาเสพติด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแปรที่เกี่ยวกับโทษและการยับยั้ง ป้องปรามที่น่าจะได้ผลจากการลงโทษที่มีระดับความรุนแรงเพื่อสร้างความรู้สึกที่ไม่คุ้มค่าในการกระทำผิด ลักษณะเดียวกันกับการวิจัยเรื่องปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติด โดยจำเนียร ชุณหโสภาค และคณะ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ พบว่า การกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติด[๕] เกี่ยวข้องกับความต้องการเงินเพื่อใช้จ่าย ส่งผลให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษกระทำผิดซ้ำอีกซึ่งส่วนใหญ่จะเข้าสู่วงจรยาเสพติดโดยกระทำผิดฐานครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากนี้ยังพบว่าจำนวนปีที่ได้รับโทษจำคุกมีความสัมพันธ์ผกผันกับจำนวนครั้งที่กระทำความผิดและจำนวนครั้งที่ถูกลงโทษ กล่าวคือถ้าในการกระทำผิดครั้งแรกมีจำนวนปีที่รับโทษจำคุกมากจะส่งผลให้มีการกระทำผิดน้อยครั้งลง  

ประเด็น

ข้อค้นพบ

การจัดตั้งศาลคดียาเสพติด[๖]

ควรมีนโยบายจัดตั้งศาลคดียาเสพติดเพื่อให้ศาลพิเศษที่เป็นแหล่งรวมผู้เชี่ยวชาญคดียาเสพติดโดยเฉพาะ เพื่อสามารถดำเนินคดีได้อย่างรวดเร็ว และสอดรับกับนโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล โดยมี ๒ ศาล คือศาลชั้นต้น และศาลอุธรณ์หรือข้ามไปศาลฎีกาเพื่อความรวดเร็ว แต่มีการตรวจทานความยุติธรรมในการดำเนินคดี

การแก้ไขปัญหาการค้ายาเสพติดในเรือนจำ และแนวทางการแก้ไข

 

 

 

-จากการศึกษาปัญหายาเสพติดในเรือนจำพบว่า แนวโน้มประเภทอาชญากรรมและคุณลักษณะของผู้ต้องขังค้ายาเสพติดเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนผู้ต้องขังคดียาเสพติดมีสัดส่วนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ต้องขังทั้งหมด มีการจัดโครงสร้างบริหารจัดการอย่างน้อย ๓ ระดับคือ ระดับผู้มีอิทธิพล ระดับผู้รับใช้ และระดับกองกำลังที่มีหน้าที่ท้าทายอำนาจเจ้าหน้าที่เรือนจำ สร้างสถานการณ์ ก่อความวุ่นวาย มีการตัดตอน สั่งการกระทำผิดกันเป็นทอดๆ ทำให้ยากต่อการสืบสวนขยายผล ผู้ต้องขังค้ายาเสพติดรายสำคัญมีบุคลิกภาพต่อต้านสังคมแบบสุดโต่ง ค่านิยมในทางที่ผิด ไม่เกรงกลัวต่อโทษที่ได้รับ มีการใช้อิทธิพลทั้งในและนอกเรือนจำ มีการสร้างเครือข่ายผลประโยชน์ มีความรู้ด้านกฎหมาย และมีศักยภาพในการจ้างทนายที่มีความสามารถสูง

-แนวทางแก้ไขคือ การพัฒนาระบบยุติธรรมทางเลือก (alternative justice) เพื่อให้ผู้กระทำผิดที่ไม่จำเป็นต้องถูกควบคุมตัวในเรือนจำและทัณฑสถานมีทางเลือกในการรับโทษ[๗]  รวมถึงการนำมาตรการลงโทษระดับกลางมาใช้ (intermediate punishments) เช่น การคุมประพฤติแบบเข้มงวด (intensive probation)

การทำงานบริการสังคม (community service) การใช้ศูนย์ควบคุม (diversion center) การใช้ศูนย์กักกัน (detention center) การควบคุมตัวในที่พักอาศัย (home detention,house arrest) และการลงโทษโดยวิธีเหล่านี้ผสมกัน (combined sentence)

-การส่งผู้ต้องขังสู่เรือนจำควรมีข้อมูลพื้นฐานการกระทำผิด ควรมีการคัดกรองผู้ต้องขัง จำแนกผู้ต้องขังตามประเภท ลักษณะการกระทำผิด และระดับความรุนแรงของการกระทำผิด ตลอดจนพฤติกรรมที่มีอันตรายต่อสังคม เพื่อจัดการควบคุมที่เหมาะสม และการออกแบบโปรแกรมการพัฒนาจิตใจ ปรับความคิด ความเชื่อ ทัศนคติเชิงบวกต่อสังคมแก่ผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญ[๘]

ประเด็น

ข้อค้นพบ

 

-ลักษณะปัญหาทางกายภาพของเรือนจำ/ทัณฑสถาน ต้องมีการรปรับปรุงอาคารและทัณฑสถานให้เอื้อต่อการควบคุม จัดให้มีแนวป้องกัน (buffer zone) ระหว่างแดนมั่นคงสูงกับแดนอื่นๆ ในเรือนจำและทัณฑสถาน และระหว่างเรือนจำและทัณฑสถานกับชุมชน รวมถึงการเสนอให้มีเรือนจำความมั่นคงสูง สำหรับแยกคุมขังนักโทษรายสำคัญ

-การบริหรจัดการและข้อมูล ควรมีหลักเกณฑ์/แนวทางในการพิจารณาย้ายผู้ต้องขังระหว่างแดน และ/หรือระหว่างเรือนจำ/ทัณฑสถานที่ชัดเจน และต้องเปิดโอกาสให้คณะกรรมการ/คณะทำงานสามารถใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจด้วย ควรมีระบบการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำความผิดของผู้ต้องขัง และข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่เรือนจำสามารถคัดแยกผู้ต้องขัง และกำหนดวิธีการควบคุมและพัฒนาผู้ต้องขังได้อย่างเหมาะสม ควรจำแนกผู้ต้องขังตามฐานความผิดและพฤติการณ์การกระทำผิดประกอบกับการใช้อัตราโทษเป็นเกณฑ์

-ด้านการสืบสวน สอบสวน หาข่าว ขยายผลการจับกุม พัฒนาระบบฐานข้อมูลรวมของผู้ที่เกี่ยวข้องในการค้ายาเสพติดข้ามพรมแดนเรือนจำทุกเรือนจำ (Data Exchange Center –DXC) ระหว่างสำนักงาน ป.ป.ส. กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรในพื้นที่ และ สำนักงาน ปปง. ในการสืบสวนเส้นทางการเงินของผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายสำคัญและเครือข่าย

 

 

 

 

 

 

 

 



[๑] ในการวิจัยนี้ การกระทำผิดซ้ำในคดียาเสพติด หมายถึง การกระทำผิดในฐานความผิดเกี่ยวกับการครอบครอง การจำหน่าย และการเสพที่ผ่านมามากกว่า ๑ ครั้งขึ้นไป (โดยไม่รวมคดีที่ถูกลงโทษ ณ วันที่เก็บข้อมูล) ทั้งที่ถูกดำเนินคดีอย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ

[๒] การวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำผิดซ้ำคดียาเสพติด : กรณีศึกษาผู้กระทำผิดร้ายแรงและมีโทษสูงและต้องดูแลเป็นพิเศษ ,ผศ.ดร.ชาญคณิต กฤตยา สุริยะมณี และ ดร.อุนิษา เลิศโตมรสกุล , ๒๕๕๓

[๓] ข้อเสนอจากการวิจัยเรื่อง รูปแบบการควบคุมผู้ต้องขังลักษณะพิเศษที่ยากต่อการควบคุม,กรมราชทัณฑ์,๒๕๕๒

[๔] การวิจัยเพื่อสร้างหลักสูตรในการแก้ไขและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังที่มีกำหนดโทษสูงและที่มีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดซ้ำ,กรมราชทัณฑ์และลลิตา สุนทรวิภาต,๒๕๔๗

[๕] จากนิยามศัพท์กรณีนี้หมายถึงการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญาในฐานความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมากกว่าหนึ่งครั้ง ใน  ๓ ฐานความผิด โดยเป็นผู้กระทำผิดฐานใดฐานหนึ่งคือครอบครองยาเสพติด หรือครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่าย

[๖] แนวทางการวิจัยเพื่อพัฒนานโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติดในประเทศไทย โดย พรเพ็ญ เพชรสุขศิริ,๒๕๔๐ อ้างในรายงานการวิจัย โครงการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนานโยบาย แนวทาง มาตรการ และกฎหมายในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเรือนจำและทัณฑสถานของกระทรวงยุติธรรม,รศ.ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย และคณะ,๒๕๕๒

[๗] เพิ่งอ้าง

[๘] การวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำผิดซ้ำคดียาเสพติด : กรณีศึกษาผู้กระทำผิดร้ายแรงและมีโทษสูงและต้องดูแลเป็นพิเศษ ,ผศ.ดร.ชาญคณิต กฤตยา สุริยะมณี และ ดร.อุนิษา เลิศโตมรสกุล , ๒๕๕๓ และ โครงการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนานโยบาย แนวทาง มาตรการ และกฎหมายในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเรือนจำและทัณฑสถานของกระทรวงยุติธรรม,รศ.ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย และคณะ,๒๕๕๒